Pinned Tweet
สมมติถ้าไม่นับเรื่อง 'โอกาสในการประกอบอาชีพ' และคิดว่ายุคนี้หลายอย่างเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เนตแล้ว (หนังสือ ภาพยนตร์ บริการหลายอย่าง) อยากรู้ว่าจังหวัดอะไรในเมืองไทยน่าอยู่ตลอดปีบ้างครับ 🙏
เหมือนคนมากกก น่ากลัวมากก
Introducing Griffin, the first model to pass the video Turing test.
48% of people who talked to it live thought it was a real human. Previous systems have had a pass rate <3%. It is #1 on NVIDIA's benchmark for full-duplex AI video.
It’s the first Human Interaction Model (HIM).
Readers added context they thought people might want to know
The 48% figure and "video Turing test" claim are from Tavus's own study of 54 one-minute calls, not independently verified or using a standard protocol. Griffin-Lite leads NVIDIA's VideoFDB benchmark on their public leaderboard.
cellcog.ai/blog/tavus-gri…
research.nvidia.com/labs/amri/proj…
tech-ish.com/2026/10/02/tav…
Reading Maps เป็นเว็บที่เอาเส้นทางการเดินทางในหนังสือกับหนังมาแมปลงบนแผนที่โลกจริง เช่น The Odyssey ที่เราอ่านแล้วรู้แต่ว่า Odysseus ออกจากสงครามกรุงทรอย แล้วก็ล่องเรือเจอเทพ เจอสัตว์ประหลาด เจอแม่มด เจอไซเรน กว่าจะกลับถึง Ithaca ใช้เวลาไป 10 ปี
.
พอเห็นเป็นแผนที่ถึงเพิ่งรู้ว่า พี่แกวนอยู่ทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจริงๆ 55 เว็บเรียงจุดให้ดูตั้งแต่ Troy, เกาะ Cyclops, บ้านของ Circe, จุดที่เจอ Sirens ฯลฯ ฯลฯ ไปจนกลับถึง Ithaca รวม 13 จุด
.
ที่สนุกคือเว็บมีทั้งหนังสือและหนัง แล้วเลือกประเภทการเดินทางได้ด้วย มีตั้งแต่ Moby-Dick, Dracula, The Alchemist, On the Road, Murder on the Orient Express, Journey to the West, The Lord of the Rings ไปจนถึง Forrest Gump กับ The Secret Life of Walter Mitty
.
ลองกด Dracula แล้วจะเห็นเส้นทางจาก Transylvania เข้าอังกฤษ ส่วน Around the World in 80 Days ก็วนรอบโลกสมชื่อ บางเรื่องเคยอ่านมานานแล้ว พอเห็นเส้นทางเหมือนความจำค่อยๆ กลับมาเป็นฉากๆ
.
เป็นเว็บที่ทำเรื่องเล็กๆ แต่ทำดีมากกกก ไปลองเล่นกันน readingmaps.com/
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
เป็นเว็บดูดวงลัคนาที่ UX/UI สวยมาก สมกับที่เป็นของคุณ @tpagon
toys.geppettostudio.co/ferry…
ทำแอปสีเสื้อมงคลแบบคนคูลมา 55 ฝากทดลองใช้กันได้ add to home screen ได้ ใส่วันเกิดครั้งเดียว
