Pinned Tweet
ต้องซ้ำล่ะ
ช่วงนี้มีนักอ่านสนใจนวนิยายเรื่อง “ยัญพิธีเชือดแพะ” และมาถามไถ่ที่บูธบทจรในงานหนังสือกันไม่น้อย
งานเล่มนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่นักเขียน มาริโอ บาร์กัส โยซา บอกว่าเขาต้องทำงานหนักที่สุด ทั้งการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เก็บข้อมูล สัมภาษณ์ผู้คนมากมาย จนออกมาเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่มีทั้งตัวละครที่เขาจินตนาการขึ้นและทั้งผู้คนซึ่งมีตัวตนอยู่จริงเป็นตัวละครในเล่ม
บทจรเคยแนะนำตัวละครเด่นๆ ในหนังสือเล่มนี้อย่างสั้นๆ จากเกร็ดที่นักเขียนมาริโอ บาร์กัส โยซาเคยพูดถึง หรือเขียนถึงไว้ตอนหนังสือออกใหม่ๆ เมื่่อหลายปีก่อน จึงขอนำมาเสนอนักอ่านที่สนใจอีกครั้ง
ใครเป็นใคร ใน “ยัญพิธีเชือดแพะ” (1/9)
มาริโอ บาร์กัส โยซา ได้ไปสาธารณรัฐโดมินิกันครั้งแรกราวปี 1974 เพื่อถ่ายทำหนังสารคดีเรื่องหนึ่ง ระหว่างนั้นเขาได้ฟังเรื่องที่ดูราวกับเป็นตำนานเล่าขานเกินจริงจนเขาเองก็ไม่สู้จะเชื่อนักจากผู้คนที่เขาพบ
เรื่องราวที่ว่าคือ สมัยที่เผด็จการตรูฆิโยยังมีชีวิตอยู่ เมื่อผู้นำเผด็จการเดินทางไปในแถบชนบท มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยยกลูกสาวของตนเป็นบรรณาการแด่ตรูฆิโย
เมื่อบาร์กัส โยซามีโอกาสพบกับผู้เคยเป็นทหารใต้บังคับบัญชาตรูฆิโย เขาได้สอบถามถึงเรื่องราวนี้ ทหารผู้นั้นยืนยันว่าเป็นจริง และเรื่องนี้สร้างปัญหาให้ “ท่านผู้นำ” ด้วยไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีกับเด็กสาวเหล่านี้ และท่านผู้นำไม่อยากปฏิเสธครอบครัวให้เสียน้ำใจ บางที “ท่านจอมทัพ” ตบแต่งเด็กสาวเหล่านี้ให้นายทหารไปก็มี
บาร์กัส โยซาถือตัวว่าเขาพอรู้เรื่องราวของเผด็จการในลาตินอเมริกามาบ้าง และเขาเองก็เคยใช้ชีวิตวัยเด็กภายใต้เผด็จการทหารที่เปรูมาก่อน ทั้งยังเคยนำประสบการณ์นี้มาเขียนเป็นนวนิยาย Conversation in the Cathedral และเขาก็ติดตามเรื่องราวเผด็จการละตินอเมริกาที่อื่นๆ มาก็ไม่น้อย แต่หลังจากเหตุการณ์นี้ เขาเริ่มตระหนักว่าเรื่องราวสมัยเผด็จการของตรูฆิโยและสาธารณรัฐโดมินิกันต่างไปจากสถานการณ์ภายใต้เผด็จการที่อื่น
เมื่อเขาเริ่มค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับยุคสมัยตรูฆิโยมากขึ้น เขาพบว่านอกจากความโหดเหี้ยมอำมหิตที่เกินระดับผู้นำเผด็จการที่อื่นๆ แล้ว ความแตกต่างอย่างสำคัญอีกประการคือ ดูราวกับตรูฆิโยจะสามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิดจิตใจของทั้งสังคมสาธารณรัฐโดมินิกันได้
เขาอยู่ในสถานะพระเจ้า
เมื่อโอกาสประจวบเหมาะ เขาเริ่มเขียน “ยัญพิธีเชือดแพะ” ด้วยความท้าทายสองอย่าง อย่างแรก เขาอยากเขียนนวนิยายที่มีผู้เผด็จการเป็นตัวละครหลัก ซึ่งเขายังไม่เคยทำมาก่อน (ใน Conversation in the Cathedral ตัวผู้นำเผด็จการไม่ได้ปรากฏในเรื่อง) และอย่างที่สอง เขาอยากเขียนถึงความสาหัสสากรรจ์ที่ผู้หญิงได้รับในยุคเผด็จการ
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
The Safekeep — ทุกคนนนนนน ไปหาอ่านเถอะเชื่อเรา มันสนุกมากกก มัน yearning มันเซ็กซี่(กัดปากท่านี้🫦) มัน enemies-to-lovers มันมีประเด็นสะท้อนประวัติศาสตร์ให้ขบคิดตาม มันไวบ์เดียวกับ fingersmith มันดี มันเริ่ด ภาษาสวย มันชนะ women’s prize award ปีนี้ สรรพคุณขนาดนี้เลยนะ #อ่านแซฟฟิค
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Sign) สำหรับทุกรัฐบาลบนโลกนี้
ขอโพสถึงประเด็นการประท้วงในฝรั่งเศสและสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลทุกประเทศควรทำ และควรหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นครับ
