Pinned Tweet
อีกสองอาทิตย์หมดเขตยื่นภาษีออนไลน์! 💸
มีของเล่นใหม่มานำเสนอสำหรับใครที่ยังงงอยู่ว่าตกลงภาษีมันคิดยังไงแน่? ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่เตรียมยื่นหรือมือไม่ใหม่แต่ยังงง มาลองเข้าใจภาษีแบบ "เห็นภาพ" ผ่าน interactive data visualization ตัวนี้กันครับ
👉 taepras.github.io/howtotax/ 👈
it depends™ retweeted
American suburbs are some of the few places on earth that require a car to access basic necessities.
Yet people act like this is normal and healthy.
it depends™ retweeted
I think it's very important that we remember that it wasn’t the CEOs and billionaires who saved us during COVID-19. It was the janitors, nurses, cleaning crews, grocery and food workers with their hard, often invisible labor.
it depends™ retweeted
Billionaires did not get rich by working harder. They got rich by making sure you work harder, get paid less, and spend more.
it depends™ retweeted
The fact that billionaires still want more money should be studied by the same people who study serial k!llers.
it depends™ retweeted
คุณอยากเป็น active citizen คุณไม่ต้อง "ตามการเมือง" ก็ได้ครับ
ถ้าตามการเมือง แต่ไม่เคยหยิบกฏหมายซักฉบับมาอ่าน ไม่รู้จักกฏหมายซักข้อ ไม่รู้ผลกระทบของกฏหมายแย่ๆ ซักเรื่อง คุณควรเริ่มจากการเช็คกฏหมายที่มีปัญหา แล้วค่อยไปเช็คพรรคที่มีแนวความคิดเหมือนคุณ
เพราะถ้าคุณตาม แล้วคุณเชียร์แม่งเป็นกีฬาสีน่ะ ผมรับรองได้ว่าเป็นการตามที่โคตรสูญเปล่า แถมทำให้มันพังกว่าเดิม
ผมว่าคุณควรอยู่นิ่งๆ แล้วรอออกเสียงตามกติกาแทนดีกว่า
#iwarnedyou
it depends™ retweeted
You're not struggling because immigrants took your job. You're struggling because billionaires took your wages.
แล้วพอขายไม่ได้เพราะคนซื้อเริ่มมองหาของที่ปล่อยมลพิษต่ำ ก็จะมาลงกับรัฐบาลอีก
เสียงจากชาวนา หลังมีกระแสข่าวโครงการรถไถ EV 500 คัน ราคาคันละ 16 ล้าน ของกระทรวงเกษตรฯ ซัดแก้ไม่ถูกจุด เวลาจะใช้ยังต้องรอต่อคิว แนะแค่ลดค่าน้ำมันก็ช่วยชาวนาแล้ว ขณะที่ล่าสุด “สุริยะ” แจงแล้วเป็นการสื่อสารคลาดเคลื่อน ราคารถแทรกเตอร์คันละ 1.6 ล้าน ไม่ใช่คันละ 16 ล้าน
#ข่าวช่อง3 #ครอบครัวข่าว3 #รถไถEV #ชาวนา #กระทรวงเกษตร
it depends™ retweeted
17 ตุลาคม 2562 ‘ปิยบุตร’ อภิปรายค้าน พ.ร.ก.โอนกำลังพล
วันที่ 17 ตุลาคม 2562 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านการอนุมัติ พระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 โดยตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดเรื่องดังกล่าวจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจนรัฐบาลต้องออกเป็น พ.ร.ก.แทนที่จะดำเนินการผ่านกระบวนการตราพระราชบัญญัติตามปกติ
พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ การโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ จากกองทัพบก กระทรวงกลาโหม ไปเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์
รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เหตุผลว่า การโอนกำลังพลเป็นเรื่องเกี่ยวกับการถวายอารักขา การถวายพระเกียรติ และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเป็นต้องมีความพร้อมอย่างต่อเนื่อง และต้องจัดโครงสร้างกำลังพลให้เหมาะสมเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูงสุด จึงเข้าลักษณะเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
อย่างไรก็ตาม ปิยบุตรเห็นต่าง โดยอภิปรายว่าปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่เนื้อหาของการโอนกำลังพล แต่คือ การเลือกใช้ ‘พ.ร.ก.’ เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย
ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 172 คณะรัฐมนตรีสามารถตรา พ.ร.ก.ได้ในกรณีที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ แต่ต้องเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็น ‘กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้’
ปิยบุตรจึงตั้งคำถามว่า การโอนหน่วยทหารทั้ง 2 หน่วยมีความฉุกเฉินและเร่งด่วนถึงขั้นไม่สามารถใช้กระบวนการออกกฎหมายปกติผ่านรัฐสภาได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อรัฐสภากลับมาเปิดทำการแล้ว และพิจารณาร่างกฎหมายได้ตามกระบวนการปกติ
อีกประเด็นที่ปิยบุตรตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมา คือพฤติกรรมการใช้อำนาจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ หลังสิ้นสุดรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ปิยบุตรระบุว่า ในช่วงที่พลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้า คสช. เคยมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 ซึ่งออกคำสั่งที่มีผลในทางนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการรัฐสภาตามปกติ และตั้งข้อสังเกตว่า เมื่ออำนาจมาตรา 44 สิ้นสุดลง รัฐบาลไม่ควรนำกลไกตามมาตรา 172 มาใช้จนกลายเป็นเครื่องมือทดแทนวิธีการใช้อำนาจในยุค คสช.
ปิยบุตรจึงเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร และกล่าวในทำนองว่า ต้องไม่ปล่อยให้พลเอกประยุทธ์กลายเป็น ‘ข้อยกเว้น’ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ท้ายที่สุด ปิยบุตรระบุว่า เขาเห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญมาตรา 172 และในฐานะ สส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงไม่สามารถลงมติอนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้ พรรคอนาคตใหม่จึงมีมติไม่เห็นชอบกับ พ.ร.ก.ดังกล่าว
สุดท้าย ที่ประชุมสภาฯ ลงมติเห็นชอบ 376 เสียง ไม่เห็นชอบ 70 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ทำให้สภาฯ อนุมัติ พ.ร.ก.ดังกล่าว โดย สส.พรรคอนาคตใหม่ลงมติไม่เห็นชอบ
เหตุการณ์วันที่ 17 ตุลาคม 2562 เป็นอีกฉากสำคัญทางการเมืองไทย โดยเฉพาะการโหวต ‘ไม่เห็นชอบ’ กับ พ.ร.ก.ในลักษณะดังกล่าว
หลายเดือนหลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ปิยบุตรให้สัมภาษณ์กับ The Momentum ย้อนถึงการอภิปราย พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ ครั้งนั้นว่า เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรค
เมื่อถูกถามตรงๆ ว่า การอภิปรายดังกล่าวนำไปสู่การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ ปิยบุตรตอบว่า ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ในความเชื่อส่วนตัว เขามองว่า การอภิปราย พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ รวมถึงการที่ สส. 70 คนลงมติไม่เห็นชอบ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ สส.บางส่วนประเมินว่า การอยู่กับพรรคอนาคตใหม่มีความเสี่ยง และตัดสินใจย้ายออกไปอยู่พรรคอื่น
ส่วนคำถามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้พรรคถูกยุบหรือไม่ ปิยบุตรระบุว่าเป็นเรื่องที่สังคมวิเคราะห์กันได้ และกล่าวต่อว่า ด้วยแนวคิด แนวทาง และนโยบายของพรรคที่ประกาศมาตั้งแต่ก่อตั้ง เขาเชื่อว่า ‘ไม่โดนรอบนี้ก็ต้องโดนอยู่ดี’
ที่สำคัญ เมื่อ The Momentum ถามว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ และรู้ว่าการอภิปรายครั้งนั้นอาจทำให้พรรคแตก มีสมาชิกย้ายออก หรือกระทั่งหากสมมติว่าเป็นเหตุให้พรรคถูกยุบ เขายังจะทำหรือไม่ ปิยบุตรตอบว่า “ต้องทำ ต้องทำเหมือนเดิม” เพราะสำหรับเขา นี่คือบทพิสูจน์ว่า เมื่อแนวคิดที่พรรคประกาศไว้ต้องเผชิญกับสถานการณ์จริง พรรคจะยืนยันในหลักการเดิมหรือถอยออกมา
“ถ้าคุณถอย เท่ากับว่าคุณก็ไม่มีความใหม่แล้ว คุณก็เหมือนกับการเมืองแบบเดิมทั้งหมด ตรงกันข้าม ถ้าไม่ทำ ผมจะเสียใจกว่านี้เยอะ” ปิยบุตรกล่าวกับ The Momentum
ภาพ: AFP
#TheMomentum #อนาคตใหม่ #พรกโอนย้ายกำลังพล #ปิยบุตร
it depends™ retweeted
ตอนไปแลกเปลี่ยนที่ฝรั่งเศส โฮสชอบเก็บถุงพลาสติกไว้ใช้ แต่เขาไม่ได้พับแค่ขยำๆรวมไว้ในถุงเดียวกัน แล้วฉันก็พับแบบนี้เนี่ยแหละ โฮสที่บ้านตื่นเต้นกันใหญ่ทั้งพ่อแม่น้องสาวน้องชายมาขอให้สอนหมด แล้วหลังจากนั้นคนทั้งบ้านก็เอาถุงพลาสติกทั้งหมดที่มีอยู่มาช่วยกันนั่งพับจนหมด ฑูตวัฒนธรรมสุดๆ
it depends™ retweeted
ปิดดีลสำเร็จ! ‘ยศชนัน’ นำทีมประเทศไทยลงนาม MOU ชาติผลิตชิประดับโลก ดึงบริษัทยักษ์ NXP และสถาบันชั้นนำเนเธอร์แลนด์ ลงนามขับเคลื่อน ‘Siam Silica’ ดันไทยผงาดฮับเซมิคอนดักเตอร์อาเซียน
.
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นำทีมประเทศไทยร่วมลงนาม MOU และ MOA กับบริษัท เอ็นเอ็กซ์พี แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด (NXP ประเทศไทย), Siam Silica, University of Twente และสถาบันชั้นนำจากเนเธอร์แลนด์ เพื่อขับเคลื่อนโครงการ Siam Silica มุ่งพัฒนาทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็นฮับเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
.
ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการต่อยอดจุดแข็งของประเทศไทยในเทคโนโลยี "ชิปแสง" (Photonics) และ "การประกอบบรรจุชิปขั้นสูง" (Advanced Packaging) พร้อมทั้งสานต่อแนวคิดการสร้าง พ.ร.บ. ชิปอาเซียน (ASEAN Chips Act) โดยได้รับการสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์จาก BOI และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกับโครงการ Brainport ของเนเธอร์แลนด์ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยสู่เศรษฐกิจใหม่ระดับสากล
.