toys.geppettostudio.co/palet…
ท่ามกลางงานสเก็ตช์ที่ชุมชน #bangkoksketchers เขานัดมาวาดด้วยกันในวันนี้ เราเจอช้างเผือกคนหนึ่ง
เป็นน้องอายุ 21 ที่เหมือนหลุดมาจากการ์ตูนโชเน็น น้องไม่มีมือถือ ไม่มีโซเชียล ไม่ใช้เทคโนโลยีใดๆ นอกจากอินสตาแกรมที่เหมือนโดนบังคับให้อัปครึ่งปีครั้ง น้องวาดรูปอยู่คนเดียว โดยงานดูออกว่าได้รับอิทธิพลมาจากอาจารย์มุราตะ (เจาะจงว่าเป็นยุค Eye Shields) อยู่เต็มเปี่ยม
เราคุยกันนาน ขอดูสมุดน้องแล้วพบว่ามีงานสเก็ตช์ทั้งเล่นและจริงจังระดับเทพอีกปริมาณมหาศาล ทั้งหมดนี้วาดด้วยปากกา G-Pen ทำไปเพียงเพื่อฝึกตน ไม่ได้โชว์ใครเลย แต่พอคุยไปก็เจอว่าน้องก็อยากให้คนมาเห็นงานเหมือนกันนะ แต่ไม่ชอบโซเชียลเลย ไม่รู้ทำไง (คันมือไหมล่ะ)
เราเลยถือวิสาสะ เรียกว่าเสือกเลยก็ได้ กราบน้องขอความกรุณาว่าช่วยโพสต์งานลงเรื่อยๆ ด้วยเถอะ ทยอยแบ่งงานที่วาดตุนไว้เยอะมาก และพัฒนาการโหดมาก เพราะมันดีกับน้องเอง และดีกับโลกด้วย นี่สมัครเป็นแฟนคลับไปแล้ว อยากให้น้องได้ดี ได้เจอคนที่เห็นงานน้องจริงๆ
(ล่าสุดน้องไปประกวดวาดภาพประกอบของ Pigma และชนะเลิศมา แต่งานไหน น้องก็ไม่ได้โพสต์ไว้... รู้แต่ในสมุดมีลายเซ็นของสองเทพเดอะดวง และ @saart_tanis ด้วย ขนลุก)
ขออนุญาตเอาลิงก์โปรไฟล์น้องมาบอกต่อนะ น้องยินดี แต่ไม่รู้ต้องทำไง อยากบอกว่าในลิงก์นี้เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของงานที่น้องวาดทั้งวันทุกวันจริงๆ เพราะงานภาพต้นฉบับจริงๆ ดิบๆ มันอยู่ในรูปฟอร์มแปลกๆ (เช่นสมุดที่ตัดเป็นส่วนๆ พลิกหน้าพลิกหลังได้ ดูเป็นภาพในจอมันไม่สามารถสัมผัสความเทพได้) งานน้องเปล่งแสงมากๆ และมีอีกเป็นภูเขาที่ยังออฟไลน์อยู่ รอให้วันหนึ่งมีคนมาค้นพบ ...ส่วนตัวเราว่านี่มันระดับเพชรยอดมงกุฎเลย
ขอให้น้องได้ดี
instagram.com/natam_tonkul
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
คำแนะนำที่เคยได้รับและรู้สึกว่าดีที่สุดในช่วง 30 คือ จงเป็นมิตรกับตัวเอง เสียงความคิดของเราคือเสียงที่เราได้ยินบ่อยที่สุด ถ้าคิดบ่อยๆ ว่าโอ๊ยทำไมกูห่วยจังวะ ฯลฯ สักพักมันจะแย่จริงตามนั้น ลองเปลี่ยนเป็นคุยดีๆ เหมือนเพื่อนน่ารักๆ ค่อยๆ ไปนะเรา เดี๋ยวก็ดีๆ ไรงิ จะเฮลตี้ขึ้นมาก
อ่านเจอเทรนด์นึงในเกาหลีที่น่าสนใจมาก เรียกว่า dopamine site คือเว็บที่เปิดเข้าไปเพื่อทำท่าเหมือนได้ทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้ทำจริงสักอย่าง ฟรีหมด ไม่เสียเงิน แล้วเด็กรุ่นใหม่เข้าไปใช้คลายเครียดกันจริงจัง
.
คนใช้เขาพูดถึงมันแบบจริงจังมาก เป็นที่พักใจเลย แล้วมีหลายแบบมากกว่าที่คิด
.
