Works in media, marketing, writing and journalism, The MATTER founder, ex-Netflix / Amazon

Bangkok, Thailand
Joined May 2007
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
เป็นเว็บดูดวงลัคนาที่ UX/UI สวยมาก สมกับที่เป็นของคุณ @tpagon toys.geppettostudio.co/ferry…
14
13
2,095
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
ท่ามกลางงานสเก็ตช์ที่ชุมชน #bangkoksketchers เขานัดมาวาดด้วยกันในวันนี้ เราเจอช้างเผือกคนหนึ่ง เป็นน้องอายุ 21 ที่เหมือนหลุดมาจากการ์ตูนโชเน็น น้องไม่มีมือถือ ไม่มีโซเชียล ไม่ใช้เทคโนโลยีใดๆ นอกจากอินสตาแกรมที่เหมือนโดนบังคับให้อัปครึ่งปีครั้ง น้องวาดรูปอยู่คนเดียว โดยงานดูออกว่าได้รับอิทธิพลมาจากอาจารย์มุราตะ (เจาะจงว่าเป็นยุค Eye Shields) อยู่เต็มเปี่ยม เราคุยกันนาน ขอดูสมุดน้องแล้วพบว่ามีงานสเก็ตช์ทั้งเล่นและจริงจังระดับเทพอีกปริมาณมหาศาล ทั้งหมดนี้วาดด้วยปากกา G-Pen ทำไปเพียงเพื่อฝึกตน ไม่ได้โชว์ใครเลย แต่พอคุยไปก็เจอว่าน้องก็อยากให้คนมาเห็นงานเหมือนกันนะ แต่ไม่ชอบโซเชียลเลย ไม่รู้ทำไง (คันมือไหมล่ะ) เราเลยถือวิสาสะ เรียกว่าเสือกเลยก็ได้ กราบน้องขอความกรุณาว่าช่วยโพสต์งานลงเรื่อยๆ ด้วยเถอะ ทยอยแบ่งงานที่วาดตุนไว้เยอะมาก และพัฒนาการโหดมาก เพราะมันดีกับน้องเอง และดีกับโลกด้วย นี่สมัครเป็นแฟนคลับไปแล้ว อยากให้น้องได้ดี ได้เจอคนที่เห็นงานน้องจริงๆ (ล่าสุดน้องไปประกวดวาดภาพประกอบของ Pigma และชนะเลิศมา แต่งานไหน น้องก็ไม่ได้โพสต์ไว้... รู้แต่ในสมุดมีลายเซ็นของสองเทพเดอะดวง และ @saart_tanis ด้วย ขนลุก) ขออนุญาตเอาลิงก์โปรไฟล์น้องมาบอกต่อนะ น้องยินดี แต่ไม่รู้ต้องทำไง อยากบอกว่าในลิงก์นี้เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของงานที่น้องวาดทั้งวันทุกวันจริงๆ เพราะงานภาพต้นฉบับจริงๆ ดิบๆ มันอยู่ในรูปฟอร์มแปลกๆ (เช่นสมุดที่ตัดเป็นส่วนๆ พลิกหน้าพลิกหลังได้ ดูเป็นภาพในจอมันไม่สามารถสัมผัสความเทพได้) งานน้องเปล่งแสงมากๆ และมีอีกเป็นภูเขาที่ยังออฟไลน์อยู่ รอให้วันหนึ่งมีคนมาค้นพบ ...ส่วนตัวเราว่านี่มันระดับเพชรยอดมงกุฎเลย ขอให้น้องได้ดี instagram.com/natam_tonkul
12
174
1
194
13,974
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
คำแนะนำที่เคยได้รับและรู้สึกว่าดีที่สุดในช่วง 30 คือ จงเป็นมิตรกับตัวเอง เสียงความคิดของเราคือเสียงที่เราได้ยินบ่อยที่สุด ถ้าคิดบ่อยๆ ว่าโอ๊ยทำไมกูห่วยจังวะ ฯลฯ สักพักมันจะแย่จริงตามนั้น ลองเปลี่ยนเป็นคุยดีๆ เหมือนเพื่อนน่ารักๆ ค่อยๆ ไปนะเรา เดี๋ยวก็ดีๆ ไรงิ จะเฮลตี้ขึ้นมาก
4
15,853
79
7,626
1,029,552
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