#พรรคเพื่อไทย #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #Photomics #SiamSilica
อยากให้คนศึกษาข้อมูลกันมากขึ้นเหมือนกัน มันจะคุยกันได้ตรงจุดแล้วจะได้อะไรมากกว่ากันเยอะเลย
(อันนี้ก็พูดทุกปี) คนไทยนี่แม่งแปลกสัสๆ ด่ารัฐเป็นแบบนั้นแบบนี้
แต่ไม่เคยลงไปศึกษากลไกว่ามันมีช่องโหว่ตรงไหน
ในกฎหมาย ในระเบียบ อันไหนที่เป็นปัญหา
แล้วก็พุ่งเป้าเจาะแก้ตรงนั้นเลย ถอนรากถอนโคน
เพราะลำพังบางที ขรก. กันเอง แม่งแย้งว่าอันนี้มันควรเปลี่ยนได้แล้ว มันมีปัญหากับทั้งชาวบ้าน ทั้ง ขรก. รับเคส
นี่ยังไม่นับรวมว่าด่ารัฐ แต่เวลาเลือกตั้งก็รับตังค์ กาคนซื้อเสียงอีก
นี่พยายามไม่เหมารวมสุดๆ ละนะ ใครที่ไม่ได้ทำตามแบบที่ผมบ่นมา คุณนี่แหละคือ active citizen ตัวจริง
ในทางทฤษฎี ใช่ ควรเตรียมให้พอ
ในทางปฏิบัติ แปลว่าต้องขุดเมือง เวนคืน วางท่อ อุโมงค์ยักษ์ใต้เมืองเพิ่มแรงระบายน้ำให้ได้อีก 4 เท่าจากที่มีอยู่ปัจจุบัน
คือมันทำได้แหละ แค่ไม่ง่าย ก็ต้องรอดูว่าทำได้เร็วแค่ไหน งบก้อนใหญ่ขนาดนี้มีพอมั้ย โปร่งใสแค่ไหน คนทนรถติดก่อสร้างกันได้แค่ไหน
“ตก 3 วันก็ท่วมแล้ว” แล้วทำไมไม่ออกแบบระบบให้รับมือวันที่ฝนหนักที่สุด?
#CK #น้ำท่วมกรุงเทพ
CK ตั้งคำถามถึงแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยมองว่าการล้างท่อระบายน้ำแม้จะจำเป็น แต่หากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันแล้วเมืองยังท่วมอยู่ ก็ควรกลับมาทบทวนว่าเรากำลังแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงหรือไม่ พร้อมเสนอให้ตั้งโจทย์เผื่อสถานการณ์เลวร้ายที่สุด หรือ Worst Case ตั้งแต่แรก
เราว่าวิธีคิดนี้น่าสนใจตรงที่มันเปลี่ยนจากการถามว่าแต่ละปีเราทำอะไรไปแล้วบ้าง มาเป็นการถามว่าสิ่งที่ทำอยู่ช่วยให้เมืองรับมือวิกฤตได้ดีขึ้นแค่ไหน เพราะการทำงานตามแผนกับการแก้ปัญหาได้จริง ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกัน
CK ยกตัวอย่างรถยนต์ที่ต้องมี Airbag และเครื่องบินที่ต้องผ่านการทดสอบสถานการณ์รุนแรง ก่อนเปรียบเทียบว่า มนุษย์ยังพัฒนาจรวดให้ออกนอกโลกแล้วกลับมาได้ แล้วทำไมเราถึงจะตั้งเป้าพัฒนาระบบรับมือน้ำท่วมให้ดีกว่านี้ไม่ได้? โดยเขายอมรับด้วยว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ แต่ต้องการเสนอวิธีคิดในการแก้ปัญหา
"...วิสุทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อพิจารณาประวัติการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติของไทย จะพบว่าส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ... ขณะที่ไทยยังไม่เคยเป็นเจ้าภาพเวทีระดับผู้นำด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม"
น่าสนใจ
วิสุทธิ์ยินดีไทยจัดประชุมธนาคารโลก-IMF ราบรื่น เสนอเล็งเป้าเป็นเจ้าภาพเวที COP และ WUF ชูบทบาทสังคมและสิ่งแวดล้อมโลก
วิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความยินดีกับความสำเร็จของไทยในการจัดการประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พร้อมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น เวที COP และ WUF เพื่อขยายบทบาทของประเทศในการร่วมกำหนดวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก
วิสุทธิ์กล่าวชื่นชมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง รวมถึงข้าราชการที่ร่วมเตรียมความพร้อมมาเป็นเวลาหลายปี นับตั้งแต่กระบวนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจนงานสำเร็จลุล่วง ซึ่งส่งผลให้ไทยได้รับความสนใจจากนานาชาติ โดยระบุว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เวทีธนาคารโลก-IMF ได้เปิดโอกาสให้ประเทศรายได้ปานกลางเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เปรูในปี 2015 อินโดนีเซียในปี 2018 โมร็อกโกในปี 2023 จนมาถึงไทยในปี 2026