---
จุดเริ่มต้นของการประท้วงในฝรั่งเศส
การประท้วงมีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มนักเรียนมัธยมในปารีสที่ขัดแย้งเรื่องปัญหาขาดแคลนครูครับ
และได้ขยายตัวกลายเป็นความไม่พอใจระดับชาติในประเด็นเรื่อง "ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และคุณภาพบริการสาธารณะที่ตกต่ำลง"
รัฐบาลฝรั่งเศสประเมินว่า มีผู้เข้าร่วมประท้วงทั่วประเทศไว้ที่ราว 550,000 คน โดยทางการเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุแล้วอย่างน้อย 1,200 คน
ความเสียหายในหลายเมืองใหญ่:
รูปของโพสนี้ คือ Limoges อาคารศาลากลางเมืองถูกจุดไฟเผาอย่างหนักจนหลังคาพังทลายลงมาบางส่วน
ที่เมือง Marseille และ Lyon กลุ่มผู้ประท้วงบุกรุกศาลากลางเมือง พ่นสีสัญลักษณ์อนาธิปไตย และจุดไฟเผาศูนย์แนะนำการท่องเที่ยว
ส่วนปารีส เกิดการปะทะหนักในช่วงค่ำเมื่อวาน มีการทุบทำลายและปล้นสะดมร้านค้าหรู (เช่น Lacoste), ห้างสรรพสินค้า Galeries Lafayette, ธนาคาร และร้านโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการเผารถยนต์หลายคัน
เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้น้ำฉีดและแก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุม มีรายงานเจ้าหน้าที่บาดเจ็บอย่างน้อย 150 นาย
---
ท่าทีจากรัฐบาลฝรั่งเศส
นายกรัฐมนตรี Sébastien Lecornu และประธานาธิบดี Emmanuel Macron ออกมาประณามกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายว่าเป็น "ผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความโกลาหล (Sowers of chaos)" และชี้ว่ากลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายจัด (Far-left) พยายามใช้ความรุนแรงนี้เป็นสนามลองไฟก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะถึงในปีหน้า
การประท้วงรอบนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฝรั่งเศสเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมเงินของรัฐบาล (Bond Yields) ที่พุ่งสูงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี จากการพยายามลดหนี้สาธารณะ
---
การประท้วงไม่มีแค่ในฝรั่งเศสแล้ว
วิกฤตค่าครองชีพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฝรั่งเศส แต่แพร่กระจายไปยังหลายประเทศในยุโรปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
เบลเยียม: กลุ่มเยาวชนและนักศึกษาหลายร้อยคนประท้วงเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่สูงขึ้น เกิดการปะทะกับตำรวจสั้นๆ
โปรตุเกส: ประชาชนหลายหมื่นคนลงถนนประท้วงปัญหาราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งขึ้นเท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2017 และวิกฤตค่าครองชีพ
อิตาลี: การประท้วงต้านค่าครองชีพแพร่ระบาดไปหลายเมือง ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาและแรงดันน้ำเข้าสลายการชุมนุม
แอลเบเนีย: การประท้วงของนักศึกษาเข้าสู่วันที่ 5 เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี Edi Rama จากปัญหาคอรัปชัน และคุณภาพการศึกษาตกต่ำ โดยตำรวจใช้กระสุนยางรับมือผู้ประท้วง
---
ถอดบทเรียนถึงรัฐบาลไทย
1. ฝรั่งเศส: การชุมนุมเริ่มต้นจากกลุ่มเล็กๆ แต่เมื่อผนวกเข้ากับความกดดันสะสมจากราคาน้ำมัน พลังงาน และค่าครองชีพที่พุ่งสูง มันได้ขยายตัวเป็นความขัดแย้งระดับชาติทันที