หนังสือเล่มที่ 4 ของปี 2026 Supremacy ปัญญาประดิษฐ์ แชตจีพีที และการขับเคี่ยวที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานเขียนของพาร์มี โอลสัน คอลัมนิสต์ของ Bloomburg ที่จะพาเราไปพบประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดของ AI หรือ "ปัญญาประดิษฐ์" นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสุดล้ำที่กำลังคุกคามความมั่นคงในชีวิตของใครหลายคน และทำให้ใครบางคนกลายเป็นมหาเศรษฐี เนื้อหาหนังสือไม่ได้เน้นการวิพากษ์วิจารณ์หรือสอดส่องจับผิดปัญญาประดิษฐ์ หากแต่พาร์มีพาเราไปสำรวจมันตั้งแต่ต้นกำเนิดผ่านการเขียนความเรียงที่เป็นเสมือนการเดินทางของนักประดิษฐ์ 2 คนจาก 2 ฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่เป็นผู้ริเริ่มและให้กำเนิดปัญญาประดิษฐ์รุ่นแรก นั่นคือ แซม อัลต์แมน แห่ง Open AI ที่ริเริ่ม ChatGPT กับ เดมิส ฮาซาบิส แห่ง Deep mind ผู้พัฒนา Gemini ซึ่งทั้งสองล้วนมีผู้สนับสนุนยักษ์ใหญ่เบื้องหลัง อย่าง Microsoft และ Google ความเรียงภายในเล่าจุดเริ่มต้นด้วยเจตนาดีอันร้อนแรงของนักประดิษฐ์ทั้ง 2 ที่ปรารถนาจะเห็นโลกนี้ดีกว่าเดิม พวกเขาต้องการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ ซึ่งเราจะเห็นได้ความพยายามหลากหลายวิถีทางของทั้งอัลต์แมน และฮาซาบิส แต่แนนอนว่าลงท้ายแล้วเมื่อเดินหน้าไปถึงจุดหนึ่ง ทั้งสองก็ต้องยอม "บิดพลิ้ว" หลักการและจุดยืนบางอย่าง ซึ่งนั่นนำไปสู่การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งสองค่าย นอกจากนี้เราจะได้เห็นร่องรอยของปัญหาและความเสี่ยงที่อาจจะตามมาของระบบปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย ความเชื่อที่ว่าการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างปัญญาประดิษฐืจะช่วยแบ่งเบาภาระงานของมนุษยชาตินั้น เอาเข้าจริงแล้วมีเส้นกั้นบางๆ อยู่ระหว่าง "การปลดปล่อยมนุษย์จากงานอันน่าเบื่อหน่าย" กับ "การแย่งชิงงานของมนุษย์แล้วปล่อยให้พวกเขาอดอยากท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์" ไม่เพียงเท่านั้น ตลอดการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย ชุดข้อมูลอันเป็นทรัพยากรที่ถูกใช้สำหรับการฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้หลายส่วนยังเป็นความลับ และอาจจะเต็มไปด้วยอคติ (ปัญญาประดิษฐ์แบบ ChatGPT หรือ Gemini รวมถึง AI ตัวอื่นๆ จะถูกฝึกด้วยชุดข้อมูลจำนวนมหาศาลที่กวาดต้อนมาเพื่อให้พวกมันเรียนรู้ที่จะเข้าใจภาษา และฝึกฝนการโต้ตอบ รวมถึงเรียนรู้ที่จะสร้างภาพหรือวิดิโอต่างๆ ขึ้นด้วย) ราว 3-4 ปีก่อนถ้าจำกันได้ ระบบปัญญาประดิษฐ์ุดแรกๆ ที่ใช้จำแนกใบหน้าคนนั้น จำแนกว่าคนผิวดำเป็น "กอลิลลา" ไม่ใช่มนุษย์ - นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของอคติที่แฝงฝังอยู่ในระบบปัญญาประดิษฐ์ แนวโน้มอีกประการที่น่ากังวลก็คือ ปัญญาประดิษฐ์อาจกลายเป็นศาสนาใหม่ในสังคม คำตอบของ ChatGPT หรือ Gemini หรือ Grok อาจมีสถานะเป็นพระวจนะแห่งพระผู้เป็นเจ้าผู้รอบรู้ในโลกสมัยใหม่ เราอาจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ "พระผู้เป็นเจ้าและตำราศาสนากล่าวไว้ว่า..." ไปสู่ "AI ของฉันบอกไว้ว่า..." คงเป็นเรื่องน่าสยองไม่น้อยหากเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่คนเชื่อการวินิจฉัยโรคโดย