nicobar retweeted
งานที่ทำให้เหนื่อยที่สุดไม่ใช่งานที่หนักที่สุด แต่คืองานที่ทำให้เราต้องแกล้งเป็นคนอื่นตลอดเวลา เราหัวเราะในเรื่องที่ไม่ขำ เห็นด้วยกับสิ่งที่ไม่เชื่อ และแสดงความกระตือรือร้นกับสิ่งที่ใจไม่ได้อยู่ด้วย
พลังงานส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการรักษาภาพลักษณ์ มากกว่าการลงมือทำงานจริง ถ้าวันไหนเราเริ่มรู้ว่าตัวเองเหนื่อยเพราะอะไร ก็เท่ากับเริ่มรู้แล้วว่าควรหันไปทางไหน ไม่จำเป็นต้องลาออกทันที แต่ควรเริ่มหาพื้นที่เล็กๆ ที่เราได้เป็นตัวเองมากขึ้นทีละนิด
nicobar retweeted
อย่าไปคาดหวังกับใครมาก ไม่มีใครเป็นเหมือนเดิมได้ตลอดไปหรอก ขนาดเรายังเปลี่ยนไปในทุกๆวันเลย แค่ 1 นาที ท้องฟ้าก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
nicobar retweeted
เป็นอะไรที่ประสาทมาก โอ๋ฝั่งคนไข้เกิน หมอมันไม่ได้มีพอลงไปเยี่ยมบ้านวันละเป็น10เคสป่ะวะ ญาติก็เอาคนไข้มาลำบาก บอกให้เอามาเจาะประจำปีก็ไม่เอามา จะให้ทำไง ญาติมาแทนไมาต้องจ่ายยาหรอ
nicobar retweeted
ถ้าไม่ใช่คนจริง คิดคำพูดแบบนี้ไม่ได้นะ
‘ปราถนาให้ชาติกำเนิดของทุกคนเป็นโมฆะ ไม่ให้มีเด็กคนไหนอดตายในความมั่งคั่งของประเทศนี้ ให้คนแก่ทุกคนได้รับบำนาญอย่างสมเหตุสมผลสมกับที่เขาส่งมาทั้งชีวิต’
เป็นสปีชสิบกว่านาทีที่ควรฟังเต็มๆสักครั้งในชีวิตนะ
#เลือกตั้งประกันสังคม
nicobar retweeted
นี่มีช่วงนึงเหมือนอาจารย์เจเลย เครียดเรื่องเกี่ยวกับงาน ในบางทีอยากระบายอยากเล่าให้ใครสักคนฟัง ขอแค่รับฟังก็พอ บางทีโทรกลับบ้านหรือกลับไปอยู่บ้านช่วงวันหยุดยาว ๆ เล่าเรื่องทำนองนี้ให้ที่บ้านฟัง สุดท้ายก็โดนสั่งสอนกลับมาเพราะเขาไม่ได้อยู่ในบริบทเหมือนเรา เขาไม่เข้าใจเรา กลายเป็นว่าเราชอบอยู่กับตัวเองที่สุด อาจจะไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่อย่างน้อยก้ไม่ต้องถูกซ้ำเติมอะ
nicobar retweeted
อยากแทงสวนมากเลยอ่ะ.... คือราชการมันเป็นงานจมอ่ะ ไม่ได้สร้าง transferable skill มันสบายก็จริง แต่สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ มันจะอุ้มราชการไปได้อีกนานแค่ไหนหรอ...
ปลายทศวรรษนี้จะยังไหวอยู่เปล่าไม่รู้เลย ให้รอสิบปี inflation มันเยอะมากจริงๆ ระบบใดๆ ถ้ามัน inflate มากเกินไปมันก็แตกหมด..
