Pinned Tweet
หลักการล้างสมองอย่างเป็นระบบ
สรุปมาจากหนังสือ 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์
เล่มแปลไทย โดย #สนพสมมติ #สำนักพิมพ์สมมติ
หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย
iPakorn retweeted
ขออนุญาติเข้าพื้นที่นาข้าว 29 ไร่- เพื่อดูตัวอย่างของการเสียหายกว้างไกลของคนในพื้นที่-คุณลุงคนนี้อยู่มา 70+++ ปีทำอาชีพเกษตร ตั้งแต่เหมืองแร่มาเปิด หน้าดินของบ้านลุงเปลี่ยนตอนนี้ปลูกอะไรไม่ได้มาเกือบสิบปีแล้ว #เหมืองแร่โพแทช #โคราช #นครราชสีมา
iPakorn retweeted
คนที่เคยเอาปืนไปไล่ยิงคนเสื้อแดงที่ไทยคมเนี่ยนะ ถูกบรรจุชื่อเข้าหอเกียรติยศ??
น้ำตาจะไหล!!😅😝
หอเกียรติยศ....สร้างประโยชน์ให้ชาติ!!
กล้ามาก เก่งมากกกกก
#รัฐบาล888
สมัยยังเรียนวิศวะ ไปช่วยอาจารย์คณะเภสัช รวบรวมรายชื่อต้าน พรบ.ยา ที่ท่านๆ นายทุนและรัฐบาลเขาไปแอบประชุมออก พรบ. กันบนเรือ
ถ้า พรบ.นี้ผ่านจะทำให้ร้านสะดวกซื้อสามารถขายยาไม่สามัญได้โดยต้องไม่มีเภสัชกร
วีรกรรมมากมาย แต่คุณธรรมสูงส่ง ว่าอะไรเขาไม่ได้เลย
BG3 ที่ชาว woke บอกว่ามัน woke แต่คนทั่วไปก็มองว่าที่เกมนำเสนอมันก็เรื่องปกติ ที่ทุกเกมทุกสื่อที่ดีเขาทำกันมานานอยู่แล้ว
จะเรื่องสงคราม เรื่องความหลากหลายทางเพศใดๆ มันคือความ "ปกติ"
แต่เกมที่มัน woke จน "ผิดปกติ" ต้องยอมรับว่ามันเป็นสาเหตุนึงจริงๆ ที่ทำให้คนไม่อยากเล่น
iPakorn retweeted
เวลาชิบหายขึ้นมาแบบเคสปลาหมอคางดำ ทุกคนที่ฉลาดๆ กว่านี่ ช่วยด่านายทุน ด่ารัฐบาลที่เลียมันแรงๆๆๆ เลยนะคะ ฮึบ ฝากด้วยยย
iPakorn retweeted
ภาคประชาชน เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน สมัชชาคนจน เดินสายยื่นหนังสือ ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ฟ้องศาลปกครอง ประท้วงหน้ากระทรวง เรียกร้องเรื่องระบบ ABS จนกระดาษจะทับข้าราชการตายมา 20 กว่าปีแล้วครับ แต่ทำไมเรื่องมันถึงเงียบหายเข้ากลีบเมฆตลอด?
ลองดูประวัติศาสตร์ เอาแค่ 12 ปีที่ผ่านมาของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สิครับ เก้าอี้นี้ไม่เคยมีไว้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์หรือชีวจริยธรรม มันคือ เค้กเกรด A โควตาพรรคร่วม ที่เอาไว้แบ่งอำนาจและคุมฐานเสียงล้วน ๆ
ลองเปิด wikipedia ดูย้อนหลังสัก 12 ปีกัน นั่นคือแบบไปยุค คสช. ปี 57 ใครคุมบ้าง เขาเคยสนไหมว่าประเทศจะเสียหายยังไง หรือสนแค่...