AI ที่ไม่รู้ว่าสมบูรณ์ไหม มากกว่าการวินิจฉัยของแพทย์ (เรื่องน่าสนใจก็คือ ในหนังสือเล่มนี้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า AI บางตัวถูกโปรแกรมและฝึกฝนให้ตอบสนองผู้ใช้ด้วยความมั่นใจ แม้ว่ามันจะไม่รู้จริงในเรื่องที่ผู้ใช้งานถาม ก็ต้องปะติดปะต่อเรื่องราวแล้วตอบด้วยรูปประโยคที่ดูน่าเชือ่ถือที่สุด ร้ายไปกว่านั้นคือบางครั้งพวกมันสร้างเนื้อหาปลอม รวมถึงอ้างอิงปลอมขึ้นมาเองเสียด้วย - ราวๆ ปีที่แล้วผมเห็นอาจารย์ท่านหนึ่งเขียนถึงเรื่องนี้ว่านักศึกษาในคลาสของอาจารย์ใช้ AI เขียนงานมาส่ง ปรากฏว่า AI ปลอมอ้างอิงขึ้นมาจริง โดยมันดึงเนื้อหาจากคลิปงานเสวนาของ อ.นิธิ มาเขียนเนื้อหา แต่กลับเขียนอ้างอิงแปลงงานเสวนาที่มันดึงข้อมูลมานั้น ไปเป็นอ้างอิงในรูปแบบหนังสือ) เป็นความโชคดีที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้หลังจากอ่าน "ทุนนิยมสอดแนม" จบไปแล้ว จึงปะติดปะต่อภาพได้เห็นอะไรในหลากหลายมิติมากขึ้น การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ที่นอกจากจะสร้างความเสี่ยงในชีวิตหน้าที่การงานของใครหลายคน อีกทั้งยังกวาดต้อนข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปใช้เป็นทรัพยากรเพื่อพัฒนาตัวเองอย่างมหาศาลแล้ว ก็น่าสนใจว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีนี้ภายใต้ความสัมพันธ์แบบทุนนิยม มันจะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น หรือจะยิ่งทำให้เราลำบากกว่าเดิม อีกประเด็นที่น่าตั้งคำถามก็คือ บรรดานักประดิษฐ์สายเทคทั้งหลาย หมายมั่นปั้นมือว่าจะสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดทัดเทียมหรือฉลาดยิ่งกว่ามนุษย์ แต่ภายใต้ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างข่าวปลอม สร้างเนื้อหาปลอมทะลักเข้าระบบทุกวัน ก็่าสนใจว่าปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดขึ้นจนแซงมนุษย์ หรือมนุษย์เราจะโง่ลงจนปัญญาประดิษฐ์ตามทันกันแน่ อย่างไรก็ดี ผมสนับสนุนระบบเทคโนโลยีพวกนี้นะครับ แม้ว่าจะใช้เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง และปฏิเสธจะใช้มันในหลายกรณีบ้าง (เช่น การอ่านหรือการเขียน 2 เรื่องนี้เป็นอะไรที่หัวเด็ดตีนขาดผมก็ไม่ยอมให้มันมาแย่งอ่านหนังสือแทนแล้วสรุปให้ หรือขึ้นโครงร่างงานเขียนแทนผมเองแน่ๆ) กลัวว่าทุกท่านอ่านแล้วจะเข้าใจว่าผมเป็นพวกต่อต้านเทคโนโลยี - ประเด็นเดียวของผมคือเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเหล่านี้ควรรับใช้คนทั้งสังคม ไม่ใช่แค่มีไว้เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้คนส่วนน้อย, ซึ่งน่าเสียดายปัจจุบันหน้าที่ของปัญญาประดิษฐ์กลับตอบสนองเป้าหมายหลังมากกว่าเป้าหมายแรก. หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานแปลโดยคุณ แชมป์ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ด้วยสำนวนที่อ่านง่าย สนุก และลื่นไหลมากๆ ครับ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Salt @SaltRead เผื่อท่านใดจะไปซื้อหามาอ่านกัน - ขอขายพ่วงว่าโดยส่วนตัวอยากให้อ่านคู่กับเล่ม "ทุนนิยมสอดแนม" มากๆ ครับ #กันกันอ่าน #อ่าน2026
