ย้อนกลับไปสัก 6 ปีที่แล้ว ขบวนการประท้วงเยาวชนปลดแอกเริ่มก่อตัวขึ้นจากพื้นที่เล็ก ๆ ในแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ อย่าง “#” นักเรียนนักศึกษาต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ในบริบทที่สังคมไทยต่างเงียบด้วยบริบทรัฐบาลสืบทอดอำนาจ พื้นที่เล็ก ๆ ที่อำนาจรัฐอาจจะยังเข้าไม่ถึงนัก อย่าง ทวิตเตอร์ จึงกลายเป็น “พื้นที่สาธารณะ” ใหม่ จากการแสดงความคิดเห็นในประเด็นทั่วไปก็พัฒนาเป็นการรวมกลุ่มจนเกิดเป็นขบวนการคนรุ่นใหม่ต่อเนื่องมา แต่คำถามคือ ณ ปัจจุบัน พื้นที่แฮชแท็กนี้หายไปไหน และปัจจุบันพื้นที่สาธารณะของคนรุ่นใหม่อยู่ตรงไหน ?
ทฤษฎีหนึ่งที่พูดถึงการรวมตัวและการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ คือทฤษฎี Public Sphere หรือปริมณฑลสาธารณะ ของเยอร์เกน ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) นักปรัชญาชาวเยอรมัน ว่าด้วย “ความคิดเห็นสาธารณะ” ที่เกิดในพื้นที่สาธารณะทั้งแบบรูปธรรมและนามธรรม จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่นตัวอย่างที่ ฮาเบอร์มาส ยกมาอ้างถึง คือการปฏิรูปและการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18-19 อย่างพื้นที่ Salon ที่เอื้อให้ชนชั้นกลางได้มาแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นต่อเหตุบ้านการเมือง หรือหนังสือพิมพ์ที่นักคิด ณ ขณะนั้นได้เผยแพร่ความคิดความอ่านของตนแพร่กระจายไปในสังคมเมือง จนเกิดเป็น “ความคิดเห็นสาธารณะ” ที่มีพลังเพียงพอจะบังคับให้ชนชั้นนำปฏิรูปสังคมหรือบางกรณี คนในชาติก็รวมกลุ่มกันลุกขึ้นมาปฏิวัติสังคมด้วย
สำหรับยุคปัจจุบันที่เราไม่ได้มีพื้นที่สาธารณะบนแผนที่หรือบนที่ดินใด ๆ มากพอจะให้คนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้มากมาย แต่พื้นที่นั้นกลับขยับมาอยู่ในมือถือและอินเทอร์เน็ต ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งในกลุ่มเฟซบุ๊ก กระทู้พันทิป และแฮชแท็กในทวิตเตอร์ อย่างปรากฏการณ์อาหรับสปริงเมื่อปี 2011 ที่ใช้ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กเป็นแหล่งรวมกลุ่มและกระจายข่าวสาร นัดหมายการชุมนุม และพื้นที่ส่งเสียงแสดงความคิดเห็นของประชาชน ทำให้กระบวนการการปฏิวัติดังกล่าวขยายวงกว้างจากเพียงในตัวตูนิเซียไปถึงทั่วหลายประเทศบริเวณคาบสมุทรอาหรับ
ประเทศไทยก็เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน อย่างการรวมตัวในโลกออนไลน์ช่วงปี 2563 ที่มีพื้นฐานมาจาก แฮชแท็ก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนต่างแลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างชุมชนของพวกเขาอยู่แล้ว ตั้งแต่ ติ่งดารา ดูซีรีส์ไปพร้อมกัน หรือแม้แต่แสดงความเห็นทางการเมือง ฉะนั้น เยาวชนปลดแอก คณะราษฎร 2563 และแฮชแท็กอื่น ๆ ก็มีส่วนช่วยสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเรียกร้องสิทธิและปลดแอกประชาชนจากค่านิยมอำนาจนิยมในไทยขึ้นมา เกิดเป็นข้อเรียกร้องการยกเลิกกฎระเบียบต่าง ๆ ในโรงเรียนทั่วประเทศ ตั้งแต่กฎทรงผม กฎการแต่งกาย และกฎอื่น ๆ ซึ่งยังมีผลอยู่ถึงปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการใช้โลกโซเชียลเป็นปริมณฑลสาธารณะ ที่ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้แสดงความคิดเห็น แต่ยังรวมไปถึงการรวมตัวกันของผู้คนเพื่อทำบางสิ่งบางอย่าง
