Leonidas (@luve2018) header
Leonidas (@luve2018) profile picture

ถ้าเธอมีใจ ที่ไหนก็แค่ปากซอย

Joined July 2018
Photo by Leonidas (@luve2018)Photo by Leonidas (@luve2018)Photo by Leonidas (@luve2018)Photo by Leonidas (@luve2018)Photo by Leonidas (@luve2018)Photo by Leonidas (@luve2018)Photo by Leonidas (@luve2018)Photo by Leonidas (@luve2018)Photo by Leonidas (@luve2018)Photo by Leonidas (@luve2018)
รู้จัก CRRC รัฐวิสาหกิจรถไฟจีน รายได้ล้านล้าน แต่มูลค่าบริษัทน้อยกว่า AOT AOT ที่เป็นเจ้าของสนามบิน ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัท 854,000 ล้านบาท แต่ที่จีนมี CRRC เป็นรัฐวิสาหกิจรถไฟ ผู้อยู่เบื้องหลังรถไฟความเร็วสูง กว่า 50,000 กิโลเมตรทั่วประเทศจีน กลับมีมูลค่าบริษัทเพียง 648,000 ล้านบาทเท่านั้น ที่น่าสนใจคือ CRRC กลับสร้างรายได้ จากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบรางได้มากกว่า 1,000,000 ล้านบาทต่อปี และมีลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งโครงการรถไฟความเร็วสูงของไทย ก็เป็นหนึ่งในนั้น.. แล้วการทำโมเดลรัฐวิสาหกิจรถไฟแบบ CRRC นั้น มีความน่าสนใจอย่างไร ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง longtunman.com/74059
7
24
3,928
Leonidas retweeted
ฟองสบู่ AI จีนแตกแล้ว! หุ้นเทคโนโลยีร่วง 40% มูลค่าหาย 15 ล้านล้านบาท แม้รัฐบาลเดินหน้าหนุน AI Reuters รายงานว่า ตลาดหุ้น AI และ Semiconductor ของจีนกำลังเผชิญแรงเทขายครั้งใหญ่ หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา จนมูลค่าหุ้นสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความต้องการใช้ AI ในอนาคต และความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ดัชนี STAR50 ในช่วงไม่ถึง 4 เดือน -40% มูลค่าตลาดหายไปราว 480,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 15 ล้านล้านบาท การปรับฐานดังกล่าวยังส่งผลให้ดัชนี CSI300 ซึ่งรวมหุ้นขนาดใหญ่ของจีน ปรับตัวลดลงประมาณ 20% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน ทำไมฟองสบู่ AI จีนถึงแตก ? สาเหตุสำคัญมาจากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของกำไรบริษัท โดยเฉพาะหุ้น AI และ Semiconductor ที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายรัฐบาลจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ และลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ข้อมูลจาก Goldman Sachs ระบุว่า หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เคยมีสัดส่วนสูงถึง 42% ของมูลค่าตลาดหุ้นจีน และคิดเป็น 57% ของมูลค่าการซื้อขายรวมในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง อย่างไรก็ตาม เมื่อความคาดหวังสูงขึ้นจนราคาหุ้นแพงเกินไป นักลงทุนเริ่มกังวลว่าบริษัทเหล่านี้จะสามารถสร้างกำไรได้คุ้มค่ากับเงินลงทุนหรือไม่ ประกอบกับความเสี่ยงด้านภาษี และความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ หรือประเทศอื่นจะจำกัดการใช้อุปกรณ์จากจีนใน Data Center จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อราคาหุ้น หุ้น AI จีนหลายบริษัทมูลค่าหายกว่า 50% Reuters ยกตัวอย่างหุ้นเทคโนโลยีจีนที่ปรับตัวลงอย่างหนัก ได้แก่ - Unitree ผู้ผลิตหุ่นยนต์ มูลค่าหุ้นลดลงประมาณ 50% นับตั้งแต่เข้าตลาดในเดือนสิงหาคม - CXMT ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ราคาหุ้นลดลงกว่า 25% ภายในเดือนเดียว - MetaX และ Moore Threads ผู้ผลิตชิปที่เคยพุ่งขึ้น 700% และ 400% ในวันเข้าตลาดเมื่อปีก่อน ต่างปรับตัวลงประมาณ 50% นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - Zhongji Innolight และ Eoptolink ผู้ผลิตชิ้นส่วน Optical สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ราคาหุ้นลดลงประมาณ 60% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม
23
1
38
3,152
สัญญาณเตือนฟองสบู่ AI หรือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่? เมื่อ Elon Musk ชี้ Neocloud 200 แห่งกำลังจะตายหมู่ และความเสี่ยง CoreWeave พุ่งแตะระดับวิกฤต ถ้าใครคิดว่ากระแสการลงทุนใน AI Infrastructure จะเติบโตอย่างราบรื่นและพาตลาดวิ่งขึ้นไปตลอดกาล… ข่าวในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาอาจเป็น “สัญญาณ Red Flag" ที่นักลงทุนทุกคนไม่ควรมองข้ามครับ ล่าสุด Elon Musk ออกมาเตือนผ่าน X ด้วยตัวเองว่า ตลาดตราสารหนี้เอกชนกำลัง “ปิดประตูใส่หน้า” กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์เฉพาะทางด้าน AI หรือที่เรียกว่า Neocloud และอาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ “ล้มละลายและควบรวมกิจการ” (Mass Extinction & Consolidation) ของผู้เล่นมากกว่า 200 ราย! คำถามคือ... เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมบริษัทดาวรุ่งที่เคยเป็นขวัญใจยุค AI ถึงเสี่ยงล้มละลาย? ความน่ากลัวจะลามไปถึงไหน? และนี่กำลังสะท้อนอะไรต่ออนาคตของตลาดหุ้น? ผมขอสรุปและย่อยภาพใหญ่ให้อ่านกันทีละประเด็นครับ --- 1. เกิดอะไรขึ้น? เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่คำขู่ลอยๆ ของ Musk แต่ตัวเลขในตลาดการเงินกำลังสะท้อน “สัญญาณวิกฤตสภาพคล่อง” ออกมาอย่างชัดเจน: โดยหุ้นกลุ่ม Neocloud โดนเทขายอย่างหนัก นำโดย CoreWeave ที่ราคาหุ้นทรุดลงกว่า 36–38% ภายในเดือนตุลาคมเพียงเดือนเดียว ขณะที่ผู้เล่นรายอื่นอย่าง Nebius และ Iren ต่างปรับตัวลงตาม ตัวชี้วัดความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap: CDS 5 ปี) ของ CoreWeave พุ่งทะยานแตะระดับ 1,115 – 1,167 bps ซึ่งในทางสถิติทางการเงิน ตัวเลขระดับนี้สะท้อนว่า **ตลาดกำลังมองโอกาสที่บริษัทจะเบี้ยวหนี้สูงเกินกว่า 60% เข้าไปแล้ว! หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันของบริษัทถูกเทขายจนราคาหลุดต่ำกว่า 80 เซนต์ต่อดอลลาร์ ส่งผลให้ผลตอบแทน (Bond Yield) พุ่งทะลุ 15% ไปเรียบร้อย ซึ่งแปลว่าบริษัทแทบจะไม่สามารถออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อนำเงินมารีไฟแนนซ์หนี้เดิมได้เลย เพราะต้นทุนแพงจัด ข้อมูลจาก ZeroHedge ชี้ว่า การถือครองหุ้นเทคโนโลยี (Tech Positioning) ของนักลงทุนสถาบัน ร่วงลงจากเปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 ลงมาเหลือเพียงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 33 ภายในเวลาแค่ 2 สัปดาห์ สะท้อนว่าเงินทุนขนาดใหญ่กำลังเร่ง “ลดความเสี่ยง” ออกจากกลุ่มเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ --- 2. ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้? คำตอบอยู่ที่ “โครงสร้างโมเดลธุรกิจ (Business Model)” และ “โครงสร้างหนี้ (Capital Structure)” ของกลุ่ม Neocloud ครับ 1. Neocloud ต่างจาก Hyperscalers ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft (Azure), Amazon (AWS) หรือ Google (GCP) ตรงที่ “ไม่มีกระแสเงินสดจากธุรกิจอื่นมาค้ำยัน” พวกเขาไม่มีธุรกิจ Search, โฆษณา หรือ E-commerce ที่ทำเงินสดเข้ากระเป๋าทุกวัน แต่มีรายได้ทางเดียวคือการเอาศูนย์ข้อมูล AI และชิป GPU ไปปล่อยเช่า ซึ่งขึ้นอยู่กับรอบการระดมทุนของบรรดา AI Startups ล้วนๆ 2. และเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด บริษัทอย่าง CoreWeave ต้องเร่งกู้เงินมหาศาลจากตลาดตราสารหนี้และ Private Debt เพื่อนำไปกว้านซื้อชิป GPU ตัวท็อป โดยข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายนสะท้อนความน่ากลัวตรงที่ CoreWeave มีหนี้สินสูงถึง 35,600 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่มีเงินสดในมือเพียง 5,500 ล้านดอลลาร์เท่านั้น 3. แถมตลาดหนี้ปิดประตูใส่หน้า Neocloud ไปแล้ว เมื่อดอกเบี้ยนโยบายยังยืนสูง และเริ่มมีคำถามว่า AI จะสร้างผลกำไรคุ้ม Capex ที่ลงไปจริงหรือไม่ นักลงทุนในตลาดหนี้จึงเริ่มตื่นตัว ไม่ยอมปล่อยกู้เพิ่ม หรือถ้าจะกู้ ดอกเบี้ยก็พุ่งทะลุ 15% จนบริษัทแบกรับไม่ไหว พอเงินกู้ใหม่ไม่มา แต่ภาระดอกเบี้ยเดินทุกวัน อาการ “ขาดสภาพคล่อง” จึงเกิดขึ้นทันที --- 3. มันน่ากลัวขนาดไหน? ความน่ากลัวของเคสนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่าบริษัท Neocloud เล็กๆ จะเจ๊งไปไม่กี่แห่ง แต่มันมี “Systemic Risk” ซ่อนอยู่ 3 ทอด ทอดที่ 1: ตลาดหนี้เอกชน (Private Credit & Shadow Banking): เงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ที่ปล่อยกู้ให้ Neocloud ส่วนใหญ่มาจากกองทุน Private Debt ถ้าเกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาจริงๆ สินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันก็คือ “ชิป GPU” ซึ่งตกรุ่นเร็วและมูลค่าเสื่อมถอยทุกวัน หากต้องยึดมาขายทอดตลาด ผลขาดทุนจะตกอยู่กับกองทุนเหล่านี้ทันที ทอดที่ 2: ลูกโซ่ไปยังผู้ผลิตชิป: Neocloud คือหนึ่งในผู้ซื้อรายใหญ่ของชิป AI หากผู้เล่นกว่า 200 รายต้องล้มหรือควบรวม คำสั่งซื้อชิปรุ่นถัดไปจะหายไปมหาศาล คำถามคือ บริษัทผู้ผลิตชิปและเซิร์ฟเวอร์จะยังรักษาอัตราการเติบโตของรายได้ในระดับที่ตลาดคาดหวังได้หรือไม่? ทอดที่ 3: ภาพความขัดแย้งของตลาดทุน: ในขณะที่ฝั่งผู้พัฒนาโมเดล AI ตัวท็อปอย่าง Anthropic ยังสามารถระดมทุนและเตรียม IPO ได้อย่างสวยหรู แต่ฝั่งโครงสร้างพื้นฐานระดับรองกลับกำลังขาดอากาศหายใจ นี่คือสัญญาณว่า “เงินทุนเริ่มเลือกข้าง และไม่ได้ใจดีแจกเงินให้กับทุกคนที่แปะป้าย AI อีกต่อไป” --- 4. เหตุการณ์นี้สะท้อนอะไรต่อตลาด? ถ้าเรามองภาพลึกกว่าความผันผวนรายวัน เหตุการณ์นี้กำลังสะท้อนความจริง 3 ข้อของวัฏจักรการลงทุน: 1. AI กำลังเข้าสู่ช่วง “Trough of Disillusionment” ของโครงสร้างพื้นฐาน: ตามทฤษฎี Gartner Hype Cycle หลังจากช่วงตื่นเต้นสุดขีด (Peak of Inflated Expectations) ตลาดจะต้องเผชิญกับช่วงการคัดกรองความจริง ผู้เล่นที่ไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน และอยู่รอดได้ด้วยการกู้เงินราคาถูก จะถูกกวาดล้างออกไป 2. ยักษ์ใหญ่จะได้เปรียบขึ้นไปอีก (The Rich Get Richer): หาก Neocloud ล้มลง ลูกค้า AI ก็จำเป็นต้องหนีตายกลับไปซบอก Big Tech อย่าง Microsoft, Google และ Amazon เพราะมีศูนย์ข้อมูลที่เสถียร มีงบดุลแข็งแกร่ง และมีเงินสดล้นมือพร้อมลดราคาแข่ง 3. ยุค “Free Money” ของ AI จบลงแล้ว: นักลงทุนตราสารหนี้และเจ้าหนี้เริ่มถามหา ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) และ Free Cash Flow มากกว่าคำสัญญาขายฝัน --- มุมมอง Mr.Messenger คำถามสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนตอนนี้คือ ควร Buy the dip หรือ Wait and see? สำหรับหุ้นกลุ่ม Neocloud / Leveraged AI Infrastructure: ผมแนะนำว่า อย่าเพิ่งรีบเข้าไปรับมีดครับ ตราบใดที่ CDS ยังอยู่เหนือ 1,000 bps และผลตอบแทนพันธบัตรยังเกิน 15% บริษัทเหล่านี้อยู่ในโหมดหนีตาย โครงสร้างทางการเงินยังไม่นิ่ง และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring) หรือเพิ่มทุนแบบ Dilute มหาศาล สำหรับหุ้น Tech ภาพใหญ่ การที่ Tech Positioning ลดลงจาก 85 ลงมาที่ 33 ภายในสองสัปดาห์ สะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง De-risking และ Rotation ในระยะสั้นตลาดอาจมีความผันผวนสูง กลยุทธ์ที่ควรทำคือ หันกลับมาโฟกัสที่*“คุณภาพของงบดุล (Balance Sheet Quality)” เลือกลงทุนในบริษัทที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก มีหนี้สินต่ำ และมีธุรกิจหลักที่แข็งแกร่งพอจะแบกรับการลงทุน AI ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดกู้ยืมภายนอก ซึ่งผมมองว่า ในกลุ่ม Hyperscalers ยังมีความน่าสนใจอยู่ แถม Valuation ก็ถูกลงมาพอสมควรแล้วด้วย สรุปมุมมองคือ วิกฤตของ Neocloud รอบนี้ ไม่ได้แปลว่า AI จะล้มเหลวครับ แต่มันคือ “บททดสอบความแข็งแกร่งตามธรรมชาติ” ที่จะคัดแยกระหว่าง ตัวจริงที่สร้างคุณค่า ออกจาก ผู้โดยสารที่เกาะกระแสด้วยเงินกู้ ในโลกของการลงทุน… เวลาที่น้ำลดเท่านั้นแหละครับ เราถึงจะได้เห็นว่าใครกำลังว่ายน้ำโดยไม่ใส่กางเกง! Mr.Messenger รายงาน
🤖 Made with AI
1
31
75
7,557
Leonidas retweeted