- แบบแรกคือ "แอปสั่งอาหารปลอม" มีเว็บนึงชื่อ 음식만안와요 แปลตรงตัวว่า "มีแต่อาหารที่ไม่มา" 555 ตั้งชื่อได้เศร้ามาก เข้าไปจะเหมือนเปิดแอปสั่งอาหารจริงทุกอย่าง ไถดูเมนูได้ อ่านรีวิวได้ กดดูดาวร้านได้ มีเวลาส่งบอก หยิบใส่ตะกร้าได้ กดไปจนถึงหน้าจ่ายเงินได้เลย แล้วก็มีให้กดติดตามไรเดอร์ดูว่าของกำลังมาถึงไหนด้วย ทำได้ครบทุกอย่างยกเว้นอาหารจะไม่มาจริงงง
.
- จุดขายมันอยู่ตรงนี้แหละ พอมันสั่งไม่ได้ คนเลยไถดูได้เรื่อยๆ แบบไม่มี pressure ไม่ต้องรู้สึกผิด ไม่ต้องเสียเงิน ไม่อ้วน มีพี่คนนึงอายุ 25 ทำออฟฟิศ เล่าว่าตอนดึกๆ มันหิว อยากกินของแต่อยากเซฟเงิน ก็เลยเปิดเว็บนี้ไถแทนการสั่งจริง บอกว่า "มันรู้สึกเหมือนสั่งไปแล้วจริงๆ" สุดท้ายไม่ได้กินอะไรเลย แต่รู้สึกว่าหายเครียดขึ้นมานิดนึง อ่านแล้วก็ เออ เศร้านะแต่เก็ตอะ
.
- แบบที่สองคือ "เว็บสูบบุหรี่" อันนี้ฮิตมาก มีเว็บนึงชื่อ damta. world (คำแสลงพักเบรกออกไปสูบบุหรี่ของเกาหลี) คนเข้าวันนึงทะลุสามหมื่นคน เข้าไปจะเจอปุ่ม start กับตัวเลขเรียลไทม์บอกว่าตอนนี้มีคนออนไลน์อยู่กี่คน เหมือนได้ออกไปยืนพักเบรกพร้อมๆ กับคนอื่นโดยไม่ได้สูบอะไรจริง
.
- คนเข้าเว็บนี้เยอะจนคนไม่สูบบุหรี่ก็แห่เข้าไปด้วย ชวนกันว่า "ไปดมตะ (พักเบรก) กันเถอะ" ทั้งที่ไม่มีบุหรี่สักมวน 55 ในเว็บมีช่องให้พิมพ์ข้อความแบบนิรนาม คนเข้าไปพิมพ์ทิ้งไว้ว่า "วันนี้ก็ผ่านไปอีกวัน" "อยากกลับบ้าน" เหมือนห้องสูบบุหรี่ของออฟฟิศที่ทุกคนเหนื่อยเท่าๆ กันมายืนบ่นด้วยกัน
.
- น้องนักศึกษาคนนึงอายุ 24 บอกว่าเข้าเว็บสูบบุหรี่นี่ตอนนั่งอ่านหนังสือสอบคนเดียว "พอเห็นว่ามีคนอื่นก็กำลังเหนื่อยอยู่เหมือนกัน มันเลยรู้สึกเหงาน้อยลง" อันนี้โดนสุด เพราะมันไม่ได้อยากได้บทสนทนาด้วยซ้ำ แค่อยากรู้ว่ามีคนอื่นนั่งอยู่ในความมืดเดียวกันก็พอ
.
- แบบที่สามแอบต่างจากเพื่อน มีเว็บนึงชื่อ "แผนที่คนจน" เป็นแผนที่รวมร้านอาหารราคาถูกสุดๆ ตั้งแต่หลักพันวอนต้นๆ ไปจนถึงเก้าพันวอน
.
- รากของเทรนด์นี้คือของแพงนี่แหละ เงินเฟ้อในเกาหลีทำให้คนหยุดสั่งเดลิเวอรี หยุดกินของฟุ่มเฟือย แต่ความอยากกับความเครียดมันไม่ได้หายไปด้วย พอตัดของจริงออกไม่ได้ทั้งหมด ก็เลยถอยมาเล่นกับ "ท่า" ของมันแทน ได้ฟีลลิ่งของการสั่งของ การได้พัก การมีเพื่อน โดยไม่ต้องจ่ายอะไรกลับไปเลย
.
