ย้อนกลับไปสัก 6 ปีที่แล้ว ขบวนการประท้วงเยาวชนปลดแอกเริ่มก่อตัวขึ้นจากพื้นที่เล็ก ๆ ในแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ อย่าง “#” นักเรียนนักศึกษาต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ในบริบทที่สังคมไทยต่างเงียบด้วยบริบทรัฐบาลสืบทอดอำนาจ พื้นที่เล็ก ๆ ที่อำนาจรัฐอาจจะยังเข้าไม่ถึงนัก อย่าง ทวิตเตอร์ จึงกลายเป็น “พื้นที่สาธารณะ” ใหม่ จากการแสดงความคิดเห็นในประเด็นทั่วไปก็พัฒนาเป็นการรวมกลุ่มจนเกิดเป็นขบวนการคนรุ่นใหม่ต่อเนื่องมา แต่คำถามคือ ณ ปัจจุบัน พื้นที่แฮชแท็กนี้หายไปไหน และปัจจุบันพื้นที่สาธารณะของคนรุ่นใหม่อยู่ตรงไหน ?
ทฤษฎีหนึ่งที่พูดถึงการรวมตัวและการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ คือทฤษฎี Public Sphere หรือปริมณฑลสาธารณะ ของเยอร์เกน ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) นักปรัชญาชาวเยอรมัน ว่าด้วย “ความคิดเห็นสาธารณะ” ที่เกิดในพื้นที่สาธารณะทั้งแบบรูปธรรมและนามธรรม จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่นตัวอย่างที่ ฮาเบอร์มาส ยกมาอ้างถึง คือการปฏิรูปและการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18-19 อย่างพื้นที่ Salon ที่เอื้อให้ชนชั้นกลางได้มาแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นต่อเหตุบ้านการเมือง หรือหนังสือพิมพ์ที่นักคิด ณ ขณะนั้นได้เผยแพร่ความคิดความอ่านของตนแพร่กระจายไปในสังคมเมือง จนเกิดเป็น “ความคิดเห็นสาธารณะ” ที่มีพลังเพียงพอจะบังคับให้ชนชั้นนำปฏิรูปสังคมหรือบางกรณี คนในชาติก็รวมกลุ่มกันลุกขึ้นมาปฏิวัติสังคมด้วย
สำหรับยุคปัจจุบันที่เราไม่ได้มีพื้นที่สาธารณะบนแผนที่หรือบนที่ดินใด ๆ มากพอจะให้คนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้มากมาย แต่พื้นที่นั้นกลับขยับมาอยู่ในมือถือและอินเทอร์เน็ต ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งในกลุ่มเฟซบุ๊ก กระทู้พันทิป และแฮชแท็กในทวิตเตอร์ อย่างปรากฏการณ์อาหรับสปริงเมื่อปี 2011 ที่ใช้ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กเป็นแหล่งรวมกลุ่มและกระจายข่าวสาร นัดหมายการชุมนุม และพื้นที่ส่งเสียงแสดงความคิดเห็นของประชาชน ทำให้กระบวนการการปฏิวัติดังกล่าวขยายวงกว้างจากเพียงในตัวตูนิเซียไปถึงทั่วหลายประเทศบริเวณคาบสมุทรอาหรับ
ประเทศไทยก็เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน อย่างการรวมตัวในโลกออนไลน์ช่วงปี 2563 ที่มีพื้นฐานมาจาก แฮชแท็ก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนต่างแลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างชุมชนของพวกเขาอยู่แล้ว ตั้งแต่ ติ่งดารา ดูซีรีส์ไปพร้อมกัน หรือแม้แต่แสดงความเห็นทางการเมือง ฉะนั้น เยาวชนปลดแอก คณะราษฎร 2563 และแฮชแท็กอื่น ๆ ก็มีส่วนช่วยสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเรียกร้องสิทธิและปลดแอกประชาชนจากค่านิยมอำนาจนิยมในไทยขึ้นมา เกิดเป็นข้อเรียกร้องการยกเลิกกฎระเบียบต่าง ๆ ในโรงเรียนทั่วประเทศ ตั้งแต่กฎทรงผม กฎการแต่งกาย และกฎอื่น ๆ ซึ่งยังมีผลอยู่ถึงปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการใช้โลกโซเชียลเป็นปริมณฑลสาธารณะ ที่ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้แสดงความคิดเห็น แต่ยังรวมไปถึงการรวมตัวกันของผู้คนเพื่อทำบางสิ่งบางอย่าง