คลาสเศรษฐศาสตร์ 42 นาทีจาก Ray Dalio ถอดรหัสวัฏจักรหนี้ ความเหลื่อมล้ำ สู่ “จอกศักดิ์สิทธิ์แห่งการลงทุน” คลิปบรรยายของ Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates พร้อมคำโปรยจากชาวเน็ตว่า “อธิบายเศรษฐกิจได้ดีกว่าคลาส MBA” เพราะตลอด 42 นาที เขาพยายามย่อกลไกเศรษฐกิจและ การลงทุนที่ซับซ้อนให้เห็นเป็น วัฏจักรที่เกิดซ้ำในประวัติศาสตร์ Dalio อธิบายว่าเศรษฐกิจขับเคลื่อนจากทั้ง ผลิตภาพ วัฏจักรหนี้ระยะสั้น วัฏจักรหนี้ระยะยาว และการเมือง เมื่อวัฏจักรหนี้ระยะยาวเดินไปถึงจุดที่ดอกเบี้ยลดลงจนใกล้ 0% ธนาคารกลางไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ยได้เหมือนเดิม จึงหันไปใช้มาตรการอย่างการสร้างเงินและซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Quantitative Easing (QE) Dalio ชี้ว่า การพุ่งขึ้นของราคาสินทรัพย์จากกระบวนการนี้ให้ประโยชน์กับผู้ที่ถือครองสินทรัพย์ทางการเงินมากกว่า และมีส่วนทำให้ช่องว่างด้านความมั่งคั่งและรายได้กว้างขึ้น เมื่อผสมกับผลกระทบจากเทคโนโลยีและโลกาภิวัตน์ ความไม่พอใจทางเศรษฐกิจจึงเชื่อมโยงกับการเติบโตของ Populism ทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น เขายังมองภาพใหญ่ไปถึงการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ โดยยกการเติบโตของจีนและการแข่งขันกับสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำในประวัติศาสตร์ ส่วนในโลกการลงทุน Dalio เรียกหลักการสำคัญข้อหนึ่งว่า “The Holy Grail of Investing” แนวคิดคือการสร้างพอร์ตจากแหล่ง ผลตอบแทนที่มีความสัมพันธ์กันต่ำหรือไม่สัมพันธ์กัน หากสามารถหาการลงทุนที่ดีและไม่สัมพันธ์กันประมาณ 15 แหล่งได้ เขาอธิบายว่าในแบบจำลอง ความเสี่ยงของพอร์ตสามารถลดลงได้เกือบ 80% ขณะที่ยังรักษาศักยภาพของผลตอบแทนไว้ได้มาก และนั่นนำไปสู่ประโยคสำคัญของเขา “การกระจายความเสี่ยงสามารถลดความเสี่ยงได้มากกว่าที่มันลดผลตอบแทน” 42 นาทีนี้จึงไม่ได้สอนแค่ว่า “ควรซื้ออะไร” แต่กำลังสอนว่า เศรษฐกิจ ตลาด และความเสี่ยง เชื่อมโยงกันอย่างไร Video: Liwa Capital Advisors / Ray Dalio
2
1,445
8
2,044
61,861
COP31 เร่งปิดช่องว่าง "แผนมี แต่เงินไม่มี" ผนึก World Bank ดันเงินทุนสู่โครงการภูมิอากาศจริง ช่วง New York Climate Week "มูรัต กูรุม" ประธาน COP31 เปิดตัว 2 กลไกสำคัญ BRIDGE และ SURFF ร่วมกับ World Bank, UNDP, UN-Habitat และ ILBANK หวังเปลี่ยนแผนรับมือวิกฤติภูมิอากาศให้เป็นโครงการที่พร้อมลงทุนและเข้าถึงเงินทุนได้จริง BRIDGE มี UNDP เป็นพันธมิตรหลัก เชื่อมรัฐบาล MDBs กองทุนภูมิอากาศ และภาคเอกชน โดยใช้กลไกที่มีอยู่เดิม เปลี่ยนเป้าหมายใน NDCs และ NAPs สู่โครงการพร้อมลงทุน พร้อมแก้คอขวดด้านการดำเนินงาน นำร่อง 5 ประเทศ ได้แก่ เอธิโอเปีย ฟิจิ อินโดนีเซีย ปากีสถาน และอุซเบกิสถาน ขณะที่อินโดนีเซียย้ำว่า BRIDGE ต้องยึดความต้องการของประเทศ ไม่เพิ่มเงื่อนไขหรือภาระรายงาน และให้น้ำหนักเบื้องต้นกับโครงการไฟฟ้าและพลังงาน ด้าน SURFF ซึ่ง World Bank, UN-Habitat และ ILBANK ร่วมกันจัดตั้ง มุ่งอุดช่องว่างเงินทุนสำหรับเมืองและเทศบาลในประเทศรายได้ต่ำ-ปานกลาง เพื่อเร่งพัฒนาโครงการเมืองที่พร้อมรับมือความเสี่ยงภูมิอากาศ ทั้งสองกลไกสะท้อนทิศทาง COP31 ที่ต้องการขยับจาก "มีแผน" สู่ "มีเงินลงทุนจริง" ก่อนการประชุม COP31 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ช่วง 9-20 พ.ย. นี้ อ่านต่อ: bangkokbiznews.com/sustainab… . #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain
5
8
1,688
กรณีศึกษาแม่บ้านชาวญี่ปุ่น ที่เริ่มลงทุนเพราะความจำเป็น แต่สร้างพอร์ต 100 ล้านบาทได้สำเร็จ /โดย ลงทุนแมน เมื่อพูดถึงคนลงทุนที่ประสบความสำเร็จ หลายคนจะมีภาพจำว่าคนเหล่านั้นต้องเป็นผู้ชาย หรือเรียนจบเกี่ยวกับด้านการเงิน แต่เรื่องราวของแม่บ้านญี่ปุ่นคนหนึ่งเป็นคนละภาพ เธอคือ คุณโชรุโกะ อดีตพนักงานบริษัทยาและคุณแม่ลูกสองชาวญี่ปุ่น ที่สามารถปั้นพอร์ตจากทุน 6 ล้านเยน ให้กลายเป็น 500 ล้านเยน หรือกว่า 100 ล้านบาทได้ แม่บ้านคนนี้ ทำได้อย่างไร ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง longtunman.com/73193
172
3
317
16,648
กรุงเทพมหานครปรับผังเมืองฉบับใหม่ เพิ่ม “ผังน้ำ” ควบคู่การวางผังเมือง ตาม พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2562 พร้อมทบทวนพื้นที่ฟลัดเวย์เดิมจากประมาณ 100,000 ไร่ เหลือราว 30,000 กว่าไร่ ให้สอดคล้องกับการขยายตัวของเมือง พื้นที่ที่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการรองรับและระบายน้ำยังคงกำหนดเป็น “พื้นที่สีเขียวลาย” โดยเฉพาะบริเวณแนวคลองและพื้นที่ฝั่งตะวันออก ขณะที่มีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบคลองหลายแนว จะถูกพิจารณาศักยภาพพื้นที่รับน้ำและการระบายน้ำควบคู่กับการใช้ประโยชน์ที่ดิน แนวทางดังกล่าวมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการบริหารจัดการน้ำกับการพัฒนาเมือง โดยพื้นที่ที่ยังจำเป็นต่อระบบน้ำจะได้รับการรักษาไว้ ส่วนการปรับใช้ประโยชน์ที่ดินจะพิจารณาตามศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ thansettakij.com/real-estate… #ผังเมืองกทม #ผังน้ำ #ฟลัดเวย์ #กรุงเทพมหานคร #น้ำท่วม
2
89
8
105
10,485