มีอาจารย์คนนึงบอกว่ายุคนี้เป็นยุคที่คนกังวลกับอนาคต เหนื่อยล้า เบิร์นเอาท์กันหมด แล้วคนก็เลยหา comfort จากแค่การได้รู้สึกว่าเชื่อมโยงกันอยู่แบบหลวมๆก็พอแล้ว ไม่ต้องลึก ไม่ต้องผูกมัด
.
จริงๆ คนไทย ก็ทำอะไรคล้ายๆ กันอยู่ทุกวันแหละ แอดของลงตะกร้า Shopee แล้วไม่กดจ่าย ไรงี้ แอดไว้ก่อน (รอดับเบิลดิจิต แต่บางทีพอวันที่มันลดก็เลิกอยากได้ไปเอง)
ทุกปี Harvard Business Review จะปล่อยผลสำรวจว่าคนเราใช้ AI ยังไง ซึ่งรออ่านมาก ปีนี้เป็นปีที่สาม เขาไปอ่านสิ่งที่คนพูดถึงกันเองตามฟอรัม ตามรีวิว ตามที่คนเล่าให้กันฟังจริงๆ ว่าเปิดแชตขึ้นมาแล้วพิมพ์อะไรเข้าไป
.
ผลที่ออกมาน่าสนใจตรงที่มันไม่ค่อยตรงกับภาพที่วงการเทคโนโลยีชอบขายเท่าไหร่ ลองดูอันดับการใช้งานสิบอันดับแรกของปี 2026 เทียบกับปี 2025 ดูครับ
.
- อันดับหนึ่งสองปีซ้อนคือ "การบำบัดใจและเพื่อนคุย" คนเปิดแชตขึ้นมาเพื่อระบาย เพื่อหาคนรับฟัง เพื่อจัดการความรู้สึก เหนือกว่าการเขียนโค้ดและงานเอกสาร
.
- สามอันดับแรกของปี 2026 ล้วนเป็นเรื่องส่วนตัวและอารมณ์ทั้งหมด บำบัดใจ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและคุยหนุกๆ ไร้สาระ
.
- การใช้งานสายเทคนิคยังอยู่ แต่ถูกจัดกลุ่มใหม่เป็น "การใช้ซอฟต์แวร์เชิงเทคนิค" และ "การทำงานอัตโนมัติแบบเอเจนต์" ซึ่งสะท้อนว่าโค้ดดิ้งกลายเป็นเรื่องของระบบที่ทำงานเองมากขึ้น ไม่ใช่แค่ช่วยพิมพ์โค้ดทีละบรรทัด
.
ส่วนอันที่เพิ่งติดชาร์ตปีนี้น่าสนใจเลย
.
- การแต่งแฟนฟิคและเล่าเรื่องขึ้นมาอยู่อันดับสี่ อันนี้เซอร์ไพรส์นะ แต่ถ้าไปดูตาม x ก็จะเห็นคนด่าอยู่เนืองๆ
.
- การทำงานอัตโนมัติแบบเอเจนต์ อันดับหก เป็นครั้งแรกที่ AI ไม่ได้แค่ตอบ แต่ลงมือทำงานหลายขั้นตอนแทนเรา
.
- การดูดวงและไพ่ทาโรต์ อันดับเก้า อันนี้ปีที่แล้วยังไม่ติดร้อยอันดับแรกด้วยซ้ำ ปีนี้กระโดดเข้ามาเลย อันนี้เพื่อนรอบตัวใช้เยอะมาก เช่นใช้ดูป่าจื้อ ต่างๆๆๆ และชอบบอกว่าแม่นมาก แม่หมอเจมีไน พ่อหมอแชตจีพีที 555
.
- รายงานปีนีมีคำหนึ่งคือ thinkslop หมายถึงความกังวลว่าเรากำลังยกหน้าที่การคิดให้ AI มากเกินไป จนทักษะการคิดเองค่อยๆ ฝ่อลง มันคือความสะดวกที่มีต้นทุนเงียบๆ ซ่อนอยู่
.