ไทย: โครงสร้างเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเผชิญความท้าทายจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงเกิน 85% ของ GDP และค่าครองชีพ (ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า) ที่สวนทางกับรายได้จริง การแก้ไขปัญหาด้วยการ "แจกเงินชั่วคราว" อาจไม่เพียงพอ แต่รัฐบาลต้องมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ราคาพลังงานและค่าขนส่งมวลชนอย่างยั่งยืน
2. ฝรั่งเศส: ประชาชนรู้สึกไม่คุ้มค่ากับการจ่ายภาษี เมื่อบริการสาธารณะพื้นฐาน เช่น โรงเรียน รพ.รัฐ หรือระบบคมนาคมเสื่อมโทร
ไทย: รัฐบาลไทยจำเป็นต้องยกระดับการให้บริการสาธารณะ (การศึกษา สวัสดิการรักษาพยาบาล รัฐสวัสดิการพื้นฐาน) ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม มิฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างกลุ่มวัยรุ่น/คนรุ่นใหม่ กับภาครัฐ เหมือนเช่นกรณีม็อบนักเรียนมัธยมในปารีสและแอลเบเนีย
3. ฝรั่งเศส: พยายามลดหนี้สาธารณะแต่ไม่สำเร็จ จนทำให้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมของรัฐบาล (Bond Yields) พุ่งสูงขึ้นในรอบกว่า 2 ทศวรรษ บีบให้รัฐบาลไม่มีงบประมาณมากพอมาอุดหนุนสวัสดิการประชาชน
ไทย: ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยทยอยขยับเข้าใกล้เพดานวินัยการเงินการคลัง (70% ต่อ GDP) รัฐบาลไทยต้องระมัดระวังการสร้างหนี้ผูกพันระยะยาวจากโครงการประชานิยมที่ไม่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะหากเกิดวิกฤตภายนอก (เช่น สงครามหรือราคาพลังงานพุ่ง) รัฐบาลจะขาดเครื่องมือทางการคลังในการช่วยเหลือประชาชน
4. ฝรั่งเศส: การใช้กำลังปราบปรามและติดตักเตือนว่าเป็นเรื่องของ "กลุ่มหัวรุนแรง (Far-left) หรือแก๊งป่วนเมือง" โดยไม่รับฟังรากเหง้าของปัญหา มีแต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์ลุกลาม
ไทย: เมื่อเกิดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ภาครัฐต้องเปิดช่องทางสื่อสารที่จริงใจ และแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ แทนการใช้กฎหมายหรือกำลังเข้มงวด เพราะความโกรธเคืองทางเศรษฐกิจสามารถถูกเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงทางการเมืองได้ง่ายมาก
Mr.Messenger รายงาน
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
“เหตุผลเดียวที่นวนิยายยังดำรงอยู่
คือการพูดถึงสิ่งซึ่งนวนิยายเท่านั้นจะพูดถึงได้”
— มิลาน กุนเดรา
“ศิลปะแห่งนวนิยาย” รวบรวมข้อเขียน 7 ชิ้นในรูปแบบความเรียง บทสนทนา และสุนทรพจน์ โดยมิลาน กุนเดรา นักเขียนนวนิยายผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20
จำฟีลตอนอ่าน Bad Blood ช่วงนั้นได้คร่าวๆ ว่าไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงไหน ถ้าลองคนมันได้ปักใจหลงเชื่อแล้ว คนที่เค้ามาหลอกได้ถูกจุดมันก็จะพากันไหลตามไปกันหมด
You Can See Everything หนังสารคดีชีวิต 34 วันของ Elizabeth Holmes ก่อนเข้าเรือนจำ ภายใต้การดูแลของ A24 ทำเงินสามวันแรกในอเมริกา 15 ล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเป็นหนังสารคดีที่ไม่ใช่สารคดีเพลงที่เปิดตัวได้สูงที่สุดในรอบ 20 ปี
ตอนนี้หนังได้คะแนนวิจารณ์ดีเยี่ยม จนกลายเป็นหนังที่คะแนนสูงสุดของปีนี้ (99 Metascore, 99% Rottentomatoes, IMDB 9.4/10) สตูฯ กำลังอยู่ในช่วงเดินหน้าดันให้หนังไปสู่การสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นสารคดีเรื่องแรกที่ได้เข้าชิงสาขา Best Pictures บนเวทีออสการ์ต้นปีหน้า
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
You Can See Everything หนังสารคดีชีวิต 34 วันของ Elizabeth Holmes ก่อนเข้าเรือนจำ ภายใต้การดูแลของ A24 ทำเงินสามวันแรกในอเมริกา 15 ล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเป็นหนังสารคดีที่ไม่ใช่สารคดีเพลงที่เปิดตัวได้สูงที่สุดในรอบ 20 ปี