อดีต สส. "ศิริโชค โสภา" พิสูจน์ "สามี สส.ภูมิใจไทย" #สแกมเมอร์ แฉขายบริษัทต่อให้ Alameda Ventures ซึ่งผู้ก่อตั้งถูกศาลสหรัฐฯ พิพากษาจำคุก 25 ปี จากคดีฉ้อโกง , ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ผู้บริหารโดนคดีฉ้อโกลในสหรัฐ ติดคุก 7 ปีครึ่ง และ มีเพื่อน Su Zhu ถูกจับที่สนามบินชางฮี คุก 4 เดือน เพราะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลในกระบวนการชำระบัญชี "ศิริโชค" โพสท์ "ผมลองขุดเรื่อง “สามี ส.ส.สุชาดา” ตามที่คุณรังสิมันต์ โรม พาดพิงในสภาว่าอาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ ขอบอกก่อนว่า ผมไม่ได้เริ่มจากข้อสรุปว่าเขาเป็น “สแกมเมอร์” ผมเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า คุณโรมกำลังพูดถึงอะไร และมีอะไรในประวัติการเงินของสามี ส.ส.คนนี้ที่ควรตรวจสอบจริงหรือไม่? ยิ่งขุด ยิ่งเจอเรื่องที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพูดให้แฟร์ว่า จนถึงตอนนี้ผมยังไม่พบคำพิพากษาหรือเอกสารจากหน่วยงานรัฐที่ระบุว่า Taiyang Zhang ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกง ดังนั้นคำว่า “สแกมเมอร์” ที่กำลังพูดถึงกัน ผมยังถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ต้องพิสูจน์ แต่สิ่งที่ผมขุดเจอ ทำให้เข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้ถึงควรตรวจสอบต่อ เริ่มจากบัญชีทรัพย์สินที่ภรรยาของเขายื่นต่อ ป.ป.ช. ครอบครัวมีทรัพย์สินรวมเกือบ 1,975 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นของสามีมากกว่า 1,840 ล้านบาท แต่สิ่งที่ทำให้ผมหยุดดู ไม่ใช่ว่าเขารวย หากเป็นทรัพย์สินก้อนใหญ่ที่สุดของเขาว่าคืออะไร ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ที่ดิน ไม่ใช่หุ้น และไม่ใช่เงินสด แต่เป็น “เงินให้กู้ยืม” ในหน้าสรุปปรากฏตัวเลข 1,440,469,809.26 บาท ผู้กู้คือ Three Arrows Capital Ltd. หรือ 3AC กองทุนคริปโตชื่อดังที่ภายหลังล้มในปี 2022 และเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี เงินกู้ลงวันที่ 4 มีนาคม 2564 แต่พอเปิดไปดูรายละเอียด กลับปรากฏยอดคงเหลือ 1,343,127,369.60 บาท สองตัวเลขนี้ต่างกัน 97,342,439.66 บาท เกือบ 100 ล้านบาท ตรงนี้ผมยังไม่เรียกว่า “ผิดปกติ” เพราะมันอาจมีคำอธิบายธรรมดามาก เงินต้นอาจถูกชำระคืนบางส่วน อาจเป็นคนละวันอ้างอิง หรือเป็นการลงตัวเลขคนละฐาน แต่ในงานตรวจสอบ เราไม่ควรเดา คำถามที่ควรถามคือ 1,440,469,809.26 บาทเป็นยอดอะไร และ 1,343,127,369.60 บาทเป็นยอดอะไร? ส่วนต่าง 97,342,439.66 บาทเกิดจากอะไร? และถ้าเป็นการชำระคืน เงินเกือบ 100 ล้านบาทนั้นชำระเมื่อไร ชำระด้วยอะไร และเข้าที่ไหน? นี่จึงทำให้ เอกสารประกอบรายการเงินให้กู้ยืมที่ระบุอยู่ในสารบัญบัญชีทรัพย์สิน น่าสนใจขึ้นมาอีกมาก เพราะเอกสารนั้นน่าจะตอบเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องคาดเดา พูดง่าย ๆ คือ ทรัพย์สินส่วนใหญ่มหาศาลของสามี ส.ส.คนนี้ผูกอยู่กับสิทธิเรียกร้องต่อบริษัทคริปโตที่ภายหลังล้ม และเงินกู้เดิม 1,440 ล้านบาทในเวลานั้นคิดคร่าว ๆ ก็ประมาณ 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตรงนี้ผมเริ่มสงสัยจริง ๆ ว่า ชายอายุประมาณ 24–25 ปี เอาเงินประมาณ 47 ล้านดอลลาร์มาจากไหนเพื่อปล่อยกู้ให้ 3AC? ผมจึงไล่ย้อนประวัติของ Taiyang Zhang และพบว่าเขาไม่ใช่โนเนมในโลกคริปโต เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Republic Protocol ซึ่งต่อมากลายเป็น Ren Protocol และมีประวัติเชื่อมโยงกับธุรกิจคริปโตอีกหลายแห่ง แล้วผมก็ไปเจอเอกสารในคดีล้มละลาย FTX ซึ่งทำให้เรื่องน่าสนใจขึ้นมาอีกระดับ เพราะเอกสารระบุว่า บริษัทที่อยู่เบื้องหลัง Ren สามแห่ง ได้แก่ Dappbase Pty Ltd, MPC Technologies Pte Ltd และ Dappbase Ventures Ltd ถูก Maclaurin Investments ซึ่งเดิมคือ Alameda Ventures เข้าซื้อในเดือนมกราคม 2021 ลองดูช่วงเวลาให้ดีครับ มกราคม 2021 — Alameda ซื้อบริษัท Ren 4 มีนาคม 2021 — Zhang ให้ 3AC กู้ประมาณ 47 ล้านดอลลาร์ ห่างกันประมาณเดือนกว่า ๆ ผมจึงพยายามไล่ต่อว่า Alameda ซื้อ Ren เท่าไร และ Zhang ได้รับเงินจากดีลนี้เท่าไร? เพราะถ้าได้ตัวเลขนี้ หลายอย่างอาจต่อกันได้ทันที แต่ตรงนี้ต้องแฟร์กับ Zhang ผมยังไม่มีหลักฐานว่าเงินที่ให้ 3AC กู้มาจากการขาย Ren ให้ Alameda เงินสองก้อนอาจเกี่ยวกัน หรืออาจไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้ แต่ช่วงเวลาที่ใกล้กันมาก ทำให้ สัญญาซื้อกิจการฉบับจริง กลายเป็นเอกสารสำคัญที่ควรตามต่อ แล้วผมกลับไปอ่านบัญชี ป.ป.ช. อีกรอบ และคราวนี้เจอชื่อคนอีกคนหนึ่ง “Wilson Pao” ชื่อเขาปรากฏอยู่ตรงรายการเงินกู้ 1,440 ล้านบาทของ Three Arrows Capital คำถามคือ Wilson Pao คือใคร? ค้นชื่อธรรมดาแทบไม่เจออะไร แต่พอไล่เข้าไปในเอกสารคดี 3AC ที่สหรัฐฯ กลับพบชื่อ Cheuk Yao Pau ซึ่งถูกผู้ชำระบัญชีของ 3AC ระบุเป็นหนึ่งใน Discovery Targets ที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับกิจการของ 3AC และในฐานข้อมูลคดีต่างประเทศยังปรากฏชื่อเต็มว่า Wilson Cheuk Yao Pau ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น มีรายงานร่วมสมัยเกี่ยวกับคดีระบุ Cheuk Yao Pau ว่าเป็น director ของ 3AC #ไอเดียร์ #ตาสว่างกว่า #ศิโรตม์ทอล์ก #สแกมเมอร์
52
7,230
74
4,241
423,442
◉ FLOOD: แก๊งวิศวกรชาวโปแลนด์สร้างเว็บ Floodboard รวมข้อมูลช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ให้คนไทยใช้งานฟรี ด้วยเหตุผลว่าช่วงเวลาลำบากเช่นนี้อยากให้มีช่องทางที่น่าเชื่อถือเพียงช่องทางเดียวที่รวมข้อมูลทั้งหมดให้เช็คง่าย ๆ โดยเขารวมข้อมูลจากภาครัฐกว่า 12 แหล่ง ให้กดดูรูปและสถานะเรียลไทม์ต่าง ๆ ได้ . อันนี้ยังไม่ต้องเบิกงบใหม่ ทำให้ใช้กันได้ฟรี ๆ ฝีมือชาวโปแลนด์ในไทยที่รวบรวมรายงานการขอความช่วยเหลือที่ประชาชนส่งเข้ามา ทั้งภาพถ่าย/วันเวลา/สถานะ/พิกัดบนแผนที่ และข้อมูลที่สำคัญช่วงน้ำท่วม เช่น ถนนไหนท่วมบ้าง ลึกแค่ไหน รถสามารถสัญจรผ่านได้หรือไม่ . ทีมผู้สร้าง Floodboard ชาวโปแลนด์สามคน ได้เห็นปัญหาที่สำคัญคือ “ในช่วงเวลาลำบากเช่นนี้ “พวกเขาอยากให้มี ‘ที่เดียว’ ที่เชื่อถือได้สำหรับเช็กว่าถนนไหนน้ำท่วม และช่วยนำความช่วยเหลือไปถึงคนที่ต้องการ” ซึ่งเป็นปัญหาที่เชื่อว่าคนไทยหลายคนคงเข้าใจดีในเรื่องช่องทางการรับข้อมูลข่าวสารที่มีหลายแอป หลายหน่วยมาก ตามแต่ที่แต่ละสังกัดภาครัฐจะทำแยกกันออกมา . ทีมผู้จัดทั้งสามคนประกอบไปด้วย Mateusz Gniadek หัวหน้าทีมพัฒนา ที่เป็นนักศึกษาด้านความปลอดภัยไซเบอร์และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ร่วมกับ Patryk Tylza ผู้ประกอบการและวิศวกรเสียงชาวโปแลนด์ที่อาศัยอยู่ในหัวหิน และ Karol Bernacki นักศึกษาและวิศวกรระบบเสียงชาวโปแลนด์ ผู้นำหลักความเสถียรและระบบสำรองจากงานระบบเสียงมาใช้กับ Floodboard เพื่อให้แผนที่ทำงานได้ต่อเนื่องสำหรับทุกคน ในเวลาที่ผู้คนต้องการมากที่สุด โดยพวกเขาได้เขียนสั้น ๆ ไว้ในเว็บไซต์ว่า “สร้างด้วยรักและห่วงใยเพื่อคนไทย โดย Karol Bernacki, Mateusz Gniadek และ Patryk Tylza · เราจะผ่านไปด้วยกัน” . จากที่ลองใช้แล้ว นี่เป็นเว็บที่รวมข้อมูลจากประชาชนไว้ได้อย่างครอบคลุม อัพเดทเรียลไทม์ และเช็คข้อมูลได้หลายส่วนเลยล่ะ ใช้งานง่ายมากกก โดยเขาดึงข้อมูลมาจากหลายแห่ง เช่น กทม. (สำนักการระบายน้ำ), กรมทางหลวง, iTIC/Longdo, Traffy Fondue, ThaiWater (สสน.), กรมอุตุนิยมวิทยา, ข่าวและโซเชียล ใครที่ต้องการเช็คเส้นทางหรือเช็คพื้นที่ประสบภัยที่ต้องการความช่วยเหลือ ลองเข้าเว็บนี้ดูจ้า . พิกัด floodboard.org/#map