เมื่อเวลาผ่านมาแล้วหลายปี กระบวนการการเรียกร้องต่าง ๆ ที่เคยมีอยู่จำนวนมากก็ค่อย ๆ ลดน้อยลงไป ทั้งการพัฒนาของตัวแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ไม่เพียงจะเน้นสร้าง content เพื่อหารายได้ การโฆษณา แต่ยังรวมไปถึงการแยกกลุ่มความสนใจตามตัวบุคคล อย่างตัว algorithm ในทวิตเตอร์ที่หน้าเพจ for you ได้รับการปรับเปลี่ยนให้แสดง content ที่ผู้ใช้สนใจเป็นหลัก หรือ content ที่ผู้ใช้จ่ายเงินค่าสมาชิกเพื่อโพสต์โดยเฉพาะ มากกว่าโพสต์ที่ได้รับความนิยมจริง ๆ รวมไปถึงการใช้ระบบค้นหาและแฮชแท็กที่ถูกลดประสิทธิภาพลงไปจากการพัฒนาในยุคหลัง ทำให้ผู้ใช้นั้นไม่สามารถรวมตัวกันผ่านแฮชแท็ก หรือรับรู้ข่าวสารได้มากเท่าแต่ก่อน สิ่งนี้ไม่เพียงเกิดแค่ในทวิตเตอร์ แต่รวมไปถึงโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ด้วย ที่กลายเป็นพื้นที่ของโฆษณาและสแกมแทนพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคน
แต่คำถามคือ เมื่อพื้นที่เดิมอย่าง แฮชแท็ก เสื่อมประสิทธิภาพลง แล้วปัจจุบัน เด็กและเยาวชนไปอยู่ในพื้นที่ไหนแทน บางคนก็อาจตอบว่าแพลตฟอร์มอย่าง tiktok ได้เข้ามาทำหน้าที่นี้แทน แต่ข้อจำกัดคือ เนื่องจากใน tiktok ไม่ได้เน้นให้ผู้ใช้แสดงความคิดเห็น แต่เน้นให้ผู้ชมเสพคอนเทนต์ฝ่ายเดียวจากคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ลักษณะบทสนทนาจึงมักไม่เกิดขึ้นในแพลตฟอร์มดังกล่าว แตกต่างจากทวิตเตอร์ ณ ขณะนั้นที่เกิดการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน
หากเราจะเข้าใจ “พื้นที่สาธารณะ” ของคนรุ่นใหม่ในยุคสมัยนี้ เราอาจใช้ความเข้าใจเดิมเมื่อ 6 ปีก่อนไม่ได้อีกแล้ว ปัจจุบันปริมณฑลนี้ได้เปลี่ยนรูปแบบไป หรือบางคนอาจจะกล่าวว่าเสื่อมประสิทธิภาพลงเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยากจะสรุปได้เลยว่าไม่มีปริมณฑลสาธารณะเช่นนี้สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว เพราะเหตุการณ์ทั้งในฝรั่งเศสหรือประเทศอื่น ๆ ที่เกิดม็อบเยาวชนขึ้น ก็ยังเกิดจากการรวมกลุ่มผ่านแพลตฟอร์มอื่น ๆ อย่าง Snapchat หรือ เทเลแกรมได้ ในบริบทที่แพลตฟอร์มโซเชียลไม่เอื้อให้คนแลกเปลี่ยนกัน ฉะนั้นบางทีการรวมกลุ่มของเยาวชนอาจจะกำลังก่อตัวขึ้นสักแห่งที่คนรุ่นเราตามไม่ทันพวกเขาอีกแล้ว เพราะแม้พื้นที่สาธาณะเดิมจะหายไป แต่ปัญหาสังคมเดิมยังอยู่ สุดท้ายความไม่พอใจของพวกเขาก็ยังรอวันปะทุ
written by มนุษย์มนา
——
#นักเรียนเลว
#hashtag
Update: ตั้งสอบ สพฐ. ปมเอี่ยวโครงการซัมเมอร์จีน ลวงนักเรียน 62 คน เสียหายหลักล้าน
.