2
9
1
13
6,550
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
พี่จ๋า หนูไม่ไหวแล้วจ้ะ . #เย้เย้เย้ #ทีมขี้เกียจ
2
1,239
16
329
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
แก ดูในไทยรัฐทีวี ธรรมนัสอ้างว่า จนท. กปน. ที่โดนจับว่าหย่อนบัตรลงหีบที่พะเยา 7 ใบ ในบัตรกาปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 46 #เลือกตั้ง69
111
4,153
500
1,335
2,056,383
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
”และเมื่อพายุสงบลง เธอจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ผ่านมันมาได้อย่างไร หรือเอาตัวรอดมาแบบไหน เธออาจยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำ ว่าพายุนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วจริงๆ หรือเปล่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน เมื่อเธอก้าวออกมาจากพายุ เธอจะไม่ใช่คนเดิมกับที่ก้าวเข้าไปอีกแล้ว นั่นแหละคือสิ่งที่พายุครั้งนี้อยากบอก“ “And once the storm is over, you won't remember how you made it through, how you managed to survive. You won't even be sure, whether the storm is really over. But one thing is certain. When you come out of the storm, you won't be the same person who walked in. That's what this storm's all about.” - ฮารุกิ มุราคามิ
3
3,597
28
2,693
186,075
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
เบื้องหลังของเกมอำนาจระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่ Sam Altman แห่ง OpenAI กับ Demis Hassabis แห่ง DeepMind (Google) 𝐒𝐮𝐩𝐫𝐞𝐦𝐚𝐜𝐲 ปัญญาประดิษฐ์ แชตจีพีที และการขับเคี่ยวที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล เขียน: Parmy Olson / แปล : ทีปกร วุฒิพิทยามงคล เพิ่มเติม: facebook.com/photo/?fbid=110…
1
6
5
4,264
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
ผมเพิ่งไปเรียนคอร์ส Enneagram สามวันของ Aware and Awake มาครับ ด้วยอานิสงค์เพื่อนแนะนำและเชียร์ให้สมัคร (ขอบคุณเพื่อน @bongtao ) พบว่าเป็นคอร์สที่ช่วยปัดเป่าอะไรค้างคาใจได้หลายอย่าง ด้วยกระบวนการที่เน้นการฟังคนอื่นที่เป็นลักษณะต่างๆ กัน ทำให้เราเข้าใจเฉดของคนมากขึ้น ผ่านเรื่องราว รีแอคชั่น พลังงาน โดยไม่สเตอรีโอไทป์ว่าเป็นคนแบบนี้ต้องเป็นอย่างนี้ๆ . คอร์สยาวสามวัน เต็มวันทั้งสามวัน เน้นฟังรัวๆ กับชีวิตสามสิบแบบ คนสามสิบกว่าคน - อย่างน้อยที่สุดก็ต้อง 'เก็ตอะไร' ขึ้นบ้าง . ก่อนหน้านี้ผมพบปัญหาที่เหมือนมีอะไรไม่ลงล็อกในใจ พอระบุได้ว่าเป็นเรื่องอะไรแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น มีความพร่องความขาดที่พยายามถมให้เต็มด้วยกิจกรรม ด้วยงานที่ทำ ด้วยอะไรที่วิ่งตาม แล้วพอวิ่งตามก็ตั้งคำถามว่าตามไปทำไมนะ แต่ก็หยุดไม่ได้ เหมือนวิ่งๆ ไปก่อน วิ่งมานานแล้วมันก็ดีอยู่ ไม่ได้พาไปล่มจมอะไร วิ่งไปก่อนแล้วนกัน . ในอีกด้าน ผมก็ไม่ได้ชอบตัวเองที่มีพายุอารมณ์ข้างในนัก ถึงมันจะค่อยสงบลงบ้างตามอายุที่โตขึ้นและตามชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่ข้างในก็ยังมีลมพัดแรง มีเมฆฝน ฟ้าร้อง ในขณะที่ข้างนอกยังวิ่งไปและพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ข้างในก็ยังสั่นไหววูบวาบ ถ้าพูดตามตรง ก็มีทั้งชอบและไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนั้น . พอเรียนสามวัน ได้รับคำแนะนำส่วนตัว คิดว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาให้กับชีวิตแบบกระจ่างแจ้งสมบูรณ์ (ถ้าแก้ได้แบบนั้นคงเป็นลัทธิอะไรสักอย่าง) แต่เหมือนได้เครื่องมือที่ทำให้ไอ้ที่เหมือนจักรกลข้างในมันไม่คลิกกัน มันต่อกันได้เนียนสนิทมากขึ้น เหมือนจะเข้าใจตัวเองและยอมรับตัวเองได้มากขึ้น แม้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากๆ แต่รู้สึกเบาสบายขึ้นว่าอ๋อมันก็เป็นของมันอย่างนี้เอง . ที่ประทับใจคือเขาบอกว่าเราเรียนรู้ประเภทของคน ประเภทของเรา ไม่ใช่เพื่อให้เราเป็นประเภทนั้น "มากขึ้น" แต่เพื่อให้เป็น "น้อยลง" . และมันเป็นการเรียนที่ไม่พยายามจัดคนเป็นประเภทแบบขาดสะบั้นอย่างนั้น มีเฉดมีความละเอียดข้างใน . ผมเคยไม่ชอบตัวเองที่เป็นอย่างหนึ่ง แต่พอไปเรียนแล้วเห็นข้อดีของคุณสมบัติอย่างนั้น ที่มาสมดุลกับคุณสมบัติอีกอย่าง ก็ทำให้เข้าใจว่าตัวเรารักษาสมดุลสองอย่างด้วยกลไกนี้เอง ยังเอาไปทำอะไรยิ่งใหญ่ไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็รู้ตัวมากขึ้น (หน่อย) . ที่สำคัญคือทำให้รู้ว่าที่เคยเข้าใจตัวเองว่าเป็นแบบหนึ่งๆ นั้น มันเป็นการเข้าใจในระดับที่ปกคลุมความเป็นตัวเองที่อยู่ข้างใต้อีกชั้น . อ. ธนาผู้สอนบอกว่าคอร์สนี้ไม่ได้จะมาแก้ปัญหาชีวิตอะไรให้ แต่แค่ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ผมคิดว่าการได้รู้จักตัวเองมากขึ้น (และได้รู้จักคนเฉดสีต่างๆ รอบตัว) ก็อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ทีละเล็กละน้อย . และสุดท้าย อ.ก็บอกว่าแต่ทั้งหมดที่สอนนี้เป็นเรื่องสมมติ (แต่ก็เช่นเดียวกับหลายอย่าง การสมมตินี้เป็นการสมมติที่อาจนำไปใช้ประโยชน์ได้) . เลยอยากมาแนะนำเผื่อใครสนใจครับ คงบอกไม่ได้ว่าเหมาะกับใครและจะได้อะไรจากคอร์สนี้ เพราะทุกคนก็คงตีความไปต่างๆ กัน แต่สำหรับผม ผมคิดว่าได้เลนส์มองตัวเองที่ชัดขึ้นมาก ชัดจนเริ่มเข้าใจว่าทำไมชอบศิลปะที่มอบอารมณ์ความรู้สึกแบบหนึ่ง ทำไมชอบดนตรีแบบหนึ่ง ทำไมชอบช่วงเช้าก่อนดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เป็นสามวันที่ได้ฟังอย่างเต็มอิ่มแบบที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ทำสักเท่าไร โดยเฉพาะเมื่อโตขึ้นมาถึงระดับหนึ่งแล้ว . ดังนั้นถ้าอย่างน้อยที่สุด ถ้าไม่ได้อย่างอื่น ลำพังการได้ฟังคนที่แตกต่างจากตัวเองมากๆ เป็นเวลาสามวัน แค่นั้นก็คุ้มแล้วครับ . เดี๋ยวแนบลิงก์ไว้ใน Thread นะครับ (หมายเหตุ - ผมไม่ได้รับการจ้างวานใดๆ จากคอร์ส แต่คิดว่าเออดีจัง เลยมาเขียนไว้ครับ) . Aware and Awake