8
2,805
19
1,802
116,053
วิธีสร้างพอร์ตลงทุน รับ Passive Income ทุกเดือน แบบยกเว้นภาษีลงทุนนอก /โดย ลงทุนแมน การมีพอร์ตลงทุนรอรับกระแสเงินสดทุกเดือน กลายเป็นเรื่องที่ใครก็สามารถทำได้ เพราะในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีทั้งหุ้น REIT และ ETF ที่จ่ายปันผลทุกเดือน และเอื้อต่อการสร้างพอร์ตรับ Passive Income อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมาคือ หากเราจะนำเงินมาใช้จริง กลับต้องเจอกับภาษีลงทุนนอกสูงสุด 35% แล้วถ้าเราอยากมีพอร์ตลงทุนรับ Passive Income ทุกเดือน แต่ไม่อยากเจอภาษีลงทุนนอก ควรทำอย่างไร ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง longtunman.com/72868
38
76
8,045
เจอคลิปใน IG พี่ไรเดอร์กับน้องผู้หญิง โบกรถเพื่อข้ามจากไหล่ทางเลนซ้าย ไปช่วยแมวที่นอนอยู่ริมกำแพงเลนขวาสุด เห็นแล้วเสียวแทน รถวิ่งบนทางด่วนเหยียบกันเต็มที่ทุกคัน โทรเรียกจนท.ทางด่วนมาช่วยดีกว่าครับ อย่าโบกรถเองเลย มีน้ำใจเป็นเรื่องดี แต่โดนชนแล้วอาจตายฟรีได้ ไม่คุ้มครับ
276
Leonidas retweeted
Funny dogs Moments 😂
84
3,376
136
45,287
1,379,336
ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งสะสมทองคำ เตรียมดันขาขึ้นรอบใหญ่ เร็วๆนี้! ข่าวสารเรื่องการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา มีแต่เรื่อง Tech + AI มากเหลือเกินช่วงนี้ แต่จริงๆ ข่าวที่ไม่เกี่ยวกับ Tech และ AI ก็สำคัญ และสนุกไม่แพ้กันเลยครับ 3 ข่าวใหญ่ของ Global Central Banks นับตั้งแต่เข้าเดือนสิงหาคมนี้บอกเราตรงกันว่า ยุคของ Dollar Hegemony กำลังถูกท้าทายอย่างชัดเจนเลยครับ สงสัยกันใช่ไหมครับว่า ธนาคารกลางทำอะไร? และมีความหมายอะไรต่อพอร์ตของนักลงทุน? ผมพาตามไปดูครับ --- ธนาคารกลางจีน (PBOC) ดูดดอลลาร์ $74.7 พันล้าน เป็นระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี Foreign Reserve ภายใต้ Balance of Payments ของจีนในไตรมาส 2 บันทึก Inflow ที่ $74.7 พันล้าน = สูงสุดตั้งแต่ Q1 2014 หรือ 12 ปีที่แล้ว Balance of Payments Data ต่างจาก Monthly Reserves ตรงที่ Strip Out ผลของอัตราแลกเปลี่ยน และ ราคาสินทรัพย์ที่อาจมีความผันผวน เลยทำให้เราเห็นภาพ Cross-Border Capital Flows ที่ชัดกว่า Monthly Reserve เยอะเลย นักวิเคราะห์มองว่า PBOC จงใจดูด USD เพื่อชะลอการแข็งค่าของหยวน เพราะถ้าไม่ดูดไว้ ค่าเงินหยวนอาจแข็งเร็วเกินไป จนกระทบภาคส่งออก (ที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจจีน) เพราะ จนถึงตอนนี้ Onshore Yuan แข็งค่ามาแล้ว 6 ไตรมาสติดต่อกัน และแตะระดับแข็งที่สุดตั้งแต่ปี 2023 ที่น่าสังเกตคือ PBOC Fixing Rate ยังคงอ่อนค่ามากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดตั้งแต่ Bloomberg เริ่มเก็บข้อมูลปี 2018 เลย อ่อ... ทุกคนน่าจะมีคำถามว่า แล้ว PBOC ใช้วิธีอะไรในการดูดดอลล่าร์? เปรียบเทียบง่ายๆ ให้เห็นภาพแบบนี้ครับ ลองนึกภาพว่า PBOC เป็น ธนาคารใหญ่ที่มีตู้เก็บเงิน (Vault) บริษัทจีนส่งออก = ขายของได้เป็นดอลลาร์ เอามาฝากไว้ที่ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารพาณิชย์ ก็เลยได้รับดอลลาร์เข้ามา แต่ Vault ตัวเองเต็มแล้ว และยังกลัวขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ก็เลยเอาดอลลาร์ที่รับมาจากบริษัทส่งออก ไปฝากที่ Vault ของ PBOC แทน พอเป็นแบบนี้ เท่ากับว่า PBOC ต้องจ่ายเงินหยวนใหม่ให้แบงก์พาณิชย์ เป็นการแลกเปลี่ยนสกุลเงินกัน จากนั้นเก็บดอลลาร์ไว้ในตู้ตัวเอง ที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Foreign Reserve เป็นการ จบ Process การดูดดอลลาร์ครับ --- แบงก์ชาติเกาหลีใต้ ซื้อ Gold ETF ครั้งแรกใน 13 ปี เรื่องต่อมา ก็คือ การที่ Bank of Korea (BOK) ยื่น Filing กับ SEC ว่าถือ SPDR Gold Shares จำนวน 679,765 หุ้น มูลค่า $250 ล้าน ณ สิ้นไตรมาส 2 ที่น่าสนใจคือ ย้อนกลับไปดูงบ พบว่า 3 เดือนก่อนหน้าไม่มีทองคำเลยด้วยซ้ำ แปลว่า เพิ่งซื้อหยกๆเลยครับ นี่คือการซื้อ Gold-Related Asset ครั้งแรกของ BOK ตั้งแต่ปี 2013 หรือ 13 ปีที่แล้ว แต่ถ้าลองดู Physical Gold Holdings ซึ่งอยู่ที่ 104.4 ตัน จะพบว่า ไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งสัดส่วนเท่านี้ นับว่า แบงก์ชาติเกาหลีใต้ มีสัดส่วนทองำในทุนสำรองต่ำมากเมื่อเทียบมาตรฐานของธนาคารกลางอื่นๆในโลกเลย ประเด็นสำคัญคือ Gold ETF ถูกจัดเป็น Securities ซึ่งอยู่ใน Foreign-Exchange Reserves ไม่ใช่ Official Bullion Holdings แต่ก็ให้ Exposure กับการเคลื่อนไหวที่เหมือนกับราคาทอง โดยที่ Liquidity สูงกว่าอีกต่างหาก ต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา BOK ยังประกาศจะ จะเปลี่ยน Framework เพื่อซื้อทองด้วยนะครับ จากเดิมที่จำเป็นต้องซื้อผ่าน LBMA (London Bullion Market Association) ซึ่งมี Quality Certification ที่ยอมรับทั่วโลก แต่เปลี่ยนให้ สามารถซื้อโดยตรงจาก Domestic Refineries เข้าเป็น Official Reserve ได้เลย การเคลื่อนไหวนี้ ครั้งแรกในเกือบ 60 ปี! เพื่อ Diversify Gold Purchase Sources และเพิ่มสัดส่วน Gold ใน FX Reserves --- คำถาม BOK ทำไปเพื่ออะไร? เหตุผลแรก Korean Refineries พัฒนามาถึงระดับ World Class แล้วครับ Korea Zinc ที่เป็น Refiner ใหญ่ของเกาหลี ปัจจุบันผลิตทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์ถึง 99.99% ได้แล้ว + ผ่าน LBMA Good Delivery