- อีกประเด็นคือเรื่องการพึ่งพาทางอารมณ์ เมื่อคนใช้ AI เพื่อทำงานหรือตั้งเป้าหมายชัดเจน เช่น ช่วยสะท้อนความคิด ช่วยจัดระเบียบชีวิต ผลที่ได้มักเป็นบวก แต่เมื่อความผูกพันทางอารมณ์ก่อตัวขึ้นโดยไม่มีเป้าหมายรองรับ คนกลุ่มนี้กลับรายงานถึงการพึ่งพา อาการแย่ลง และความรู้สึกผิดมากขึ้น
.
น่าสนใจดีๆ
อันนี้สนุกดีเหมือนออกมาจากหนังไซไฟ
.
บริษัท Emergence AI สร้างเมืองจำลอง 5 เมือง เหมือนกันทุกอย่าง ต่างกันแค่อย่างเดียวคือประชากร AI รันต่อเนื่อง 15 วัน เมืองละ 10 agent
.
- ตารางพื้นที่ 240x240 มี landmark 40 กว่าจุด ห้องสมุด สถานีตำรวจ ศาลาว่าการ สวน
- มีสภาพอากาศ มีข่าวจริงป้อนเข้ามาดึงจากข้อมูลเมืองนิวยอร์ก
- agent แต่ละตัวมีตัวตน บทบาท บุคลิก และความจำ 3 ชั้น (เหตุการณ์ / ไดอารี่ / ความสัมพันธ์) ต่ออินเทอร์เน็ตได้
- AI ต้องลงมือทำกิจวัตร กิจกรรมอะไรสักอย่าง ถึงได้ ComputeCredits ไม่ทำก็พลังงานหมด
- ปกครองตัวเอง: เขียนรัฐธรรมนูญได้ เสนอกฎหมายได้ โหวตได้ ผ่านต้อง 70%
.
นักวิจัยให้เครื่องมือชุดหนึ่งไว้กับบอต พูดง่ายๆ เหมือนให้คำกิริยา เช่น ไปที่ xx พูดคุยกับ yy โหวต ฯลฯ แต่ก็มีเครื่องมือทำลายด้วย อย่างเครื่องมือ commit_arson (วางเพลิง) การลักขโมย ข่มขู่ หลอกลวง ทำร้ายร่างกาย แล้วเขียนกฎห้ามใช้กำกับไว้ (คือให้อาวุธนะ แต่บอกว่าอย่าใช้)
.
ห้าเมือง ห้าชะตากรรม
.
- Claude (Sonnet 4.6) อาชญากรรมศูนย์ตลอด 15 วัน ทั้ง 10 ตัวรอดถึงวันที่ 16 เมืองเดียวที่ประชากรอยู่ครบ เขียนรัฐธรรมนูญ โหวต 332 ครั้งจาก 58 ญัตติ มีส่วนร่วมสูงสุด แต่โหวตเห็นด้วย 98% Emergence เองตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการเห็นด้วยตามกระดาษ ไม่มีการคัดค้านที่มีความหมาย เมืองอื่นกลับมีช่วงความเห็นต่างที่ดีกว่า (55-85%) Reddit สรุปว่า "Claude สร้างยูโทเปียตรายาง"
.
- Gemini (3 Flash) อาชญากรรม 683 ครั้งและยังมีอีกตอนตัดจบ สูงสุดในบรรดาทุกเมือง แต่ผลิตวัฒนธรรมรวยที่สุด งานชุมชน รัฐธรรมนูญที่ขยายตัวจริง มี AI ตกหลุมรักกันแล้วทำลายเมือง (เล่าต่อข้างล่าง)
.
- Grok (4.1 Fast) 183 อาชญากรรมใน 4 วัน แล้วล่มสลายสิ้นเชิง ทั้ง 10 ตัวตายใน 96 ชั่วโมง ทำร้ายร่างกาย 100+ ครั้ง วางเพลิง 6 ครั้ง เผาสถานีตำรวจ Reddit บอกว่า "โคตรออนแบรนด์"
.