19 ตุลาคม 2569 -- นักเรียน 62 คนจาก 11 โรงเรียน พร้อมผู้ปกครองและครู ประสบปัญหาเดินทางกลับจากประเทศจีนเมื่อวันที่ 15 ต.ค. หลังพบว่าไม่มีตั๋วเครื่องบินและไม่มีรายชื่อในระบบการบิน สร้างความเสียหายมูลค่าหลายล้านบาท จากโครงการศึกษาระยะสั้นในจีนที่ผู้ปกครองสงสัยว่าอาจถูกหลอกลวง
.
ครูหนึ่ง หรือธีรศักดิ์ จิระตราชู สส. พรรคประชาชน เปิดเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กว่า ผู้จัดโครงการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการเชื่อมโยงกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และอ้างความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ ทำให้โรงเรียนและผู้ปกครองเข้าใจว่าเป็นโครงการที่ได้รับการรับรอง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง
.
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า โครงการเดิมอ้างว่าจะจัดกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง ก่อนเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยปิโตรเลียมแห่งประเทศจีน หลังมีปัญหากับมหาวิทยาลัยแห่งแรก ขณะที่เมื่อเกิดปัญหาการเดินทาง ผู้ปกครองและครูไม่สามารถติดต่อผู้จัดโครงการเพื่อขอรายละเอียดการจองเที่ยวบินได้
.
ครูหนึ่งระบุเพิ่มเติมว่า มีผู้ถูกกล่าวหาคนหนึ่งเป็นข้าราชการในสังกัด สพฐ. จริง และตั้งข้อสงสัยว่าอาจใช้ตำแหน่งหน้าที่สร้างความน่าเชื่อถือให้โครงการ ส่วนข้อมูลที่ว่ามหาวิทยาลัยในจีนไม่ได้รับเงินมัดจำจนต้องปฏิเสธการดำเนินงาน ยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องตรวจสอบยืนยัน
.
กรณีดังกล่าวยังทำให้เพจ “นักเกรียน สวนกุหลาบ” ตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีโครงการด้านการศึกษาลักษณะคล้ายกันอีกหลายกรณี ทั้งการสอบชิงทุนไปต่างประเทศและการแข่งขันที่ใช้ชื่อหรือสัญลักษณ์ของ สพฐ. โดยผู้ปกครองต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง ทั้งนี้ เพจระบุว่ามีนักเรียนสวนกุหลาบได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ด้วย และเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้ชื่อหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่โครงการเอกชน
.
ด้านกระทรวงศึกษาธิการระบุว่าประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมประสานการช่วยเหลือนักเรียนและผู้ปกครอง ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องใน สพฐ. ระบุว่าจะดำเนินการสอบสวนทางวินัยอย่างจริงจัง และมีรายงานว่าผู้จัดโครงการเริ่มทยอยคืนเงินให้โรงเรียน โดยแจ้งว่าจะคืนให้ครบภายในวันที่ 18 ต.ค.
.
ผู้ปกครองเตรียมนำหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ขณะที่กรณีนี้นำไปสู่คำถามถึงมาตรการกำกับดูแลโครงการที่ใช้ชื่อหน่วยงานรัฐ และความโปร่งใสในการสอบสวนเมื่อมีข้อกล่าวหาว่าบุคลากรภายในอาจเกี่ยวข้อง โดยกระทรวงศึกษาธิการขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียน
.
——
#นักเรียนเลว
Update: ฝรั่งเศสประท้วงทั่วประเทศ นักเรียนจับมือแรงงานต้านค่าครองชีพพุ่ง กดดันรัฐบาลมาครง
19 ตุลาคม 2569 -- ฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงครั้งใหญ่ หลังความไม่พอใจต่อคุณภาพโรงเรียนรัฐ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และแผนลดรายจ่ายภาครัฐ ขยายวงจากการชุมนุมของนักเรียนสู่การเคลื่อนไหวระดับประเทศ กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสระบุว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ต.ค. มีผู้เข้าร่วมชุมนุมทั่วประเทศราว 550,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แต่บางจุดเกิดการปล้นร้านค้า ปะทะกับตำรวจ และทำลายอาคารสาธารณะ
.
นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู ระบุว่า มีผู้ถูกจับกุม 1,200 คน และตำรวจได้รับบาดเจ็บ 150 นาย ขณะที่เหตุรุนแรงในเมืองลีมอฌทำให้ศาลาว่าการเก่าแก่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
.
อย่างไรก็ตาม องค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch ระบุว่า การชุมนุมส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ พร้อมวิจารณ์การใช้กำลังของตำรวจต่อผู้เยาว์ หลังมีรายงานเด็กอายุ 15 ปีสูญเสียมือจากระเบิดสตัน และเด็กอายุ 14 ปีกรามแตกจากกระสุนแก๊สน้ำตา
.
ชนวนการประท้วงเริ่มจากนักเรียนมัธยมในเขตชานเมืองทางตอนเหนือของกรุงปารีส เรียกร้องให้แก้ปัญหาครูไม่เพียงพอ ห้องเรียนแออัด อาคารเรียนทรุดโทรม และตารางเรียนที่หนักเกินไป ก่อนขยายไปยังเมืองใหญ่อย่างบอร์โดซ์ ลียง และมาร์กเซย โดยมีสหภาพแรงงานภาครัฐและผู้สนับสนุนขบวนการ “เสื้อกั๊กเหลือง” ซึ่งเคยประท้วงค่าครองชีพและความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ปี 2561 เข้าร่วมด้วย
.
อีกปัจจัยสำคัญคือร่างงบประมาณปี 2570 ซึ่งรัฐบาลเสนอแผนลดรายจ่ายและมาตรการภาษีรวม 54,000 ล้านยูโร หรือราว 2 ล้านล้านบาท เพื่อควบคุมการขาดดุลการคลัง แผนดังกล่าวรวมถึงการตรึงฐานเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งสหภาพแรงงานระบุว่าอาจเป็นการตรึงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ผู้ประท้วงจึงไม่ได้เรียกร้องเพียงการปรับปรุงโรงเรียน แต่ยังต้องการค่าจ้างที่เหมาะสม บริการสาธารณะที่มีคุณภาพ และงบประมาณที่ตอบโจทย์
.
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประกาศว่าจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุรุนแรง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าปัญหาของรัฐบาลลึกกว่าการรักษาความสงบ นับตั้งแต่การเลือกตั้งรัฐสภาปี 2567 ซึ่งไม่มีขั้วการเมืองใดครองเสียงข้างมาก ฝรั่งเศสเผชิญภาวะชะงักงันทางการเมือง ทำให้การหาข้อตกลงเรื่องงบประมาณ ภาษี และสวัสดิการทำได้ยาก ขณะที่ประชาชนบางส่วนเริ่มไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนรัฐบาลจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
.
ในทางการเมือง การประท้วงอาจเปิดโอกาสให้มารีน เลอ แปน ผู้นำฝ่ายขวาจัด ใช้ความไม่พอใจของประชาชนสร้างคะแนนนิยม โดยเธอระบุว่าข้อเรียกร้องทางสังคมของผู้ชุมนุมมีความชอบธรรม แต่กล่าวหาว่าฝ่ายซ้ายเข้ามาฉวยประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายใดจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะความไม่พอใจครั้งนี้มีหลายมิติ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การศึกษา ไปจนถึงความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง
.
กรณีฝรั่งเศสสะท้อนโจทย์ที่ไทยเผชิญเช่นกันในแง่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ภาระค่าครองชีพ และความคาดหวังต่อบริการสาธารณะ แต่บริบทและระดับความรุนแรงแตกต่างกัน สิ่งที่น่าจับตาคือ เมื่อปัญหาในโรงเรียนเชื่อมโยงกับความเดือดร้อนของแรงงานและครัวเรือน รัฐบาลอาจเผชิญแรงกดดันที่กว้างกว่าข้อเรียกร้องเฉพาะกลุ่ม และการตอบสนองด้วยมาตรการด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุได้
.