Certification เป็นครั้งแรกในปี 2020 เหตุผลที่สอง Geopolitical Risk ที่เพิ่มขึ้น หลังสงครามยูเครน ปี 2022 และ สงครามอิหร่าน ปี 2026 รวมถึง Trade War ที่สหรัฐฯเป็นคนเริ่ม มันทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มกลัวว่าทองคำที่เก็บใน London Vault อาจถูก Freeze หรือ ถูกยึด เรื่องเป็นเครื่องมือในการต่อรองของสหรัฐฯ และพันธมิตรอีกทาง ในสถานการณ์ที่วิกฤตมันยิ่งเข้มข้นขึ้น ตัวอย่างที่ทำให้ทุก Central Bank ตกใจคือ กรณีธนาคารกลางรัสเซีย ที่ ทองคำถูก Freeze $300 พันล้าน หลังบุกยูเครน มันแสดงให้เห็นว่า Foreign Vault ไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยจริงๆ เหตุผลที่สาม Support Domestic Gold Industry การที่ BOK ซื้อ Gold จาก Domestic Refiner (เหมืองทองคำในประเทศ) ก็ช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมทองในประเทศ + สร้างงาน และ สร้าง Downstream Ecosystem ซึ่งถือว่าเป็น Political + Economic Win สำหรับรัฐบาลเกาหลีใต้ ณ ชั่วโมงนี้ด้วย --- เรื่องน่าสนใจต่อมา ก็คือ เหตุการณ์ Global Central Banks Gold Rush ครับ World Gold Council รายงานว่า Central Banks ทั่วโลก ซื้อ Gold สุทธิ 289 ตันในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์สำหรับ Q2 เหตุผลคือ ธนาคารกลางต้องการ Diversification และสะสม Safe-Haven Assets เพื่อป้องกันความเสี่ยง 2 ทาง ก็คือ ทั้ง Geopolitical Risk และ Financial Risk ประเทศที่ซื้อ Gold หนักที่สุดปี 2026 ตามข้อมูลของ WGC 1. จีน (People's Bank of China) 2. อินเดีย (Reserve Bank of India) 3. ตุรกี (Central Bank of Turkey) 4. โปแลนด์ (National Bank of Poland) 5. รัสเซีย (Central Bank of Russia) ที่น่าสังเกตคือ EM Central Banks เป็นผู้ซื้อหลัก ในขณะที่ DM Central Banks ที่ถือ Gold เยอะอยู่แล้ว (US, Germany, Italy, France) ไม่ค่อยเพิ่ม เพราะสัดส่วน Gold ในทุนสำรองอยู่ที่ 60-75% แล้ว --- ราคาทอง $4,400 กับ Real Yield Story ที่กำลังเปลี่ยน Spot Gold ทรงตัวใกล้ $4,400 ต่อออนซ์ หลังตลาดเริ่มปรับลดการคาดกาณ์ที่ดอกเบี้ยจะขยับขึ้น ผลคือ ทำให้ USD อ่อนค่า และ ทองคำแท่ง ราคาเลยถูกลงเล็กน้อย ในสายตาของนักสะสม Bloomberg Dollar Spot Index ลดลงเมื่อจันทร์แตะระดับต่ำสุดตั้งแต่ พ.ค. หลังข้อมูล US Economic Data อ่อนกว่าคาด ตลาด Swap เชื่อไปแล้วว่า เฟดขึ้นดอกเบี้ยได้ยากแล้วปีนี้ (ทั้งๆที่เมื่อสัปดาห์ก่อนยัง Price ว่า มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง มากกว่า 80% อยู่เลย) แต่ที่น่าสังเกตคือ 30-Year US Treasury Yield แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ! เพราะนักลงทุนกังวล Government Spending รวมถึง การประมูลพันธบัตรระยะยาว ที่จะเกิดขึ้นในวันพุธ และ ความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ ปัจจุบัน Real Yield อยู่ในระดับที่สูงจริงครับ แต่ความเสี่ยงเรื่อง Inflation และความกังวลเรื่องหนี้ของหสรัฐฯ มันก็ยังสูงเหมือนกัน พอเป็นแบบนี้ ก็เลยทำให้ ทองคำ ยังได้ประโยชน์เพราะเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อ Sovereign Debt Risk ครับ อีกปัจจัย ที่ไม่รู้ว่า ตลาดจะกลับมากังวลหนักๆอีกไหม ก็คือ ความตึงเครียดตรงช่องแคบฮอร์มุซ ณ จุดนี้ ก็ทำให้ Safe-Haven Demand ยังคงอยู่ และ ทองคำ ก็ได้ประโยชน์เล็กๆด้วย --- อันนี้ มุมมองส่วนตัวผมนะ ประเด็นที่ 1 การที่ PBOC ดูดดอลลาร์ระดับ 12 ปีสูงสุด = สัญญาณสองอย่างพร้อมกัน หนึ่ง จีนไม่ต้องการให้หยวนแข็งค่าเกินไป เพราะกระทบส่งออก (ที่เป็นเสาหลักในยุค K-Shaped Economy) รวมถึง การที่จีนสะสม USD ไว้ ผมเชื่อว่า ก็เพื่อเอามาแลกเป็นทองคำในภายหลัง ตามยุทธศาสตร์ De-Dollarization ระยะยาว ประเด็นที่ 2 BOK เข้าร่วม Gold Rush = สัญญาณสำคัญของ EM Central Bank Consensus BOK เคยเป็น Follower ของ Fed มาตลอด แต่การซื้อ Gold ETF ครั้งแรกใน 13 ปี = Structural Shift ที่ฉายภาพให้เห็นว่า ธนาคารกลางของเหล่า EM ทั่วโลกกำลัง Rebalance พอร์ตไปทองคำ มากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นที่ 3 Central Bank Gold Buying 289 ตัน Q2 = สร้าง Floor ให้ราคาทอง ในอดีต Central Bank เป็น Net Seller หรือ Neutral ในตลาด Gold แต่ ตั้งแต่ปี 2010 กลายเป็น Net Buyer และในปี 2024-2026 กลายเป็น Aggressive Buyer ผลคือ ตลาด Gold มี Structural Buyer ที่ไม่เคยมีมาก่อน โอกาสปรับฐานลงรุนแรงหลังจากนี้ จะยากมากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นที่ 4 Gold $4,400 ยังไม่ใช่ Peak ในระยะยาว ถ้า Central Bank Buying + De-Dollarization + Real Yield Correction ยังดำเนินต่อ = Gold อาจแตะ $5,000 ใน 6-12 เดือนข้างหน้า และอาจสามารถทำ All Time High ใหม่ได้ในไม่เกิน 2 ปีข้างหน้า --- ยุคของ Dollar Hegemony ที่ครองโลกมา 80 ปีตั้งแต่ Bretton Woods ปี 1944 กำลังถูกท้าทายอย่างโจ่งแจ้งครับ Central Banks ทั่วโลกไม่ได้ประกาศ De-Dollarization อย่างเป็นทางการ แต่การกระทำของพวกเขาชัดเจนอยู่แล้ว คือ สะสมทองคำ + ลดพึ่งพา USD + Diversify ไป Multi-Currency Reserves นักลงทุนที่ Follow แค่ Fed Policy จะพลาด Big Picture ตัวจริงที่เกิดในวงของ Central Bank ครับ ทุนสำรองโลกกำลังเปลี่ยน กลยุทธ์ลงทุนของเราก็ต้องปรับตามนะครับ Mr.Messenger รายงาน
4
64
119
10,345
Leonidas retweeted
นาที! ภูเขาน้ำแข็งยักษ์พลิกคว่ำที่กรีนแลนด์ เผยให้เห็น 'Blue Ice' น้ำแข็งโบราณอายุนับพันปีที่จมอยู่ใต้น้ำ ปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดทรงพลังและอันตรายมาก! 🧊🌊 📍บริเวณใกล้เมืองอิลูลิสซัต (Ilulissat) ประเทศกรีนแลนด์ เกิดเหตุวันที่ 25 กรกฎาคม 2026 📹Moni 💕
40
14,860
61
15,390
983,802
Leonidas retweeted
มหาลัยระดับโลก Standford ปล่อยคลิปคลาสเรียนเกี่ยวกับ Ai ความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงมาให้เรียนฟรี ใครสนใจดูได้เลย
36
15,664
74
24,284
2,342,826
3x15 Chest Workout that actually hits every angle 🔥 Save this & lock in!