4
137
5
239
29,920
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
::: 3 วันกับการรู้จักตัวเองมากขึ้น ::: เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ที่ออฟฟิศจัดเวิร์กชอปให้ "ผู้บอ" ไปเรียนกันแบบสองวันเต็ม สองวันนั้นทำให้เราได้รู้จัก Enneagram หรือ นพลักษณ์ เป็นครั้งแรก สำหรับคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ มันคือคอนเสปต์ของการเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ โดยแบ่งมนุษย์ออกเป็น 9 ประเภทหลักๆ แต่ใดๆแล้ว มันยังมีความลึกของเรื่องนี้อีกหลายมุมหลายชั้น เพียงแต่ด้วยเงื่อนไขของเวลาตอนนั้น เราเลยได้รู้จัก Enneagram ในระดับนึง ซึ่งผลจาก workshop ครั้งนั้นก็รู้สึกว่าเราจับตัวเองใส่กล่อง 1 ใน 9 กล่องนั้นได้ไม่ยาก ไม่ได้รู้สึกขัดเขิน หรืออึดอัดแต่อย่างใด เราว่ามันเป็นเรื่องปกติที่คนที่เคยเรียน Enneagram หรือพวก personality test มา ก็จะคาดเดากันว่า เพื่อนเราเป็นคน type ไหน (ซึ่งคนสอนส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่ควรไปเดา เพราะส่วนมากมันผิด แต่ก็รู้ว่าห้ามไม่ได้ มันเป็นนิสัยมนุษย์) ซึ่งมีเพื่อนกลุ่มนึงของเราที่เรียน Enneagram ของ Aware and Awake แล้วทุกคนดูไม่ค่อยเห็นด้วยกับ type ที่เราบอกว่าเราเป็นสักเท่าไร จนจบตรงที่ว่า "กูว่ามึงลองสมัครไปเรียนหน่อยก็ดีนะ" คอร์สที่เราไปเรียนชื่อ Awareness-based Enneagram ซึ่งเรียกว่าเป็นคอร์สพื้นฐาน 101 ที่ต้องเรียน ก่อนจะแตกแขนงไปยังคอร์สที่ลึกกว่าได้อีก วิธีสมัครไม่ใช่แค่การสมัคร จ่ายเงิน จบ. แต่ต้องเขียนเรียงความสั้นๆ เพื่อเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง และ motivation ของการสมัครด้วย ปรากฎว่ารุ่นเรามีคนสมัครไป 116 คน มากกว่าความจุของรุ่นที่รับได้ประมาณ 30 กว่าคน แต่ก็นั่นแหละ เรื่องการเขียนน่ะ เข้าทางฉันอยู่แล้ว คริๆ คอร์สนี้ใช้เวลาทั้งหมด 3 วันเต็ม เริ่ม 9 โมงเช้าจบ 5 โมงเย็น ซึ่งกริยาที่ใช้เยอะที่สุดคือการ "ฟัง" เพราะเราจะต้องฟังทั้งทฤษฎี และเรื่องราวของ "ทุกคน"ในรุ่นเดียวกัน ซึ่งต้องยอมรับว่าในวัย 40 โอกาสได้เจอคนที่มาจากสังคมที่หลากหลายแบบนี้มันมีไม่บ่อยนัก ซึ่งการ "ฟัง" ตลอดทั้งสามวัน มันเป็นการฟังที่ active คือฟังแล้วประมวลผล วิเคราะห์ สังเคราะห์อยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผู้สอนบอกตั้งแต่แรก คือ Enneagram เป็น "ของเก๊" ไม่มีจริง เป็นสิ่งสมมติที่ถูกสร้างขึ้นมา แต่สิ่งที่จริงคือตัวตนของทุกคนในคลาส ดังนั้น ขอให้โฟกัสที่ตัวคนเป็นหลัก และอีกอย่างคือการ set expectation ว่า Enneagram ไม่ใช่คำตอบ ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา ใครที่คิดว่ามาคอร์สนี้เพื่อหาหนทางของการแก้ปัญหา น่าจะผิดหวัง แต่จะได้วิธีการยอมรับว่าปัญหานั้นแก้ไม่ได้มากกว่า อีกอย่างที่ผู้สอนบอกชัดเจน คือพฤติกรรมมนุษย์นั้นเป็นเฉดสี