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในศักยภาพการจัดการประชุมของไทย ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากอดีต ทั้งการจัดการประชุมธนาคารโลก-IMF ในปี 1991 การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ในปี 2000 และการประชุม APEC ในปี 2022
อย่างไรก็ตาม วิสุทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อพิจารณาประวัติการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติของไทย จะพบว่าส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หนี้สาธารณะ การค้า การลงทุน และระบบการเงิน
ขณะที่ไทยยังไม่เคยเป็นเจ้าภาพเวทีระดับผู้นำด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้จะเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อน แต่ก็เป็นเวทีที่เปิดกว้างให้ประชาชนและภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดวาระการพัฒนาที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนโดยตรง
นอกจากนี้ การชุมนุมของเครือข่ายภาคประชาชนในระหว่างการประชุมธนาคารโลก-IMF ที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอีกหลายด้าน ทั้งมิติด้านความเหลื่อมล้ำ สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน แม้ประเด็นเหล่านี้จะไม่ใช่เป้าหมายหลักของการประชุมดังกล่าว แต่ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้ทบทวนแนวทางการเพิ่มน้ำหนักให้กับเวทีด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติ
วิสุทธิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า เวทีขององค์กรระหว่างประเทศสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่เน้นด้านเศรษฐกิจ การค้า และการเงิน เช่น ธนาคารโลก องค์การการค้าโลก (WTO) และ IMF กับกลุ่มที่เน้นด้านสิทธิมนุษยชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านกลไกของสหประชาชาติ เช่น การประชุมรัฐภาคีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ (COP) ซึ่งมีการหารือครอบคลุมถึงสิทธิเด็ก สตรี ผู้พิการ ชุมชน และกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนเวทีเมืองโลก (World Urban Forum: WUF) ที่ให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยและความเป็นอยู่ของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเวทีในกลุ่มหลังนี้จะเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากกว่า
“บางครั้งสองกลุ่มนี้หาจุดร่วมเพื่อทำงานร่วมกันได้ แต่บางครั้งก็ไม่ การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงต้องนำมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของทั้งสองค่ายมาพิจารณาร่วมกันให้ได้” วิสุทธิ์กล่าว
สำหรับโอกาสของประเทศกำลังพัฒนาในการมีส่วนร่วมกำหนดวาระระดับโลกนั้น วิสุทธิ์ให้ข้อมูลว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เวที COP ได้เปิดโอกาสให้ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น เคนยาในปี 2006 อินโดนีเซียในปี 2007 แอฟริกาใต้ในปี 2011 เปรูในปี 2014 โมร็อกโกในปี 2016 อียิปต์ในปี 2022 และบราซิลในปี 2025 ขณะที่เอธิโอเปียมีกำหนดเป็นเจ้าภาพในปี 2027 ส่วนเวที WUF เคยจัดขึ้นที่มาเลเซียในปี 2018 และอียิปต์ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่ของประเทศกำลังพัฒนาบนเวทีโลก
ในช่วงท้าย วิสุทธิ์ได้เน้นย้ำว่า ไทยมีศักยภาพในการจัดประชุมระดับนานาชาติได้เป็นอย่างดี ลำดับต่อไปจึงอยู่ที่การตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรให้ไทยสามารถก้าวขึ้นไปร่วมกำหนดวาระการพัฒนาของโลกได้ ด้วยการเตรียมความพร้อมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเวทีสำคัญของสหประชาชาติอย่าง COP และ WUF ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทนำด้านการจัดการมลพิษและยกระดับคุณภาพชีวิตที่แท้จริงของผู้คนต่อไป
#TheStandardNews






