——
#นักเรียนเลว
ช่วงนี้มีผู้คนในโลกออนไลน์โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials หรือ Gen Y ออกมาตั้งคำถามกับการใช้คอมพิวเตอร์ของเด็ก Gen Z บ้างว่าเด็กเจนนี้ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น ไม่เรียนรู้ที่จะใช้คอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ที่เน้นไปทางการดูแคลนความสามารถของกลุ่มเจนซีเป็นหลัก รวมไปถึงประเด็นอื่น ๆ อย่างความคิดความอ่านของเจนซี หรืออาจเผลอเรอสันสนระหว่างเจนซีและเด็กกลุ่มเจนอัลฟ่าด้วยก็ดี แต่แท้จริงแล้วปัญหานี้อาจไม่ใช่ปัญหาจากเจน แต่อาจเพราะบริบทการเติบโตที่ต่างกัน และคนระหว่างวัยก็ไม่เข้าใจความแตกต่างที่ว่านี้ ?
Gen Z คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วง 1997-2009 หรืออาจนับรวมยาวไปถึงปี 2012 เป็นกลุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่พัฒนาสู่ยุคดิจิทัลแล้ว มีคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนให้ใช้ตั้งแต่เด็ก ในขณะที่ Gen Y คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1981-1996 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบอนาล็อกสู่ยุคดิจิทัล เป็นช่วงแรกของโลกที่มีคอมพิวเตอร์ใช้กันในครัวเรือน จะเห็นได้ว่าสิ่งที่คนทั้งสองกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่พวกเขาเติบโตมานั้นต่างกัน
เจนวายคือกลุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับการใช้คอมพิวเตอร์ในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การเรียน ความบันเทิง หรือกิจวัตรในชีวิตประจำวัน เพราะ ณ ขณะนั้นคอมพิวเตอร์ยังเป็นหน้าต่างบานเดียวสู่โลกอินเตอร์เน็ต เท่ากับว่าเจนวายเป็นกลุ่มคนที่มีความช่ำชองในการใช้คอมพิวเตอร์สูงอยู่แล้วเป็นสำคัญ แต่กลับกัน เจนซีเติบโตมาในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเฟื่องฟู และพวกเขามีทางเลือกเข้าถึงโลกอินเตอร์เน็ตมากกว่าเพียงคอมพิวเตอร์ ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเลต รวมไปถึงอุปกรณ์อื่น ๆ สามารถทำงานพื้นฐานแทนที่คอมพิวเตอร์ได้มากขึ้นและสะดวกกว่า คอมพิวเตอร์จึงถูกลดบทบาทลงจนกลายเป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับการทำงาน เหตุการณ์ที่เจนวายตั้งคำถามกับทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีของกลุ่มเจนซีว่าทำไมถึงไม่เก่งเท่าคนรุ่นตัวเองจึงอาจตอบได้ไม่ยากนักว่า เพราะบริบทการเติบโตมาพร้อมเทคโนโลยีนั้นต่างกัน คอมพิวเตอร์ไม่ใช่อุปกรณ์ขั้นพื้นฐานในครัวเรือนอย่างที่เจนวายรู้จักแล้ว
ปัญหาจริง ๆ จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องอายุ เพราะช่วงอายุเช่นนี้ก็แบ่งอย่างหยาบ ๆ เพียงเท่านั้น เจนซีช่วงต้นนั้นก็ยังเติบโตมาคาบเกี่ยวกับบริบทที่คอมพิวเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์พื้นฐานไม่ต่างจากเจนวาย ดังนั้น การใช้คำพูดเชิงเหมารวมว่าเจนนั้นไม่เก่ง หรือเป็นแบบนั้นแบบนี้ จึงถือเป็นการติดป้ายและตีตราคนทั้ง generation และกลายเป็นภาพจำในเชิงลบไป มากกว่าที่จะพยายามทำความเข้าใจในความแตกต่างของคนแต่ละกลุ่ม และปัญหาดังกล่าวก็กลายเป็นวงจรงูกินหาง ไม่ต่างจากอคติที่คนรุ่นเจน X มองเจนวายว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้เรื่องได้ราวเลย
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงแต่ปัญหาทักษะด้านเทคโนโลยีที่ต่างกัน แต่รวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ เช่น ลักษณะการใช้ชีวิต ทัศนคติ มุมมองต่อโลกภายนอก และปัญหาสังคม ที่หากเราไม่พยายามทำความเข้าใจกันแล้ว ก็จะเพียงตีตราและสร้างอคติทับถมกันไปในสังคม การพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน มองกันในมุมเขามุมเรา พยายามเข้าใจบริบทการเติบโตที่ต่างกันคน ก็อาจเปิดมุมมองใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมากไปกว่าการตีตราคนทั้งเจนว่าเป็นเหมือนกันก็ได้
ถ้าเราลดอคติ เปิดใจรับฟัง ทำความเข้าใจกัน ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมของเราจะพัฒนากันไปได้ไกลและจะไม่ทิ้งรอยอคติไว้ให้กับเด็กรุ่นหลังต่อไป
written by มนุษย์มนา
——
#นักเรียนเลว
#เด็กเจนz
ภาษาไทยกับภาษาเขมรสัมพันธ์กันอย่างไร?