เป็นสเปคตรัม เช่น สีเขียวมีตั้งแต่สีเขียวตองอ่อน ไปจนถึงสีเขียวขี้ม้า ที่เมื่อมองแล้วเห็นเป็นสีที่ต่างกันจนแทบจะเป็นคนละสี แต่ก็ล้วนถูกเรียกเป็นสีเขียวเหมือนกัน ดังนั้นการเรียน Enneagram จะต้องมองให้ทะลุการ stereotype คนเป็น 9 ประเภท ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่คนอาจจะเลือก type ให้ตัวเองผิด หรือลังเล ซึ่งผู้สอนจะไม่บอกว่า "ผมคิดว่าคุณเป็น type..." แต่จะบอกว่า "ผมฝากให้คุณลองไปดู type ... นะ" เวลาประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งคลาส คือ panel ที่คนแต่ละ type จะขึ้นเวทีมาเล่าและตอบคำถามที่ผู้สอนจะถามทีละคนแบบไม่กดดัน ไม่เค้น ไม่ขยี้ (มีคำถามที่บางคนในคลาสเราขอเลือกไม่ตอบก็ได้) ซึ่งกติกาอย่างนึงของ panel คือคนที่ไม่ได้ขึ้นไปพูด จะไม่สามารถถามคำถามได้ ผู้สอนจะเป็นคนเดียวที่ถาม เพื่อเราจะได้ตั้งใจกับการฟัง แล้วค่อยๆรู้จักตัวเองผ่านการฟังไปเรื่อยๆ สิ่งนึงที่เราจะได้เห็นใน panel คือสิ่งที่เราชอบเรียกว่า เอเนอจี้ / ออร่า / เฮ้ากวง หรือใดๆก็ตามที่มองไม่เห็น แต่มันทำให้ไวบ์ของห้องมันเปลี่ยนไปตาม type ที่ขึ้น panel อย่างชัดเจนมาก เช่นบางไทป์มันทำให้ห้องสว่างขึ้นมาทันที รวมถึงบางอย่างก็ถูกแสดงออกมาทางอวัจนภาษาแบบที่เราไม่รู้ตัว คอร์สนี้ทำให้รู้ว่าความยากสุดของการ "รู้จักตัวเอง" คือการค่อยๆฉีกลอกสิ่งที่ตัวเราสร้างขึ้นมาฉาบเคลือบตัวเองมาทั้งชีวิต ยิ่งอายุ 40 แล้ว มันต้องลอกเปลือกกันเยอะมากจนกว่าเจอความรู้สึกจริงๆของตัวเองว่าเราทำไปเพื่ออะไร เพื่อใคร ใจจริงเรารู้สึกยังไง เรากลัวไหม โกรธไหม ซึ่งหลายๆเรื่องต้องหยิบมาตั้งแต่สมัยมัธยม เรียนมหาลัย ทำงานที่ออฟฟิศเก่า ในคอร์สนี้จึงมีโมเมนต์เหมือนพบว่าเราอยู่ในบ้านเรามาทั้งชีวิต แต่เพิ่งมาค้นพบว่าบ้านตัวเองมีห้องชั้นใต้ดินซ่อนอยู่ที่เราไม่เคยเปิดมาก่อน และพอมาเปิดออกก็พบว่าไม่ได้น่ากลัวหรือน่าตื่นเต้นอะไร แต่เป็นความรู้สึกแบบ "อ๋ออออ... มันมีห้องนี้ในบ้านกูด้วยแหะ" ซึ่งเรายอมรับว่าในชีวิตนี้เราไม่เคยมีปัญหา "ไม่เข้าใจตัวเอง" เลย ทุกอย่างชัดเจนมาตลอด คอร์สนี้เหมือนพาเราเดินมาดูตัวเองจากอีกมุมซะมากกว่า จึงไม่สามารถบอกได้ว่าเรียนแล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง แต่เราคิดว่าสิ่งที่ได้แน่ๆคือ awareness ตามชื่อคอร์ส ใดๆแล้ว เป็นคอร์สที่ใช้พลังเยอะมากแม้จะแค่นั่งฟังทั้งวัน เมื่อวานกลับบ้านแล้วหลับเป็นตายเลย ใครที่สมัครควรเตรียมกายใจไปให้พร้อม ปล.ไปเรียนคอร์สนี้ด้วยกันกับ @tpagon เพราะคิดว่าเป็นมนุษย์ประเภทใกล้เคียงกัน พอมาเรียนคอร์สนี้ก็ได้เห็นความเป็น "เฉด" ที่แตกต่างกันชัดเจนขึ้น ซึ่งสนุกดี
9
407
14
666
222,582
#แผ่นดินไหว ขณะนี้มีรายงานสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในหลายพื้นที่ โดยตรวจพบแผ่นดินไหวความรุนแรง 7.4 ริกเตอร์ ความลึก 10 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางบริเวณเมืองมันดาเลย์ ประเทศพม่า
5
1,502
11
742
216,020