Replying to @VagueVagrant
สรุปก็เป็นที่กรมวิชาการเกษตรตั้งนานแล้วสินะครับ ทำไมไม่มีคนไปร้องเรียนสักที
ส่วนนึงที่คนกลัวกัน เพราะแม่งสร้างเรื่องไว้เยอะไง ปลาหมอคางดำนี่ไปถึงทะเลสาบสงขลาแล้วจ้า
facebook.com/share/v/1DsDQDk…
ตัวอย่าง เจอกะเพราข้างทาง > เอาไปปลูก > ได้ผลดี > เอาไปขายตามปกติ > วันเวลาผ่านไป หมายศาลมาถึงบ้านว่าโดนฟ้องเพราะเป็นพันธุ์ที่จดสิทธิบัตร
ไม่ได้เจตนาขโมยใดๆ เก็บจากข้างทางโดยไม่รู้สายพันธุ์
เลิกปลูกได้ทันทีอยู่แล้ว แต่ต้องจ่ายค่าปรับอยู่ดี แล้วเครือนี้ระบาดเก่งซะด้วยนะแหม
iPakorn retweeted
มีหลายคนเลยทีเดียวที่จะชอบอะไรแบบนี้ ชื่นชม ยกย่อง เทิดทูนกันสุด ๆ เวลาเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่หรือนักวางหมากทางกฎหมายเล่นท่ายาก งัดสารพัดเทคนิคแพรวพราวมาใช้ช่องโหว่เปลี่ยนการผูกขาดให้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายได้อย่างแนบเนียน พร้อมกับตบมือเชิดชูว่า "เก่งจัดเลยจารย์ ก็กฎหมายมันเปิดช่องให้ทำได้นี่ จะบ่นอะไร"
แต่ถ้าลองแกะรอยดูจริง ๆ ว่า "ท่าเทคนิค" ในเคสกะเพราอย่างการใช้รหัส CPR1 มันทำงานยังไง จะเห็นเลยว่านี่คือมหกรรมฟอกตัวระดับโครงสร้าง ที่ทำให้พันธุกรรมพื้นบ้านของส่วนรวม แปลงสภาพไปเป็นทรัพย์สินผูกขาดของเอกชนได้ โดยแทบไม่ต้องจ่าย ABS กลับคืนสังคมเลยสักบาทเดียว
จุดเริ่มต้นอยู่ที่ในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะตามกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช มาตรา 52 วรรคแรกระบุไว้ว่า ถ้าเก็บพันธุกรรมพื้นบ้านไปทำการค้า ต้องขออนุญาตและทำสัญญา ABS ส่งเงินเข้ากองทุน แต่ในวรรคสองกลับเปิดข้อยกเว้นไว้ว่า ถ้าเป็นการศึกษาหรือวิจัยที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ไม่ต้องทำสัญญา ABS แปลว่ามหาลัยสามารถเดินไปเก็บกะเพราพื้นบ้านมาเข้าห้องทดลองได้แบบขาวสะอาด ไร้มลทิน ไม่มีพันธะเรื่องส่วนแบ่งรายได้มากวนใจ
พอได้กะเพราพื้นบ้านเข้ามาอยู่ในแล็บแล้ว ท่าเด็ดท่าต่อไปคือการ "ลบชาติกำเนิด" นักวิจัยก็นำมาคัดเลือกสายพันธุ์ในแปลงทดลอง ปรับลักษณะให้คงที่ระดับหนึ่ง แล้วสถาปนารหัสวิจัยใหม่ขึ้นมา เช่น "CPR1"
ทันทีที่ได้ชื่อรหัสมา สถานะทางกฎหมายของมันก็เปลี่ยนไปทันที จากพืชพื้นเมืองทั่วไปที่มีอยู่ตามธรรมชาติ กลายสภาพเป็น "สายพันธุ์วิจัยในห้องปฏิบัติการ" หรือ Breeding Line ที่เกิดจากมันสมองของนักวิชาการ คราวนี้ถ้าใครมาทวงถามเรื่อง ABS ก็ยกรหัส CPR1 ขึ้นมาอ้างได้สบายว่า นี่ไม่ใช่พันธุ์พื้นบ้านตามนิยามเดิมของกฎหมายแล้ว
สเต็ปต่อมาคือจังหวะที่เงินทุนเอกชนก้าวเข้ามาจับมืออย่างแนบเนียน ผ่านโครงการร่วมทุนวิจัยหรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี นำสายพันธุ์ตั้งต้น CPR1 มาหยอดสารเคมีเพื่อเหนี่ยวนำให้โครโมโซมเพิ่มขึ้น เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจนได้ลักษณะใบหนา สารอโรมาทนความร้อน ตอบโจทย์โรงงานอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง พอทุกอย่างลงตัวปุ๊บ ก็พร้อมเดินหน้ายื่นขอจดทะเบียนเป็น "พันธุ์พืชใหม่" ภายใต้ชื่อบริษัทร่วมกับสถาบันการศึกษา
ถึงตรงนี้ กฎหมายมาตรา 19 เขียนดักไว้ชัดเจนว่าถ้าจะจดพันธุ์พืชใหม่เพื่อการค้า ต้องแนบสัญญา ABS มาด้วยหากใช้พันธุ์พื้นเมือง แต่ในเอกสารที่ยื่นส่งราชการระบุว่าพัฒนาต่อยอดมาจาก CPR1 ของมหาลัย กลไกการตรวจสอบของรัฐที่ไม่ได้ขุดลึกถึงรากเหง้าก็มองเห็นแค่สายพันธุ์ในแล็บ สัญญาแบ่งปันผลประโยชน์ที่ควรส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชของชาติเลยหายวับไปกับตา แต่บริษัทได้หนังสือสำคัญคุ้มครองสายพันธุ์ไปนอนกอดอย่าง 'ถูกต้อง' เรียบร้อย
จะบอกว่าเขาเก่งที่หาช่องโหว่เจอจนทำกำไรได้ก็คงไม่ผิดนัก แต่เราไม่ต้องสนใจเลยหรอที่ระบบนี้อาศัยทั้งงบประมาณแผ่นดิน ศักดิ์ศรีทางวิชาการ และความหลากหลายทางชีวภาพของคนทั้งประเทศ ไปชุบตัวผ่านสถาบันการศึกษา จนคลอดออกมาเป็นสิทธิผูกขาดเชิงพาณิชย์ของเอกชน พอสังคมตั้งคำถามก็ตอบหน้าตาเฉยว่าทุกอย่างถูกกฎหมายเป๊ะ นี่แหละคือความแยบยลที่น่าปรบมือให้จริง ๆ ถ้าเราลืมไปว่าทรัพยากรตรงนั้นมันเคยเป็นสมบัติร่วมกันของทุกคนมาก่อน
iPakorn retweeted
ขนาดแค่คุมปลาที่เดินทางแค่ในน้ำมันยังคุมปลาหมอคางดำไม่ได้เลย แล้วพืชที่แพร่ได้ง่ายกว่ามากทั้งทาง ดิน ลม สัตว์มีปีก มันจะคุมได้เหรอ เดี๋ยวก็ไปฟ้องอีกหรอกเคสไบโอไทยมันยังไม่จบเลยปะ เรียก 200 ล้านหนิ
ก็ภาวนาให้ซีพีไม่ทำหลุดนะคะ แบบปลาหมอคางดำอะค่ะพี่ ก็เผื่อไม่ทราบว่าเมล็ดกะเพรากระจายได้ง่ายกว่าที่พี่คิดมากๆๆๆๆ นะคะ ไปตามลม,น้ำ หรือแม้แต่แมลงพาไปก็ได้ค่ะ (แมลงมีปีกจะบินไปไหนก็ได้) +น้องกะเพรางอกในพื้นที่ต่างๆที่มีความชื้นเหมาะสมได้เองเลยล่ะ คืออยากจะสื่อว่า นี่คือธรรมชาติของพืชพื้นเมืองค่ะ ^^ native กะเพราค่ะพี่
iPakorn retweeted
ก่อนจะบอกให้คนอื่นหาข้อมูล แนะนำให้ไปเปิดดูเอกสารราชการให้ครบก่อนครับ เพราะทุกเรื่องที่พิมพ์มาว่า "ยังไม่รู้" ในเอกสารประกาศโฆษณาคำขอของกรมวิชาการเกษตรมีระบุไว้หมดแล้วแบบไม่ต้องเดา