🤖 Made with AI
nicobar retweeted
บางคนไม่ได้ทำงานเก่งเลย แค่ขายตัวเองเก่ง ไปสัมภาษณ์ที่ไหนก็ได้งานง่ายไปหมด ในขณะที่บางคนทำงานเก่งแต่สื่อสารไม่เก่ง กว่าจะได้งานทีเหนื่อยกว่าหลายเท่า ซึ่งบางทีไม่ได้แพ้เพราะความสามารถน้อยกว่าด้วยนะ แต่แพ้ตรงที่อีกคนเล่าความสามารถของตัวเองได้ดีกว่าแค่นั้นเอง
nicobar retweeted
เราทำคอนเท้นการเงิน แต่ไม่กล้าให้คำแนะนำกอดงานกับใครเลย รู้ว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ล่าสุดใกล้ตัวมาก แฟนเราเป็น panic attack จากหัวหน้าเฮงซวย ใจเต้นแรง ขาสั่น ขับรถไม่ได้ ดีว่ารถติด รถค่อย ๆ ไหลช้า ๆ เลยประคองรถไปได้ ตอนนี้ลาออกมารักษาตัวเรียบร้อยแบบไม่มีงานรองรับ บางทีงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตอะ มีเงินแต่ไม่ได้อยู่ใช้เงินสุดท้ายเราทำงานไปเพื่ออะไร
พออายุเยอะขึ้นเริ่มรู้สึกว่าเงินเดือนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของงาน ซึ่งก็สำคัญ แต่อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เลิกงานแล้วเรายังเหลือ ตัวเราอยู่ไหม ยังมีแรงใช้ชีวิต ยังมีแรงรักคนรอบตัว ยังมีแรงทำสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่ไหม หรือหมดทุกอย่างตั้งแต่ยังไม่ถึงบ้านแล้ว
แนะนำว่าถ้าทำงานไปแล้วกระทบกับ mental health อย่ากอดงานเลยคับ
ค่าจิตบำบัด+จิตแพทย์ ไม่คุ้มกัน ยังไม่รวมปัญหาสุขภาพต่างๆที่จะตามมา
บางคนเครียดกินเยอะ -> นน.ตัวมากขึ้น
ทางนี้พฤติกรรมเปลี่ยน นิสัยก้าวร้าวขึ้น
ตอนนี้ก็รักตัวเองออกจากงานมานานอยู่ สุขภาพจิตดีกว่าตอนทำงานเยอะเลยงับ
ส่วนเรื่องเงินนี้หาไรทำตามคนใน x นี้แหละคับ
nicobar retweeted
จริงที่ว่าคำถาม มองอนาคต 3-5 ปีนังไงมันใช้วัดเป้าหม่ยได้ แต่สำหรับเด็กจบใหม่ First Jobber มันอาจจะไม่ชัดขนาดนั้น ผมเองตอน5ปีแรกของการทำงาน คิดแต่จะเก็บปสก ทักษะ และค้นหาตัวเอง เวลาเจอคำถามพวกนี้ จะตอบแค่ว่ามองระยะสั้น
ส่วนตัวมองว่าที่เด็กตอบแบบนี้ make sense มากๆ แล้วฮะ
วันนี้ได้สัมภาษณ์น้องๆ เข้าทีม 4 คน เป็น Gen Z ล้วน เลยทำให้เห็นว่าภาพการสัมภาษณ์เด็กจบใหม่ตอนนี้เปลี่ยนไปจากเดิมเยอะเหมือนกัน
อย่างแรกคือ First Impression เรื่องเสื้อผ้าและสีผม มีทั้งสีแฟชั่นและสีสว่างๆ ซึ่งดูเป็นตัวเองกันมาก ส่วนตัวเราไม่ได้ติดอะไรกับเรื่องนี้นะ แต่ถ้าย้อนไปยุคที่เราเพิ่งเริ่มทำงาน เรื่องพวกนี้คือโจทย์แรกๆ ที่โดนกรอกหูมาเลยว่าต้องเนี้ยบ ต้องสุภาพเท่านั้น
จุดที่ทำให้กลับมานั่งคิดต่อจริงๆ คือตอนสัมภาษณ์น้องคนนึง พอร์ตดี ไหวพริบดี บุคลิกดีมาก เรายิงคำถามไปว่า “อีก 3–5 ปีข้างหน้า มองภาพตัวเองไว้ยังไง หรืออยากเติบโตไปถึงจุดไหน”
น้องตอบประมาณว่า ยังไม่ได้วางแผนไกลขนาดนั้น อยากลองทำตรงนี้ดูก่อน แล้วดูว่ามีอะไรน่าสนใจให้เรียนรู้เพิ่มบ้าง ยอมรับว่าเรามีกระตุกนิดนึง เพราะเวลาเจอคนที่มีแวว เรามักคาดหวังคำตอบที่มีเป้าหมายชัดขึ้นมาหน่อย ว่าอยากเก่งอะไร อยากโตไปทิศทางไหน เพราะมันช่วยให้เรามองเห็นด้วยว่าจะวางแผนการทำงาน และพัฒนาน้องไปทางไหนได้บ้าง
แต่พอมานั่งคิดดูอีกที…จริงๆ คำถาม “อีก 5 ปีอยากเป็นอะไร” ยังเหมาะกับบริบทการทำงานทุกวันนี้อยู่รึเปล่า?