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
คำที่เพิ่งเข้าใจในช่วงหลังๆ - Hurt people hurt people คนที่มีบาดแผลมักสร้างบาดแผลให้คนอื่นต่ออีกทอด โดยเฉพาะถ้าเขาไม่ยอมรับว่าเขามีแผล มองไม่เห็นแผลนั้นของตัวเอง ก็ไม่รักษา ไม่หาวิธีจัดการมัน แผลนั้นก็จะยิ่งทำให้เขามีพฤติกรรมระราน กดขี่ สร้างแผลให้ชาวบ้าน ทั้งโดยรู้และไม่รู้ตัว
3
5,162
62
1,952
384,605
Unbreakable ข้าไม่ตาย ในโลกนี้มีบางอย่าง ที่ไม่อาจถูกทำลาย ไม่สูญสลาย มีแต่จะเติบโตต่อไปไม่หยุดยั้ง การเดินทางครั้งใหม่เริ่มขึ้นแล้ว เดินต่อไปด้วยกัน ประชาชน #ก้าวไกลไปต่อ
488
24,285
742
20,426
1,693,014
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
แม้ระเบียบ กกต ว่าด้วยการแนะนำตัวบางข้อ ที่ขัดต่อสิทธิการแสดงออกของผู้สมัครฯ จะถูกศาลปกครองเพิกถอนไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีกติกาอีกหลายระดับที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อไม่ให้ประชาช… (พิมพ์ถึงตรงนี้แล้วก็เปิดอ่านระเบียบฯ อีกที) โอเคๆ งั้นขอแนะนำตัวแบบใสๆ นะครับ ✨ สวัสดีครับ ผมชื่อแอน "ปรัชญา สิงห์โต" เป็นผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา อ.เมือง จ.ปทุมธานี ในกลุ่ม 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่นๆ) เบอร์ 2 ครับ รี้ดมอร์ 👉 bit.ly/senate67-iannnnn ส่วนนี่โปสเตอร์แนะนำตัว อยากทำแบบนี้มานาน…
43
1,452
99
1,006
301,690
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
This is important.
แถลงการณ์สดๆ ร้อนๆ จากผู้รายงานพิเศษ #สหประชาชาติ เรียกร้องให้ "กลับคำตัดสินลงโทษ" ในคดี 112 ของ #ทนายอานนท์ และ "ยุติการดำเนินคดีที่เหลืออยู่" พร้อมยืนยันว่า การดำเนินคดีอาญากับทนายอานนท์เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปิดปาก #นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ohchr.org/en/press-releases/….
4
2,040
2
1,119
118,096
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
Love is finally love! พูดได้เต็มปากแล้ว #สมรสเท่าเทียม – at Bang Sue, Thailand
1
175
354
23,419
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
🤖 Hello World (Hello World: How to be Human in the Age of the Machine) Hannah Fry เขียน ทีปกร วุฒิพิทยามงคล (@tpagon) แปล อรรถกานท์ จ้อยศิริ ออกแบบปก 280 หน้า 325 บาท (พรีออเดอร์ลด 10% เหลือ 296 ส่งฟรีถึง 31 มี.ค.) ทดลองอ่านตัวอย่างและสั่งซื้อล่วงหน้า👇 bookscape.co/books/in-stock/…
1
3
6,209
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
ไปให้สัมภาษณ์รายการ #30ยังจ๋อย กับคุณกวงมา ฝากรายการด้วยครับ ขอบคุณครับผม :) youtube.com/watch?v=4TG3xMk3…
1
105
4
147
32,605
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
Thailand’s Election Commission is seeking to dissolve @MFPThailand, citing the Constitutional Court's Jan. 31 verdict.
2
10
1
4
6,684