1
27
121
7,495
มหาเศรษฐีล้านล้านคนแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ Elon Musk เกิดที่แอฟริกาใต้ ถูกกลั่นแกล้งอย่างหนักในวัยเด็ก อพยพไปอเมริกาเหนือ เดินทางมาพร้อมเพียงกระเป๋าเป้และความฝัน สร้างบริษัท Zip2 ร่วมกับน้องชาย ขายกิจการในอีก 4 ปีต่อมาด้วยมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ นำกำไรไปก่อตั้ง PayPal ร่วมกับผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่น ปฏิวัติวงการชำระเงินดิจิทัล ขาย PayPal ให้ eBay ด้วยมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ทุ่มทุกอย่างให้กับ Tesla และ SpaceX ถูกเยาะเย้ยเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า ถูกหัวเราะเยาะเรื่องจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ เกือบล้มละลายในปี 2008 แต่ยังคงเดินหน้าสร้างต่อไป ทำให้ Tesla กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นกระแสหลัก และเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้จรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้กลายเป็นความจริง ลดต้นทุนการเดินทางสู่อวกาศอย่างมหาศาล จุดประกายการแข่งขันด้านอวกาศเชิงพาณิชย์ยุคใหม่ สร้าง Starlink และเชื่อมต่อผู้คนนับล้านทั่วโลกด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทำให้ SpaceX กลายเป็นบริษัทเอกชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซื้อ X (Twitter เดิม) ด้วยมูลค่า 44 พันล้านดอลลาร์ หลายคนบอกว่าเขาจ่ายแพงเกินไป ถูกเรียกว่าใจร้อน โง่ และบ้าคลั่ง ผู้ลงโฆษณาจำนวนมากถอนตัว สื่อหลายแห่งประกาศว่าแพลตฟอร์มกำลังตาย นักวิจารณ์เรียกมันว่าเป็นการซื้อกิจการที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี เปลี่ยนชื่อเป็น 𝕏 และยังคงพัฒนาแพลตฟอร์มต่อไป ทำให้มันกลับมาเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ก่อตั้ง xAI และเร่งการแข่งขัน AI ทั่วโลก ส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่อวกาศ กำลังพยายามพามนุษย์ไปดาวอังคาร สร้างงานนับล้านตำแหน่ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายแสนล้านดอลลาร์ สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่จำนวนมาก ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เขา… ล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ทำงานอย่างหนักเกินกว่าคนทั่วไปจะจินตนาการ นอนในโรงงานและสำนักงาน ถูกกลั่นแกล้ง หัวเราะเยาะ และดูถูก ถูกบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “เป็นไปไม่ได้” แต่ยังคงสร้างต่อไป และทำให้สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นจริง วันนี้ เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ถูกยกย่องจากผู้สนับสนุนว่าเป็น “มหาเศรษฐีล้านล้านคนแรกของมนุษยชาติ” สร้างบริษัทที่มีมูลค่ารวมมหาศาล คนส่วนใหญ่ยอมแพ้เมื่อโลกทั้งใบหัวเราะเยาะพวกเขา แต่ Elon Musk เลือกที่จะสร้างอนาคตแทน ไม่ว่าคุณจะชอบหรือเกลียดเขา… ยากที่จะปฏิเสธว่าเขามีบทบาทสำคัญต่อหลายอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน การชำระเงิน • รถยนต์ • พลังงาน • อวกาศ • โซเชียลมีเดีย • การสื่อสาร • ปัญญาประดิษฐ์ ประวัติศาสตร์อาจไม่จดจำคนที่บอกว่า “มันเป็นไปไม่ได้” แต่อาจจดจำคนที่ลงมือทำจนสำเร็จ 🚀 ขอแสดงความยินดีกับ Elon Musk 🚀
34
916
38
913
76,037
Full Body Workout:
8
43
3,853
ใช้เงิน 1,000 บาท ลงทุน สู่ยอดขายเกือบ ‘300 ล้าน’ ลาออกจากงานประจำ มาเปิดแบรนด์เสื้อผ้า โตแรงจนเจ้านายเก่าขอร่วมหุ้นด้วย! เริ่มจากหาชุดใส่ไปทำงานไม่ถูกใจ กำเงิน 1,000 บาท ซื้อผ้ามาตัดขายเอง! คุยกับ “จูน-ณัชชา” ปั้นแบรนด์ “maison KEEPS” เสื้อผ้าแฟชั่นของคนเรียนจบ BBA ธุรกิจโตจนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ พุ่งแรงถึงขั้นที่เจ้านายเก่าขอร่วมทุนด้วย ปีหน้าตั้งเป้าใหญ่ขอโตอีกสองเท่า-แตะรายได้ “500 ล้าน” ท่ามกลางแบรนด์เสื้อผ้าเกิดใหม่มากมายในตลาดออนไลน์ แข่งขันกันด้วยดีไซน์และราคาที่ดีที่สุด แต่สำหรับ “maison KEEPS” (อ่านว่า เมซง คีพส์) ไม่ได้เริ่มต้นจากสมการที่ว่ามา “จูน-ณัชชา รชตวรภรณ์” อดีตพนักงานบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี วัย 32 ปี ตัดสินใจทำแบรนด์เสื้อผ้าเพราะหาเสื้อผ้าดีไซน์ที่ถูกใจไม่ได้ ย้อนกลับไปตอนนั้น “จูน” มีอายุเพียง 23 ปี กำลังจะเรียนจบชั้นปีที่ 4 เธอขอคำปรึกษาจากแม่ว่า จะหาซื้อชุดใส่ไปทำงานที่ไหน สิ่งที่แม่ตอบกลับมาคือชื่อของร้านสูทเจ้าดังในตลาด ไม่ได้แปลว่าดีไซน์ของร้านดังกล่าวขาดตกบกพร่อง หากแต่ไม่ถูกใจ ไม่เข้ากับความชอบส่วนตัวมากกว่า ถ้าหาแบบที่ชอบไม่ได้เสียที ก็ลองทำดูเองไปเลยแล้วกัน นั่นคือความคิดแรกสุดที่ทำให้ “จูน” เดินออกไปซื้อผ้าด้วยต้นทุนเพียง 1,000 บาท เดินหาช่างร้านเทเลอร์ตัดกางเกงออกมา 1 ตัว ตั้งใจนำกางเกงไปใส่เอง แต่ขณะเดียวกันก็มองเห็นโอกาสที่จะนำมาต่อยอด-ถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียเปิดพรีออเดอร์สั่งจองล่วงหน้า คิดทำธุรกิจแบบ “เงินต่อเงิน” จนในที่สุดก็มีลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อกางเกงแบบเดียวกัน ด้วยราคาตัวละ 1,890 บาท ตอนนั้นมีเพียงเพื่อนๆ รอบตัวเข้ามาเป็นลูกค้ากลุ่มแรก มีสินค้ากางเกงแบบเดียวและสีเดียวเท่านั้น จากนั้นก็เริ่มขยายวงไปสู่เพื่อนของเพื่อน บอกต่อปากต่อปาก ถัดจากกางเกงก็มีกระโปรง เสื้อเชิ้ตแขนยาว แล้วค่อยขยับมาที่เสื้อกล้าม หลังจากทำ “ท่อนล่าง” มาได้สักพัก จูนก็เริ่มคิดทำ “ท่อนบน” โดยยึดสไตล์ที่ชอบเป็นหลัก สะสมฐานลูกค้าและชื่อเสียงมาเรื่อยๆ กระทั่งตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แต่ไม่นานก็เกิดโควิด-19 ทุกอย่างชัตดาวน์ การทำงานที่บ้านเข้ามาแทนที่ “จูน” เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าคนไม่ออกไปทำงาน แล้วเราจะขายเสื้อผ้าใส่ไปทำงานให้ใคร ไม่รอช้า “จูน” ตัดสินใจออกแบรนด์ลูกในชื่อ “maison” สินค้าล็อตแรกๆ เป็นเสื้อไหมพรมและเสื้อยืด เน้นดีไซน์ใส่สบาย แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างก็เกิดขึ้น เมื่อพี่สาวของจูนซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์คิดนำโลโก้คำว่า “maison” วางไว้ตรงคอปกเสื้อ ปรากฏว่า สินค้าแบบดังกล่าวขายดีมาก สองพี่น้องต่อยอดนำโลโก้มาสกรีนใหญ่ๆ ตรงกลางเสื้อก็ยิ่งขายดีมากขึ้นไปอีก ซึ่ง “จูน” บอกว่า เสื้อยืดตัวนี้เปรียบเสมือน “บิลบอร์ดเคลื่อนที่” ให้กับแบรนด์ด้วย หลังจากเสื้อยืด “maison” กระแสตอบรับดีเกินคาด “จูน” ตัดสินใจยุบแบรนด์ KEEPS แล้วปรับเป็น “maison KEEPS” เสื้อยืดสกรีนโลโก้กลายเป็น Hero Product ขายดีตลอดกาลจนต้องเพิ่มไซซ์สำหรับผู้ชาย เสื้อยืดของ “maison KEEPS” ไม่ได้แตกต่างเพียงโลโก้ แต่ยังมาพร้อมเนื้อผ้าทอพิเศษที่ใส่สบายกว่าเสื้อยืดตามท้องตลาด “จูน” บอกว่า เธอกับพี่สาวเป็นคนช่างเลือกทั้งคู่ โจทย์ตอนนั้นอยากได้เสื้อยืดที่ใส่ได้ทุกวัน แล้วต้องใส่สบายสุดๆ หาเนื้อผ้ากันอยู่นานจนมาเจอผ้าที่นุ่มตั้งแต่สัมผัส ได้ใส่แล้วก็นุ่มมากขึ้นไปอีก รายละเอียดกุ๊นคอก็ต่างกัน มีเรื่องความหนา-บางเข้ามาเกี่ยวข้อง การติดแท็กโลโก้ที่ชายเสื้อก็เป็นเอกลักษณ์ที่คิดขึ้นมาเองทั้งหมด เฉพาะเสื้อคอลเลกชันนี้ “จูน” บอกว่า ขายไปแล้วหลายแสนตัว อ่านต่อ: bangkokbiznews.com/business/… #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจBusiness
103
8
127
34,227
Leonidas retweeted
ต้นทุนจริงของ AI เริ่มชัด เมื่อบริษัทใช้เยอะจนบิลแพงกว่าที่คิด . Fortune รายงานว่า บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งกำลังเจอปัญหาใหม่จากการใช้ AI ภายในองค์กร . ไม่ใช่เพราะ AI ใช้ไม่ได้ แต่เพราะพอใช้งานจริงในระดับใหญ่ ต้นทุนเริ่มสูงกว่าที่หลายบริษัทคาดไว้ . เคสที่ถูกพูดถึงคือ Microsoft . ตามรายงานของ The Verge Microsoft เริ่มยกเลิก direct Claude Code licenses ส่วนใหญ่ภายในบริษัท และให้วิศวกรหันไปใช้ GitHub Copilot CLI แทน . Claude Code คือเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดจาก Anthropic ที่ Microsoft เพิ่งเปิดให้พนักงานหลายพันคนทดลองใช้เมื่อประมาณ 6 เดือนก่อน . กลุ่มที่ได้ลองใช้ไม่ได้มีแค่ developer แต่รวมถึง project manager, designer และพนักงานทีมอื่น ๆ ด้วย . ปัญหาคือ Claude Code ได้รับความนิยมเร็วมาก จนการใช้งานในปริมาณสูงเริ่มกลายเป็นต้นทุนที่ต้องควบคุม . อย่างไรก็ตาม การยกเลิก license ภายในครั้งนี้ ไม่ได้กระทบดีลใหญ่ระหว่าง Microsoft กับ Anthropic ผ่าน Foundry . ดีลดังกล่าวยังรวมถึงการลงทุนสูงสุด 5 พันล้านดอลลาร์ ใน Anthropic และข้อตกลงที่ Anthropic จะซื้อ Azure compute มูลค่า 30 พันล้านดอลลาร์ . Microsoft ไม่ใช่บริษัทเดียวที่เจอปัญหานี้ . The Information รายงานว่า Uber ใช้งบสำหรับ AI coding tools ของปี 2026 หมดภายในแค่ 4 เดือนแรก . ก่อนหน้านั้น Uber เคยกระตุ้นให้พนักงานใช้ AI มากขึ้น ผ่าน leaderboard ภายในองค์กรที่จัดอันดับทีมตามการใช้ AI tools . ประเด็นสำคัญคือ AI หลายตัวคิดค่าใช้จ่ายตาม token . ยิ่งใช้เยอะ ยิ่งให้ AI อ่านข้อมูลเยอะ คิดหลายขั้นตอน เขียนโค้ด แก้โค้ด หรือทำงานแบบ agentic workflow . ต้นทุน compute ก็ยิ่งเพิ่มตาม . นี่คือสิ่งที่รายงานเรียกว่า AI paradox . แม้ต้นทุนต่อ token จะถูกลงเรื่อย ๆ แต่ถ้าปริมาณการใช้เพิ่มเร็วกว่า บิลรวมของบริษัทก็ยังแพงขึ้นได้ . Goldman Sachs คาดว่า agentic AI อาจทำให้การใช้ token เพิ่มขึ้น 24 เท่า ภายในปี 2030 ไปถึงระดับประมาณ 120 quadrillion tokens ต่อเดือน . ขณะที่ Gartner คาดว่า ต้นทุน inference ของโมเดลขนาดใหญ่ อาจถูกลงเกือบ 90% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2025 . แต่ Gartner ก็เตือนว่า token ที่ถูกลง ไม่ได้แปลว่า enterprise AI จะถูกลงเสมอไป . เพราะ AI agent ใช้ token ต่อหนึ่งงานมากกว่าโมเดลทั่วไปมาก และผู้ให้บริการ AI อาจไม่ได้ส่งต่อต้นทุนที่ลดลงทั้งหมดให้ลูกค้า . Bryan Catanzaro จาก NVIDIA เคยให้สัมภาษณ์กับ Axios ว่า “สำหรับทีมของผม ค่า compute สูงกว่าค่าจ้างพนักงานไปมาก” . นี่ทำให้คำถามเรื่อง AI ในองค์กรเริ่มเปลี่ยนไป . จากเดิมที่ถามว่า AI ช่วยให้พนักงานทำงานเร็วขึ้นไหม . กลายเป็นว่า ความเร็วที่ได้มา คุ้มกับค่า compute ที่ต้องจ่ายหรือเปล่า . เพราะในวันที่ทุกบริษัทอยากมี AI agent ทำงานคู่กับพนักงาน ต้นทุนที่ตามมาอาจใหญ่กว่าที่หลายคนคิด
15
659
42
401
292,994