เมื่อเวลาผ่านมาแล้วหลายปี กระบวนการการเรียกร้องต่าง ๆ ที่เคยมีอยู่จำนวนมากก็ค่อย ๆ ลดน้อยลงไป ทั้งการพัฒนาของตัวแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ไม่เพียงจะเน้นสร้าง content เพื่อหารายได้ การโฆษณา แต่ยังรวมไปถึงการแยกกลุ่มความสนใจตามตัวบุคคล อย่างตัว algorithm ในทวิตเตอร์ที่หน้าเพจ for you ได้รับการปรับเปลี่ยนให้แสดง content ที่ผู้ใช้สนใจเป็นหลัก หรือ content ที่ผู้ใช้จ่ายเงินค่าสมาชิกเพื่อโพสต์โดยเฉพาะ มากกว่าโพสต์ที่ได้รับความนิยมจริง ๆ รวมไปถึงการใช้ระบบค้นหาและแฮชแท็กที่ถูกลดประสิทธิภาพลงไปจากการพัฒนาในยุคหลัง ทำให้ผู้ใช้นั้นไม่สามารถรวมตัวกันผ่านแฮชแท็ก หรือรับรู้ข่าวสารได้มากเท่าแต่ก่อน สิ่งนี้ไม่เพียงเกิดแค่ในทวิตเตอร์ แต่รวมไปถึงโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ด้วย ที่กลายเป็นพื้นที่ของโฆษณาและสแกมแทนพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคน
แต่คำถามคือ เมื่อพื้นที่เดิมอย่าง แฮชแท็ก เสื่อมประสิทธิภาพลง แล้วปัจจุบัน เด็กและเยาวชนไปอยู่ในพื้นที่ไหนแทน บางคนก็อาจตอบว่าแพลตฟอร์มอย่าง tiktok ได้เข้ามาทำหน้าที่นี้แทน แต่ข้อจำกัดคือ เนื่องจากใน tiktok ไม่ได้เน้นให้ผู้ใช้แสดงความคิดเห็น แต่เน้นให้ผู้ชมเสพคอนเทนต์ฝ่ายเดียวจากคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ลักษณะบทสนทนาจึงมักไม่เกิดขึ้นในแพลตฟอร์มดังกล่าว แตกต่างจากทวิตเตอร์ ณ ขณะนั้นที่เกิดการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน
หากเราจะเข้าใจ “พื้นที่สาธารณะ” ของคนรุ่นใหม่ในยุคสมัยนี้ เราอาจใช้ความเข้าใจเดิมเมื่อ 6 ปีก่อนไม่ได้อีกแล้ว ปัจจุบันปริมณฑลนี้ได้เปลี่ยนรูปแบบไป หรือบางคนอาจจะกล่าวว่าเสื่อมประสิทธิภาพลงเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยากจะสรุปได้เลยว่าไม่มีปริมณฑลสาธารณะเช่นนี้สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว เพราะเหตุการณ์ทั้งในฝรั่งเศสหรือประเทศอื่น ๆ ที่เกิดม็อบเยาวชนขึ้น ก็ยังเกิดจากการรวมกลุ่มผ่านแพลตฟอร์มอื่น ๆ อย่าง Snapchat หรือ เทเลแกรมได้ ในบริบทที่แพลตฟอร์มโซเชียลไม่เอื้อให้คนแลกเปลี่ยนกัน ฉะนั้นบางทีการรวมกลุ่มของเยาวชนอาจจะกำลังก่อตัวขึ้นสักแห่งที่คนรุ่นเราตามไม่ทันพวกเขาอีกแล้ว เพราะแม้พื้นที่สาธาณะเดิมจะหายไป แต่ปัญหาสังคมเดิมยังอยู่ สุดท้ายความไม่พอใจของพวกเขาก็ยังรอวันปะทุ
written by มนุษย์มนา
——
#นักเรียนเลว
#hashtag
แม่บอกไปแล้ว
ย้อนกลับไปสัก 6 ปีที่แล้ว ขบวนการประท้วงเยาวชนปลดแอกเริ่มก่อตัวขึ้นจากพื้นที่เล็ก ๆ ในแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ อย่าง “#” นักเรียนนักศึกษาต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ในบริบทที่สังคมไทยต่างเงียบด้วยบริบทรัฐบาลสืบทอดอำนาจ พื้นที่เล็ก ๆ ที่อำนาจรัฐอาจจะยังเข้าไม่ถึงนัก อย่าง ทวิตเตอร์ จึงกลายเป็น “พื้นที่สาธารณะ” ใหม่ จากการแสดงความคิดเห็นในประเด็นทั่วไปก็พัฒนาเป็นการรวมกลุ่มจนเกิดเป็นขบวนการคนรุ่นใหม่ต่อเนื่องมา แต่คำถามคือ ณ ปัจจุบัน พื้นที่แฮชแท็กนี้หายไปไหน และปัจจุบันพื้นที่สาธารณะของคนรุ่นใหม่อยู่ตรงไหน ?