กฎหมายพันธุ์พืชไม่มีคำว่า "ลิขสิทธิ์" ครับ ลิขสิทธิ์มีไว้คุ้มครองงานศิลปะ วรรณกรรม ซอฟต์แวร์ แต่พืชคุ้มครองด้วย "หนังสือสำคัญคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (PVP)" ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และในประกาศโฆษณาคำขอระบุชัดเจนว่าจดในชื่อพันธุ์ "แก้วจุรี 01–04" โดยมี บริษัท ซีพีแรม จำกัด ยื่นขอและถือสิทธิคุ้มครองแต่เพียงผู้เดียว (ได้รับหนังสือรับรอง พ.ค. 2567 สิ้นสุด 2579) ไม่ใช่การถือสิทธิร่วมกับมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด
งานวิจัยการชักนำชุดโครโมโซมกะเพรา 4 ชุด (Tetraploid 2n=4x) เพื่อให้ได้ใบใหญ่และสาร Eugenol สูง เป็นงานวิจัยในห้องปฏิบัติการของ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ที่ทำสำเร็จมาตั้งแต่ปี 2559 (รหัส เกษตร034-ซี8-24 ฯลฯ) และในเอกสารคำขอจดทะเบียนของบริษัทเองก็ระบุชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ปรับปรุงพันธุ์มาจาก "กะเพราพันธุ์พื้นเมือง (CPR1)" ร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน
เรื่องนักวิจัยไม่ออกมาพูดเรียกร้อง อันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ตรรกะนี้พังมากครับ เพราะในสัญญารับทุนวิจัย มหาวิทยาลัยและอาจารย์ได้เงินงบประมาณ ได้ค่าตอบแทน และส่งมอบสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้เอกชนตามสัญญาไปหมดแล้ว อาจารย์จะออกมาร้องเรียนทำไม?
แต่สิ่งที่สังคมควรตรวจสอบ ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวของนักวิจัย แต่คือ มาตรา 19 และมาตรา 52 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่ระบุว่า หากนำพันธุ์พืชพื้นเมืองไปใช้ประโยชน์ทางการค้า ต้องทำสัญญาแบ่งปันผลประโยชน์ (ABS) ส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช คืนให้แผ่นดินและเกษตรกรส่วนรวมทั้งประเทศ เอกสารตัวนี้ต่างหากที่ยังไม่มีใครกางออกมาให้เห็น ข้อมูลมีอยู่บนหน้ากระดาษราชการทั้งหมด ลองไปหาอ่านดูครับจะได้ไม่ต้องพิมพ์อะไรลอย ๆ แบบนี้อีก
Replying to @VagueVagrant
หาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนแชร์ ว่างานวิจัยนี้ มก เป็นคนริเริ่ม แล้วไปต่อไม่ได้จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แล้ว Cpram เอาไปต่อยอดด้วยตัวเอง หรือ ให้ทุนเพื่อวิจัยให้ถึงที่สุดจนได้มา 3-4 พันธุ์ แล้วจดลิขสิทธิ์เดี่ยว หรือจดลิขสิทธิ์ร่วมยังไม่รู้นักวิจัยทีมนั้นก็ไม่มีใครออกมาพูดเรียกร้อง





