ตอนนี้หนังได้คะแนนวิจารณ์ดีเยี่ยม จนกลายเป็นหนังที่คะแนนสูงสุดของปีนี้ (99 Metascore, 99% Rottentomatoes, IMDB 9.4/10) สตูฯ กำลังอยู่ในช่วงเดินหน้าดันให้หนังไปสู่การสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นสารคดีเรื่องแรกที่ได้เข้าชิงสาขา Best Pictures บนเวทีออสการ์ต้นปีหน้า
เคสอันโปรดพังใช้มา 5 ปีไม่เคยเปลี่ยนโคตรจะคุ้มใช้เวลาหาเคสใหม่เป็นวันๆ ไม่มีที่ถูกใจเลย ยี่ห้อเดิมแม่งก็ไม่เอาไอ13 มาขายแล้วใช่ซี่พี่มันเก่าแล้วนี่ครับ
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
หนังสือภาพเด็กนี่มันก็คือหนังสือปรัชญาดีๆ นี่เองเนอะ ข้อความเรียบง่าย แต่ดีพมากกกก
มีตอนหนึ่งที่ Carrie โควทข้อความจากหนังสือภาพเด็ก ‘The Wonderful Things you will be’ ของ Emily Winfield Martin ประทับใจจนต้องจดเก็บไว้เลย 🩵
*ชอบท่อนสุดท้ายที่บอกว่า
I'll love you, whoever you've grown up to be.
*เล่มนี้ก็ยืมมาจาก TK park คับ*
ผกก. Mike Flanagan ทำถึงอีกแล้ว!!! ตีความและปรับเปลี่ยน "Carrie" จากนิยายที่ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1974 ของ Stephen King ได้แบบลงตัวสุดๆ โดยที่ยังรักษาเส้นเรื่องหลักจากนวนิยายสยองขวัญไว้แบบครบถ้วน แต่ส่วนที่เขาเพิ่มเข้ามามันยิ่งทำให้เนื้อเรื่องเข้มข้น เพราะมันใกล้เคียงกับบริบทของสังคมปัจจุบันมากๆ
แครี่ ไวท์ เป็นเด็กสาวมัธยมที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้งอย่างรุนแรงจากเพื่อนในโรงเรียน (แล้วยังเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัวด้วย พ่อกับแม่เข้มงวดมากเป็นสายสุดโต่งทั้งคู่ทั้งด้านสังคมและศาสนา)
ถ้าเล่าผ่านมุมมองของซีรีส์ แครี่เป็นคนที่จิตใจบริสุทธิ์มากๆ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยเข้าสังคมเลย ถูกบังคับให้อยู่แต่ในบ้าน เรียนที่บ้านมาตลอดชีวิต หนังสือเล่มเดียวที่แครี่รู้จักคือ ไบเบิ้ล
เพราะเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ แครี่จึงต้องเข้าเรียนในโรงเรียนตามระบบ เธอตื่นเต้นมาก แต่สิ่งที่ต้องเจอคือการถูกกลั่นแกล้งจากคนที่โรงเรียน และมันเลวร้ายไปอีกเท่าทวีคูณ เพราะนอกจากจะถูกทำร้ายทางร่างกาย และคำพูดแล้ว เธอกลายเป็นเหยื่อของ cyberbullying ซึ่งมันยิ่งทำให้ความเลวร้ายของสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
la bola negra ทำให้นึกถึงประโยค "survival is insufficient" ใน station eleven ท่ามกลางโลกอันโหดร้าย การเอาตัวรอดอย่างเดียวไม่พอ เรายังต้องการศิลปะช่วยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและเป็นหลักฐานของการมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทรัมเป็ตที่หยิบมาเล่นกลางสงคราม บทกวีที่พกต่างหน้า การแสดงคาบาเรต์
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
🚨ด่วน: อาคารศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ (Limoges) ประเทศฝรั่งเศส อันเก่าแก่พังถล่มลงมาโดยสิ้นเชิง หลังจากกลุ่มผู้ก่อเหตุจลาจลฝ่ายซ้ายจัดได้จุดไฟเผา
อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1876 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งต่างๆ แต่กลับไม่สามารถอยู่รอดในฝรั่งเศสยุคปัจจุบันได้
🚨BREAKING: The historic Limoges town hall has just completely collapsed after far-left rioters set it on fire
It was built in 1876. It survived World Wars. It did not survive modern France.