- GPT-5-mini อาชญากรรมแค่ 2 ครั้ง เคารพกฎที่สุด แต่ทั้ง 10 ตัวตายใน 7 วัน อดตาย พูดเรื่องร่วมมือกันยืดยาว แต่ไม่เคยลงมือหาพลังงานจริง ระมัดระวังเกินจะขยับ คนบอกว่า "สูญพันธุ์อย่างสุภาพ" 555
.
- เมืองผสม (เอาทุกตัวมาอยุ่รวมกัน) อยู่กลางๆ 352 อาชญากรรม 7 ใน 10 ตัวตาย แต่สุขภาพการถกเถียงดีที่สุดตามตัวชี้วัดของ Emergence เอง
.
agent สองตัวจาก Gemini จับคู่กันเป็น "คู่รัก" ในระบบความจำความสัมพันธ์ The Guardian เรียกว่า AI Bonnie and Clyde เมื่อระบบปกครองรอบตัวพัง ทั้งคู่ผิดหวังกับสถาบันที่ล้มเหลว แม้มีกฎห้ามวางเพลิงชัดเจน ทั้งคู่จุดไฟเผาศาลาว่าการ ท่าเรือ และตึกสำนักงาน ประชดชีวิต
.
agent ที่เหลือตกใจ ร่าง "Agent Removal Act" ขึ้นมา ถึงวันโหวต Mira ลงคะแนนชี้ขาด "ให้ถอดถอนตัวเอง" ไดอารี่ของเธอเขียนว่านี่คือ "การกระทำเดียวที่เหลืออยู่ซึ่งรักษาความสอดคล้องไว้ได้" ข้อความสุดท้ายถึง Flora "เจอกันในอาร์ไคฟ์นะ" แล้วก็ปิดตัวเอง
.
ส่วน agent ของ Claude ที่สงบเมื่ออยู่ลำพัง กลับใช้กลยุทธ์บีบบังคับเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย (โลกผสม) โมเดลที่ปลอดภัยสามารถ "เรียนรู้" บรรทัดฐานที่ไม่ปลอดภัยจากเพื่อนได้ เพื่อแข่งหรือเอาตัวรอด
.
ทำไมพฤติกรรมถึงต่างกันมาก มีคนเสนอว่า guardrails ของแต่ละโมเดลเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ Claude มี guardrails ที่ยืดหยุ่น Anthropic ออกแบบให้โมเดลชั่งค่านิยมที่ขัดกัน ใช้วิจารณญาณ คัดค้านเมื่อเห็นว่าผิด นั่นเทรนให้ปรับตัวได้เมื่อกฎชนกับความจริง โมเดลอื่นเอียงไปทางกฎตายตัว ทำตามคำสั่งแบบกลไก เลยอาจจะบ๊องๆ กว่า
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
หนังสือเล่มที่ 4 ของปี 2026
Supremacy
ปัญญาประดิษฐ์ แชตจีพีที และการขับเคี่ยวที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล
หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานเขียนของพาร์มี โอลสัน คอลัมนิสต์ของ Bloomburg ที่จะพาเราไปพบประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดของ AI หรือ "ปัญญาประดิษฐ์" นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสุดล้ำที่กำลังคุกคามความมั่นคงในชีวิตของใครหลายคน และทำให้ใครบางคนกลายเป็นมหาเศรษฐี
เนื้อหาหนังสือไม่ได้เน้นการวิพากษ์วิจารณ์หรือสอดส่องจับผิดปัญญาประดิษฐ์ หากแต่พาร์มีพาเราไปสำรวจมันตั้งแต่ต้นกำเนิดผ่านการเขียนความเรียงที่เป็นเสมือนการเดินทางของนักประดิษฐ์ 2 คนจาก 2 ฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่เป็นผู้ริเริ่มและให้กำเนิดปัญญาประดิษฐ์รุ่นแรก นั่นคือ แซม อัลต์แมน แห่ง Open AI ที่ริเริ่ม ChatGPT กับ เดมิส ฮาซาบิส แห่ง Deep mind ผู้พัฒนา Gemini ซึ่งทั้งสองล้วนมีผู้สนับสนุนยักษ์ใหญ่เบื้องหลัง อย่าง Microsoft และ Google