ทฤษฎีหนึ่งที่พูดถึงการรวมตัวและการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ คือทฤษฎี Public Sphere หรือปริมณฑลสาธารณะ ของเยอร์เกน ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) นักปรัชญาชาวเยอรมัน ว่าด้วย “ความคิดเห็นสาธารณะ” ที่เกิดในพื้นที่สาธารณะทั้งแบบรูปธรรมและนามธรรม จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่นตัวอย่างที่ ฮาเบอร์มาส ยกมาอ้างถึง คือการปฏิรูปและการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18-19 อย่างพื้นที่ Salon ที่เอื้อให้ชนชั้นกลางได้มาแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นต่อเหตุบ้านการเมือง หรือหนังสือพิมพ์ที่นักคิด ณ ขณะนั้นได้เผยแพร่ความคิดความอ่านของตนแพร่กระจายไปในสังคมเมือง จนเกิดเป็น “ความคิดเห็นสาธารณะ” ที่มีพลังเพียงพอจะบังคับให้ชนชั้นนำปฏิรูปสังคมหรือบางกรณี คนในชาติก็รวมกลุ่มกันลุกขึ้นมาปฏิวัติสังคมด้วย
สำหรับยุคปัจจุบันที่เราไม่ได้มีพื้นที่สาธารณะบนแผนที่หรือบนที่ดินใด ๆ มากพอจะให้คนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้มากมาย แต่พื้นที่นั้นกลับขยับมาอยู่ในมือถือและอินเทอร์เน็ต ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งในกลุ่มเฟซบุ๊ก กระทู้พันทิป และแฮชแท็กในทวิตเตอร์ อย่างปรากฏการณ์อาหรับสปริงเมื่อปี 2011 ที่ใช้ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กเป็นแหล่งรวมกลุ่มและกระจายข่าวสาร นัดหมายการชุมนุม และพื้นที่ส่งเสียงแสดงความคิดเห็นของประชาชน ทำให้กระบวนการการปฏิวัติดังกล่าวขยายวงกว้างจากเพียงในตัวตูนิเซียไปถึงทั่วหลายประเทศบริเวณคาบสมุทรอาหรับ
ประเทศไทยก็เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน อย่างการรวมตัวในโลกออนไลน์ช่วงปี 2563 ที่มีพื้นฐานมาจาก แฮชแท็ก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนต่างแลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างชุมชนของพวกเขาอยู่แล้ว ตั้งแต่ ติ่งดารา ดูซีรีส์ไปพร้อมกัน หรือแม้แต่แสดงความเห็นทางการเมือง ฉะนั้น เยาวชนปลดแอก คณะราษฎร 2563 และแฮชแท็กอื่น ๆ ก็มีส่วนช่วยสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเรียกร้องสิทธิและปลดแอกประชาชนจากค่านิยมอำนาจนิยมในไทยขึ้นมา เกิดเป็นข้อเรียกร้องการยกเลิกกฎระเบียบต่าง ๆ ในโรงเรียนทั่วประเทศ ตั้งแต่กฎทรงผม กฎการแต่งกาย และกฎอื่น ๆ ซึ่งยังมีผลอยู่ถึงปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการใช้โลกโซเชียลเป็นปริมณฑลสาธารณะ ที่ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้แสดงความคิดเห็น แต่ยังรวมไปถึงการรวมตัวกันของผู้คนเพื่อทำบางสิ่งบางอย่าง