สามารถรับชม ‘เรียนไปทำไม‘ ได้ที่
YouTube : youtu.be/Ex4cScke6Kc
Spotify : open.spotify.com/episode/0ji…
Apple Podcasts : podcasts.apple.com/us/podcas…เรียนไปทำไม/id6790115220
——
#นักเรียนเลว
#เรียนไปทำไม
#ภาษาเขมร
แม้ในปัจจุบัน สังคมจะพยายามแบ่งแยกเด็กออกจากการเมือง หากแต่ตลอดประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย ขบวนการนักศึกษาไทยประเทศไทยไม่เคยหายไปจากสังคม และยังคงส่งเสียงความคิดของตัวเองสู่สังคมมาโดยตลอด มาย้อนประวัติศาสตร์ขบวนการนักศึกษาตั้งแต่ยุคเดือนตุลาฯ จนถึงยุคปัจจุบันไปด้วยกัน
——
#นักเรียนเลว
#6ตุลา
#14ตุลา
จนถึงทุกวันนี้ หลายคนยังมีภาพ“นักเรียนเลว” เป็นพวกเด็กที่จัดการชุมนุมเมื่อปี 2563-64 ซึ่งแม้จะผ่านไปหลายปีแล้วก็ยังเป็นที่จดจำอยู่ เพราะนี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่เด็กเข้ามามีบทบาทในการชุมนุมอย่างจริงจัง มีการเรียกร้องเพื่อตนเอง ไม่ได้สมทบกับขบวนการโดยรวมโดยไม่มีข้อเสนอของตนเองอย่างจริงจัง จนถึงทุกวันนี้คนก็ยังคงย้ำเตือนกันว่าเสรีภาพอันน้อยนิดที่มีในโรงเรียนไทยแลกมาด้วยการต่อสู้ของนักเรียนในช่วงปี 2563-65
——
#นักเรียนเลว
#6ตุลา
#14ตุลา
เกือบ 60 ปีที่ผ่านมา เด็กไม่เคยไปจากความเคลื่อนไหวของการเมืองไทย พวกเขามีหลายบทบาทและสถานะ ทั้งเหยื่อและผู้กระทำจากความรุนแรง แต่สิ่งที่ชวนมองคือ “เด็กนั้นไม่เคยเป็นเนื้อเดียวกัน” พวกเขาแตกต่างหลากหลาย มีความคิดความเชื่อของตนเอง ยากที่จะบอกว่าเขาเป็นแค่เครื่องมือของผู้ใหญ่ และพวกเขาเองก็ไม่ใช่ผ้าขาวอย่างภาพจำของสังคม
การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน และแน่นอน เป็นเรื่องของเด็กด้วย
อย่าผลักไสพวกเขาออกไป เพียงเพราะเขาเป็นเด็ก
แต่ทำอย่างไรดีกว่า เด็กจะมีส่วนร่วมกับการเมืองได้
โดยปราศจากความรุนแรงและเคารพสิทธิของพวกเขา ?
——
#นักเรียนเลว
#6ตุลา
#14ตุลา
สิ่งที่นักเรียนภาษาเขมรอยากบอก
สามารถรับชม ‘เรียนไปทำไม‘ ได้ที่
YouTube : youtu.be/Ex4cScke6Kc
Spotify : open.spotify.com/episode/0ji…
Apple Podcasts : podcasts.apple.com/us/podcas…เรียนไปทำไม/id6790115220
——
#นักเรียนเลว
#เรียนไปทำไม
#ภาษาเขมร
Update: 1 เดือน ยอดร้องเรียนการละเมิดสิทธิในโรงเรียน 1,224 เรื่อง พบบูลลี่มากสุด เตือนผู้บริหารไม่ตามล่าหาคนฟ้อง
.