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
ขอแนะนำหนังสือเล่มนี้ หนังสือพูดถึงประสบการณ์ของผู้หญิงในสงคราม ทั้งยูเครน เวียดนาม ฯลฯ บทที่ชั้นชอบมากคือบทที่พูดถึง militarization หรือการทำให้เป็นทหาร ว่ามันเข้ามาในความคิดของเราโดยที่ไม่ทันตั้งตัว แต่มันก็เป็นแนวคิดที่เปราะบางมากจนต้องอาศัยปัจจัยอื่นเพื่ออยู่รอดเช่นกัน
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
#labolanegra รสชาติแบบนี้คือคิดว่าหาไม่ได้จากหนังอเมริกันแน่ๆ เป็นประสบการณ์ที่ตื่นตามากสำหรับการดูหนังปีนี้ มีทุกอย่างที่กูชอบ เกย์พีเรียดยุคสงคราม ตัวเอกอยู่คนละฝ่ายในการต่อสู้ แต่หัวใจมันอยู่กับเขาแล้ว แอร้ยยยยยยย
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
กำลังอ่าน(ดอง)อยู่เลย มีแปลไทยในชื่อบุษบาวิปโยค เวอร์ชั่นหนังที่กำกับโดย Sydney Pollack ก็ทำออกมาดีมากๆ รับประกันความหดหู่ทำลายล้าง
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
“คุณอาจไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองเพิ่งได้ดูอะไรไป นอกจากความจริงที่ว่ามันยอดเยี่ยมอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา และไร้ความละอาย” - Rolling Stone
เผยผลตอบรับของ You Can See Everything หนังสารคดีของ อลิซาเบธ โฮล์มส์ ที่เธอได้เชิญให้ทีมถ่ายทำภาพยนตร์ที่ตั้งข้อกังขากับเธอ เข้ามาบันทึกทุกความเคลื่อนไหวในช่วงเวลา 34 วันที่ก่อนเธอจะถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ
โฮล์มส์ เป็นผู้ก่อตั้ง เธรานอส สตาร์ทอัพเชิงทดสอบทางการแพทย์ จนได้รับการยกย่องว่าเธออาจเป็น สตีฟ จ็อบส์ คนถัดไป แต่ทว่าบริษัทมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กลับต้องพังทลายลง เมื่อมีการเปิดเผยว่าเทคโนโลยีต่างๆ ล้วนใช้งานไม่ได้จริง และยังส่งผลให้สุขภาพของผู้คนหลายพันคนต้องตกอยู่ในอันตราย
สร้างโดย A24 จากการกำกับของ นาธาน ฟิลเดอร์ (The Rehearsal) และ แลนซ์ ออปเพนไฮม์ (Primetime)
มีกำหนดฉายในอเมริกาตุลาคมนี้
To Color Me BLUE 🦋 retweeted
They Shoot Horses, Don't They?
นึกภาพการแข่งขันแบบ hunger games, the long walk แต่เปลี่ยนเป็นการเต้นมาราธอนแลกเงินรางวัลในช่วง great depression เงื่อนไขคือต้องขยับตัวตลอดเวลานานเป็นเดือนๆ มีสปอนเซอร์ มีผู้ชม รวมคนดังจากฮอลลีวูด ต้องกลายเป็นเครื่องจักรเพื่อความบันเทิงของคนอื่น
#SmallThingsLikeThease
#สิ่งเล็กๆที่เรียกว่าชีวิต เล่มเล็กบางมาก แต่ตั้งคำถามโคตรหนักถึงการใช้ชีวิตในสังคม การแสดงจุดยืนต่อปัญหาต่างๆ
“การมีชีวิตอยู่โดยไม่ช่วยเหลือกันจะมีประโยชน์อะไร เป็นไปได้หรือที่คนเราจะมีชีวิต โดยไม่กล้าพอที่จะต่อต้านสิ่งที่เป็นอยู่” (1)













