เมื่อเวลาผ่านมาแล้วหลายปี กระบวนการการเรียกร้องต่าง ๆ ที่เคยมีอยู่จำนวนมากก็ค่อย ๆ ลดน้อยลงไป ทั้งการพัฒนาของตัวแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ไม่เพียงจะเน้นสร้าง content เพื่อหารายได้ การโฆษณา แต่ยังรวมไปถึงการแยกกลุ่มความสนใจตามตัวบุคคล อย่างตัว algorithm ในทวิตเตอร์ที่หน้าเพจ for you ได้รับการปรับเปลี่ยนให้แสดง content ที่ผู้ใช้สนใจเป็นหลัก หรือ content ที่ผู้ใช้จ่ายเงินค่าสมาชิกเพื่อโพสต์โดยเฉพาะ มากกว่าโพสต์ที่ได้รับความนิยมจริง ๆ รวมไปถึงการใช้ระบบค้นหาและแฮชแท็กที่ถูกลดประสิทธิภาพลงไปจากการพัฒนาในยุคหลัง ทำให้ผู้ใช้นั้นไม่สามารถรวมตัวกันผ่านแฮชแท็ก หรือรับรู้ข่าวสารได้มากเท่าแต่ก่อน สิ่งนี้ไม่เพียงเกิดแค่ในทวิตเตอร์ แต่รวมไปถึงโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ด้วย ที่กลายเป็นพื้นที่ของโฆษณาและสแกมแทนพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคน
แต่คำถามคือ เมื่อพื้นที่เดิมอย่าง แฮชแท็ก เสื่อมประสิทธิภาพลง แล้วปัจจุบัน เด็กและเยาวชนไปอยู่ในพื้นที่ไหนแทน บางคนก็อาจตอบว่าแพลตฟอร์มอย่าง tiktok ได้เข้ามาทำหน้าที่นี้แทน แต่ข้อจำกัดคือ เนื่องจากใน tiktok ไม่ได้เน้นให้ผู้ใช้แสดงความคิดเห็น แต่เน้นให้ผู้ชมเสพคอนเทนต์ฝ่ายเดียวจากคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ลักษณะบทสนทนาจึงมักไม่เกิดขึ้นในแพลตฟอร์มดังกล่าว แตกต่างจากทวิตเตอร์ ณ ขณะนั้นที่เกิดการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน
หากเราจะเข้าใจ “พื้นที่สาธารณะ” ของคนรุ่นใหม่ในยุคสมัยนี้ เราอาจใช้ความเข้าใจเดิมเมื่อ 6 ปีก่อนไม่ได้อีกแล้ว ปัจจุบันปริมณฑลนี้ได้เปลี่ยนรูปแบบไป หรือบางคนอาจจะกล่าวว่าเสื่อมประสิทธิภาพลงเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยากจะสรุปได้เลยว่าไม่มีปริมณฑลสาธารณะเช่นนี้สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว เพราะเหตุการณ์ทั้งในฝรั่งเศสหรือประเทศอื่น ๆ ที่เกิดม็อบเยาวชนขึ้น ก็ยังเกิดจากการรวมกลุ่มผ่านแพลตฟอร์มอื่น ๆ อย่าง Snapchat หรือ เทเลแกรมได้ ในบริบทที่แพลตฟอร์มโซเชียลไม่เอื้อให้คนแลกเปลี่ยนกัน ฉะนั้นบางทีการรวมกลุ่มของเยาวชนอาจจะกำลังก่อตัวขึ้นสักแห่งที่คนรุ่นเราตามไม่ทันพวกเขาอีกแล้ว เพราะแม้พื้นที่สาธาณะเดิมจะหายไป แต่ปัญหาสังคมเดิมยังอยู่ สุดท้ายความไม่พอใจของพวกเขาก็ยังรอวันปะทุ