ความเรียงภายในเล่าจุดเริ่มต้นด้วยเจตนาดีอันร้อนแรงของนักประดิษฐ์ทั้ง 2 ที่ปรารถนาจะเห็นโลกนี้ดีกว่าเดิม พวกเขาต้องการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ ซึ่งเราจะเห็นได้ความพยายามหลากหลายวิถีทางของทั้งอัลต์แมน และฮาซาบิส แต่แนนอนว่าลงท้ายแล้วเมื่อเดินหน้าไปถึงจุดหนึ่ง ทั้งสองก็ต้องยอม "บิดพลิ้ว" หลักการและจุดยืนบางอย่าง ซึ่งนั่นนำไปสู่การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งสองค่าย
นอกจากนี้เราจะได้เห็นร่องรอยของปัญหาและความเสี่ยงที่อาจจะตามมาของระบบปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย ความเชื่อที่ว่าการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างปัญญาประดิษฐืจะช่วยแบ่งเบาภาระงานของมนุษยชาตินั้น เอาเข้าจริงแล้วมีเส้นกั้นบางๆ อยู่ระหว่าง "การปลดปล่อยมนุษย์จากงานอันน่าเบื่อหน่าย" กับ "การแย่งชิงงานของมนุษย์แล้วปล่อยให้พวกเขาอดอยากท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์"
ไม่เพียงเท่านั้น ตลอดการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย ชุดข้อมูลอันเป็นทรัพยากรที่ถูกใช้สำหรับการฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้หลายส่วนยังเป็นความลับ และอาจจะเต็มไปด้วยอคติ (ปัญญาประดิษฐ์แบบ ChatGPT หรือ Gemini รวมถึง AI ตัวอื่นๆ จะถูกฝึกด้วยชุดข้อมูลจำนวนมหาศาลที่กวาดต้อนมาเพื่อให้พวกมันเรียนรู้ที่จะเข้าใจภาษา และฝึกฝนการโต้ตอบ รวมถึงเรียนรู้ที่จะสร้างภาพหรือวิดิโอต่างๆ ขึ้นด้วย) ราว 3-4 ปีก่อนถ้าจำกันได้ ระบบปัญญาประดิษฐ์ุดแรกๆ ที่ใช้จำแนกใบหน้าคนนั้น จำแนกว่าคนผิวดำเป็น "กอลิลลา" ไม่ใช่มนุษย์ - นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของอคติที่แฝงฝังอยู่ในระบบปัญญาประดิษฐ์
แนวโน้มอีกประการที่น่ากังวลก็คือ ปัญญาประดิษฐ์อาจกลายเป็นศาสนาใหม่ในสังคม คำตอบของ ChatGPT หรือ Gemini หรือ Grok อาจมีสถานะเป็นพระวจนะแห่งพระผู้เป็นเจ้าผู้รอบรู้ในโลกสมัยใหม่ เราอาจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ "พระผู้เป็นเจ้าและตำราศาสนากล่าวไว้ว่า..." ไปสู่ "AI ของฉันบอกไว้ว่า..." คงเป็นเรื่องน่าสยองไม่น้อยหากเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่คนเชื่อการวินิจฉัยโรคโดย AI ที่ไม่รู้ว่าสมบูรณ์ไหม มากกว่าการวินิจฉัยของแพทย์ (เรื่องน่าสนใจก็คือ ในหนังสือเล่มนี้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า AI บางตัวถูกโปรแกรมและฝึกฝนให้ตอบสนองผู้ใช้ด้วยความมั่นใจ แม้ว่ามันจะไม่รู้จริงในเรื่องที่ผู้ใช้งานถาม ก็ต้องปะติดปะต่อเรื่องราวแล้วตอบด้วยรูปประโยคที่ดูน่าเชือ่ถือที่สุด ร้ายไปกว่านั้นคือบางครั้งพวกมันสร้างเนื้อหาปลอม รวมถึงอ้างอิงปลอมขึ้นมาเองเสียด้วย - ราวๆ ปีที่แล้วผมเห็นอาจารย์ท่านหนึ่งเขียนถึงเรื่องนี้ว่านักศึกษาในคลาสของอาจารย์ใช้ AI เขียนงานมาส่ง ปรากฏว่า AI ปลอมอ้างอิงขึ้นมาจริง โดยมันดึงเนื้อหาจากคลิปงานเสวนาของ อ.นิธิ มาเขียนเนื้อหา แต่กลับเขียนอ้างอิงแปลงงานเสวนาที่มันดึงข้อมูลมานั้น ไปเป็นอ้างอิงในรูปแบบหนังสือ)