เพราะ Career Path ทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่เส้นตรงแบบ Junior → Senior → Manager → Director แล้ว บางคนอาจมองการเติบโตผ่าน Skill Set มากกว่าตำแหน่ง สนใจว่าเข้ามาแล้วจะได้เรียนรู้อะไร ได้เก็บทักษะอะไรไปต่อยอด หรืออาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีก 5 ปีจะอยากทำอะไร เพราะงานบางอย่างที่เขาจะทำในอนาคต วันนี้อาจยังไม่มีด้วยซ้ำ
เลยกลายเป็นว่าแทนที่จะกลับมาคิดว่า “ทำไมน้องตอบคำถามนี้ไม่ได้” เรากลับมาคิดว่า “หรือเราควรเปลี่ยนคำถาม?”
ในฐานะคนสัมภาษณ์หรือหัวหน้างาน บางทีสิ่งที่ต้องอัปเดตตามโลกการทำงาน อาจไม่ใช่แค่ Skill Set ของคนสมัคร แต่รวมถึง ชุดคำถามและมุมมองที่เราใช้เลือกคนด้วยเหมือนกัน
#PKWorkIRL
nicobar retweeted
เวลาเราเจอคนพูดไม่ดีใส่ในที่ทำงาน แล้วทุกคนบอกว่าอย่าเอามาใส่ใจเนี่ย กูรู้สึกว่ามันเป็นการไม่เรสเปคตัวเองเลยจริงๆ ทำไมต้องทำเหมือนเป็นเรื่องปกติที่มันเกิดขึ้นได้อยู่ตลอด เกิดมาเป็นมนุษย์ มีสติ ปัญญาเล่าเรียนมาจนขนาดนี้ ถ้าแค่พูดดีๆใส่คนอื่นไม่ได้มึงอย่าเกิดเลย
nicobar retweeted
เอาแบบกลางๆ นะ แล้วจะให้ตอบว่าเป็นแฟนกันหรอ…อันนี้อยากทราบ บางคนมีแฟนยังไม่บอกให้ใครรู้เลย ละนี่นักข่าวถามกลางวงขนาดนี้ ถ้าตอบว่าใช่ครับเป็นแฟนกัน ก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาประกาศอะ 🥲
nicobar retweeted
#ER101 หากสงสัย Bacterial Meningitis อย่ารอส่ง CT จนทำให้ Antibiotics ล่าช้า
- ผู้ป่วยมีไข้ ปวดศีรษะ ซึม คอแข็ง หรือมี meningococcal sepsis แล้วคิดว่า “ต้อง CT ก่อน → แล้วค่อย LP → แล้วค่อยให้ยา” อาจทำให้การรักษาที่สำคัญที่สุดล่าช้า !!