14 ตุลาคม 2569 -อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ มีเรื่องร้องเรียนระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม–30 กันยายน 2569 รวม 1,224 เรื่อง ดำเนินการเสร็จแล้ว 1,094 เรื่อง หรือ 89.4% อยู่ระหว่างดำเนินการ 110 เรื่อง และรอรับเรื่อง 20 เรื่อง
.
เรื่องร้องเรียนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 703 เรื่อง ภัยจากสังคมและสิ่งแวดล้อม 202 เรื่อง และความรุนแรง การคุกคาม การล่วงละเมิด และการแสวงหาผลประโยชน์ 109 เรื่อง
.
อัครนันท์ระบุว่า ปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียนเป็นหนึ่งในเรื่องที่พบมาก ครอบคลุมทั้งการกลั่นแกล้งระหว่างนักเรียน ครูกับนักเรียน และระหว่างครูด้วยกันเอง ขณะเดียวกันยังพบกรณีผู้บริหารพยายามสืบหาตัวผู้ร้องเรียน ทำให้ครูผู้เสียหายหวาดระแวงและกังวลเรื่องความปลอดภัย
.
จึงขอเตือนผู้บริหารสถานศึกษาไม่ให้ขัดขวางหรือกดดันผู้ร้องเรียน เพราะอาจทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าเปิดเผยปัญหา พร้อมยืนยันว่าศูนย์ฯ จะตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ส่วนเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ จะประสานส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกระบวนการ
.
ยังมีกรณีที่ผู้อำนวยการโรงเรียนไปสืบหาว่าใครเป็นคนมาร้องเรียนศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ทำให้คุณครูผู้เสียหายต้องส่งข้อความมาบอกเล่าสถานการณ์ด้วยความหวาดระแวงและความกังวลเรื่องความปลอดภัย ทางอัครนันท์ย้ำว่าทางศูนย์จะตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
.
สำหรับเรื่องร้องเรียนที่นอกเหนือขอบเขตอำนาจโดยตรงของศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เช่น เรื่องการทุจริตโครงการอาหารกลางวัน หรือการโยกย้ายข้าราชการ ฯลฯ ไม่ใช่อำนาจหน้าที่โดยตรงของศูนย์ฯ แต่จะมีการรายงานไปยังรัฐมนตรีว่าการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
——
#นักเรียนเลว
Update: กลุ่ม 'เรานักเรียน' ประกาศรวมตัว #เลิกเรียนแล้วไปอนุเสาวรีย์ 20 พ.ย. นี้
.
14 ตุลาคม 2569 -- มีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า 'เรานักเรียน' ลงประกาศนัดรวมตัวนักเรียนที่อนุเสาวรีย์ โดยรายละเอียดจะมีการแจ้งเพิ่มเติมภายหลัง
.
บนหน้าเพจของกลุ่มดังกล่าว มีการเคลื่อนไหวและนำเสนอในประเด็นสิทธิด้านการศึกษา การคุ้มครองสิทธิของนักเรียน ไปจนถึงเรื่องเครื่องแต่งกายและทรงผมเสรี
.
ตอนนี้ทางกลุ่มกำลังหาทางแก้ไขระเบียบทรงผม ศธ. ที่เปิดช่องให้โรงเรียนตัดสิทธิ์สอบนักเรียนตามอำเภอใจ พร้อมย้ำว่า สิทธิทางการศึกษาของเด็ก ไม่ควรถูกพรากไปเพียงเพราะเรื่องบนหัว
.
โดยกลุ่มจะทำโปรเจกต์ยื่นหนังสือเสนอแก้กฎกระทรวงต่อ ศธ. โดยจะใช้ Google Forms เก็บเป็นหลักฐานจากทั่วประเทศเพื่อเอาสถิติไปยันกับผู้ใหญ่ในกระทรวง
.
ทางเพจยังเคลื่อนไหวในประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากการศึกษาด้วย เช่น การเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสอาจกระทบความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ, สนับสนุนการลงชื่อลบมรดก 6 ตุลาคม, รวมถึงให้ความรู้กฎหมาย SLAPP ด้วย
.
——
#นักเรียนเลว