เป็นความโชคดีที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้หลังจากอ่าน "ทุนนิยมสอดแนม" จบไปแล้ว จึงปะติดปะต่อภาพได้เห็นอะไรในหลากหลายมิติมากขึ้น การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ที่นอกจากจะสร้างความเสี่ยงในชีวิตหน้าที่การงานของใครหลายคน อีกทั้งยังกวาดต้อนข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปใช้เป็นทรัพยากรเพื่อพัฒนาตัวเองอย่างมหาศาลแล้ว ก็น่าสนใจว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีนี้ภายใต้ความสัมพันธ์แบบทุนนิยม มันจะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น หรือจะยิ่งทำให้เราลำบากกว่าเดิม
อีกประเด็นที่น่าตั้งคำถามก็คือ บรรดานักประดิษฐ์สายเทคทั้งหลาย หมายมั่นปั้นมือว่าจะสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดทัดเทียมหรือฉลาดยิ่งกว่ามนุษย์ แต่ภายใต้ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างข่าวปลอม สร้างเนื้อหาปลอมทะลักเข้าระบบทุกวัน ก็่าสนใจว่าปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดขึ้นจนแซงมนุษย์ หรือมนุษย์เราจะโง่ลงจนปัญญาประดิษฐ์ตามทันกันแน่
อย่างไรก็ดี ผมสนับสนุนระบบเทคโนโลยีพวกนี้นะครับ แม้ว่าจะใช้เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง และปฏิเสธจะใช้มันในหลายกรณีบ้าง (เช่น การอ่านหรือการเขียน 2 เรื่องนี้เป็นอะไรที่หัวเด็ดตีนขาดผมก็ไม่ยอมให้มันมาแย่งอ่านหนังสือแทนแล้วสรุปให้ หรือขึ้นโครงร่างงานเขียนแทนผมเองแน่ๆ) กลัวว่าทุกท่านอ่านแล้วจะเข้าใจว่าผมเป็นพวกต่อต้านเทคโนโลยี - ประเด็นเดียวของผมคือเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเหล่านี้ควรรับใช้คนทั้งสังคม ไม่ใช่แค่มีไว้เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้คนส่วนน้อย, ซึ่งน่าเสียดายปัจจุบันหน้าที่ของปัญญาประดิษฐ์กลับตอบสนองเป้าหมายหลังมากกว่าเป้าหมายแรก.
หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานแปลโดยคุณ แชมป์ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ด้วยสำนวนที่อ่านง่าย สนุก และลื่นไหลมากๆ ครับ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Salt @SaltRead เผื่อท่านใดจะไปซื้อหามาอ่านกัน - ขอขายพ่วงว่าโดยส่วนตัวอยากให้อ่านคู่กับเล่ม "ทุนนิยมสอดแนม" มากๆ ครับ
#กันกันอ่าน #อ่าน2026
อันนี้เป็นบั๊กของสังคม corporate มีหลักชื่อ Peter Principle ที่บอกว่า คนเราจะได้โปรโมตไปจนถึงตำแหน่งที่เกินความสามารถ ทำให้สุดท้ายบ. จะเหลือแต่คนที่ไม่เก่งพอกับตำแหน่งงาน (คือคนเก่ง จะอยู่ที่เดิมไปเรื่อยๆ บ. ก็ไม่ค่อยจะให้อยู่)
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
พี่จ๋า หนูไม่ไหวแล้วจ้ะ
.
#เย้เย้เย้ #ทีมขี้เกียจ