- ในผู้ป่วยที่สงสัย bacterial meningitis ควรเก็บ CSF ก่อนให้ Antibiotics หากสามารถทำ LP ได้อย่างปลอดภัยและสามารถทำได้ทันที
** แต่ห้ามรอ CT/LP จนทำให้การให้ Antibiotics ล่าช้า
- WHO 2025 ให้คำแนะนำระดับ strong recommendation ว่าไม่ควรทำ imaging เป็น routine ในผู้ป่วยที่สงสัย acute meningitis
- และในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ให้ทำ CT ก่อน LP สิ่งสำคัญคือ การเก็บ blood cultures ถ้าทำได้โดยไม่เสียเวลา จากนั้นเริ่ม empirical IV antibiotics แล้วจึงส่ง CT/LP เมื่อพร้อม
- ในทางปฏิบัติ ให้ stabilize ABC ประเมินว่ามีเหตุให้ defer LP หรือไม่ ?? จากนั้นเก็บ blood cultures หากทำได้โดยไม่ทำให้การรักษาช้า และเริ่ม empirical IV antibiotics ตามอายุ ปัจจัยเสี่ยง และ local antibiogram โดยเร็วที่สุด
- WHO ระบุเป้าหมาย “ภายใน 1 ชั่วโมงหลังมาถึงสถานพยาบาล” เป็น reasonable benchmark สำหรับการเริ่ม empirical antimicrobial therapy ในผู้ป่วยที่สงสัย acute bacterial meningitis
- แม้การให้ Antibiotics ก่อน LP อาจลด yield ของ CSF culture แต่ผลเสียนี้ไม่หนักเท่าการปล่อยให้ bacterial meningitis ดำเนินต่อเพราะต้องรอทำ CT/LP
#ERร่าเริง #Meningitis #Neurology #EmergencyMedicine #ER #CriticalCare #ICU
เคย 1-1 แล้วเมเนเจอร์พูดประมาณว่า ‘ถ้าวันไหนตื่นมาแล้วรู้สึก burn out ก็สามารถลาป่วยได้เลย เพราะมันก็คือการป่วยทางใจอย่างนึง หรือถ้าวันไหนหนูอกหักก็ใช้ลาป่วย + ลาพักร้อนไปเลย พี่ไม่อยากให้น้อง ๆ ของพี่ทำงานทั้ง ๆ ที่สภาพจิตใจไม่พร้อม’ กูอยากกราบบบบบ ถ้านี่ไม่ใช่เมเนเจอร์ที่เข้าใจลูกน้องที่สุด
เอาจริง ๆ ที่ออสเตรเลีย เวลาคนลาป่วยไม่เคยรู้เลยว่าแต่ละคนเป็นอะไร บอกแค่ I am not feeling well. I will take sick leave today. แทบไม่มีภาคต่อว่าเป็นอะไร ไข้เท่าไหร่ ปวดตรงไหน ไปหาหมอไหม 5555
แชร์รายละเอียดไปจะกลายเป็น Overshare เหมือน corporate culture ของออสมองว่าเรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องแชร์ ถ้าตอนทำงานที่ออสพิมพ์ละเอียดไป คงอ่านแล้วแปลก ๆ เพราะปกติเค้าไม่แชร์กัน เคยพิมพ์ไปครั้งนึงคือ Influenza A จ้าทุกคน (เพราะคิดว่าคงลายาว) กด ว๊าวว 😮 กันทั้งทีม จะบ้า
ตาม Fair Work สิ่งที่พนักงานต้องแจ้งหลัก ๆ
- ลาป่วย
- จะหยุดประมาณกี่วัน
- ถ้าบริษัทขอ ก็อาจต้องมีหลักฐาน เช่น Medical Certificate (ส่วนใหญ่ขอแค่ถ้าลาเกิน 3 working days)
แม้แต่ใบ Medical Certificate ในออสเอง ก็ไม่มีดีเทล เขียนแค่ว่า “unfit for work due to a medical condition” จบ
พร้อมระบุวันที่ ไม่มีเขียนรายละเอียดโรค
งง คนในทวิตโง่หรืออะไร ก็เป็นแฟนกันนั่นแหละ แค่ชีตอบปั่นๆทำเป็นปากแข็งไปเฉยๆ คืออ่านน้ำเสียงภาษากายไม่ออกกันหรอ
This Post is from an account that no longer exists. Learn more





