written by มนุษย์มนา
——
#นักเรียนเลว
#hashtag
Awww you’re hurt 😢
Replying to @tinybears
ฉลาดกว่าอีอิ้งค์ก็เป็นได้หมดล่ะ
อีหญิงลอกงานวิจัยยังเป็น รมช MDES ได้ ไอ้แป้งขายยายังเป็นรองนายก พิชิตคนติดสินบนศาลนั่นก็เป็น รมต สุชาติชมกลิ่นนั่นก็รมช
สภาพอีดอกพูดอะไรไม่ดูสารรูปเพื่อไทย
spymooping+ retweeted
Tbf ไทยมี policies ที่ไม่เหมือนชาติอื่นเท่าไหร่ สังเกตได้ว่าผู้อพยพ (myself included) ในไทยไม่ค่อยหลงเหลืออัตลักษณ์เดิม เช่น ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากพูดจีนไม่ได้แล้ว มีนามสกุลภาษาไทยไม่ได้ใช้แซ่เหมือนเดิม
บทต่อไปขุดประวัติทนายตั้ม
ผมไปย้อนดูคดีที่สส.รังสิมันต์เคยทำ กลัฟตอนปี 64
ตอนนั้นเค้าบอกว่าอะไรเค้าบอกว่าเค้ามีการอภิปรายแล้วก็บอกว่าธุรกิจนี้มันฮุบและควบรวมกิจการดาวเทียมโดยมิชอบ อีกอันนึงก็บอกมีการจ่ายสินบนให้ข้าราชการ ศาล แล้วก็ทหาร เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ
เปิดแล้วยังไงต่อมีการไปร้องยื่นปปช.เอาผิดฝ่ายรัฐ แต่ว่าเอกชนกลัฟทำไมไม่ดำเนินคดีเค้าละ ในเมื่อบอกเค้าจ่ายสินบนให้กับทางข้าราชการ "นี้เป็นการเปิดแล้วไม่ปิด"
อีกอันนึงค้นข่าวมาว่าเมื่อปีที่แล้วสส.รังสิมันต์ โรม บอกว่ามี 7 นักการเมืองไทยมีไปเปิดบัญชีแล้วก็ซุกเงินไว้ที่กัมพูชา เปิดไว้แค่นั้นจบ
จนผ่านมาปีนี้มีการดำเนินคดีอะไรกับใครไหม?
แล้วนี้เหรอที่จะมีการเปลี่ยนโครงสร้าง ผมมองว่าอย่างนี้เหมือนกับแค่จะสร้างกระแสหรือเปล่า?
ษิทรา เบี้ยบังเกิด
The Standard Now
19 ตุลาคม 2569
ทนายน่าจะรู้นานแล้วนะครับว่าคนของพรรคนี้เค้าเปิดสร้างกระแสเท่านั้น ไม่เคยเรื่องอะไรสำเร็จสักอย่าง
ลืมไปปิดได้สำเร็จเรื่องเดียวคือ "เอานายกทักษิณเข้าเรือนจำ"
#ไอเดียร์ #รังสิมันต์โรม #นายกทักษิณ #พรรคประชาชน
spymooping+ retweeted
เสื้อแดงไปชุมนุมอะถูกแล้ว ไม่งั้นประเทศนี้ก็จะมีแต่คนกทมเฟส1(และเฟส2)ที่มีแนวคิด 'เอาแต่ใจธิปไตย' ชุมนุมล้มรัฐบาล ย้ำเสมอว่า คนกทมทั้งเฟส1&2 มันไม่เคยยอมรับรัฐบาลที่มีจากการเลือกของคนชนบทหรอก ครั้งนี้ก็เช่นกัน – at Khlong Nueng, Thailand
จริงจร้า ขนาดเป็นฝ่ายค้านเสียงข้างมากยังยกให้หนู ไม่สนตำแหนางอะไรทั้งสิ้น พี่เศร้ามากน้องวัฒนธรรมแบบใหม่มาก
Replying to @thestandardth
เมื่อไหร่วัฒนธรรมการเมืองแบบนี้จะหมดไปสักที
พรรคร่วมรัฐบาลแล้วไง ไม่สนผิดถูกเลยเหรอ ยังไม่ทันฟังอภิปรายก็บอกจะยกมือไว้วางใจล่ะ ทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเหมือนแค่พิธีกรรมของฝ่ายค้าน



























