Deep State retweeted
อำนาจสภาวุฒิสภา สว. - คุณก็คุมเสียงข้ามมากได้
อำนาจสภาผู้แทนราษฏร สส. - คุณก็คุมเสียงข้ามมากได้
อำนาจนิติบัญญัติ - คุณอยากจะเอากฏหมายอะไรเข้าพิจารณารัฐบาลเลือกได้หมด สภาลัดคิวให้ก่อน จะผ่านกฏหมายอะไรก็ผ่านได้เพราะมีเสียงข้ามมาก การบริหารจัดการงานสภาอำนาจประธานสภาก็คนของรัฐบาล
อำนาจนาจการบริหารราชการแผ่นดิน ควบคุมความเป็นไปของระบบราชการ ออกกฏหมาย/กฏระเบียบ บริหารงบประมาณแผ่นดินปีละ 4ล้านล้าน เงินนอกงบประมาณปีละ 10ล้านล้าน - อำนาจทั้งหมดล้วนอยู่ในมือ เพราะเป็นอำนาจโดยตรงของคนเป็นรัฐบาล
อำนาจองค์กรอิสระ ที่ใช้ตรวจสอบถ่วงดุลทั้งหมด - คุณก็คุมได้หมด เพราะครึ่งค่อนองค์กร กกต ปปช คตง(สตง) ศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุดและอีกหลายองค์กร สว. เลือกมากับมือ และในอนาคตก็จะถูกเปลี่ยนถ่ายเป็นคนของสีน้ำเงินทั้งหมด
กลไกท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่น เครือข่ายท้องถิ่น - คุณก็เลี้ยงดูปูเสื่อจนหาคนแตกแถวได้ยากยิ่ง
อำนาจบนแผ่นดินนี้ ไม่ว่าอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน หรืออำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุล ล้วนอยู่ในมือสีน้ำเงิน
ทุกวันนี้องค์กรตรวจสอบทั้งหมด เสมือนมีไว้เพื่อปกป้องเฉพาะสีน้ำเงิน แต่มุ่งทำลายสีอื่นๆให้หมดสภาพ สิ้นซาก
ในมือฝ่านค้าน ก็มีแค่กลไกกรรมาธิการตรวจสอบ จากทั้งหมด 35คณะ พรรคประชาชนเป็นประธานเพียง 9คณะ ซึ่งอำนาจไม่ได้มากมาย ทำได้แค่เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงและขอเอกสาร ไม่มีอำนาจในการให้คุณหรือลงโทษใดใด ทั้งสิ้น
อำนาจเล็กๆน้อยๆแค่นี้ ก็ยังจะเอาหรอ จะเอาทุกอย่าง จะเอาทุกอำนาจที่มีบนแผ่นดินนี้ไปเป็นของพวกตัวเองให้หมดให้ได้เลยหรอ กะจะไม่ให้ใครในประเทศนี้ตรวจสอบพวกตัวเองได้เลยใช่ไหม? ประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆหรอ ?
Deep State retweeted
ประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆหรอ จะตัดทุกอำนาจตรวจสอบ บิดเบือนกลไลการถ่วงดุล บิดเบือนกฏหมายแค่เพียงเพราะไม่อยากให้รัฐบาลสำน้ำเงินถูกเล่นงาน จะอยู่กันแบบนี้จริงๆหรือ ?
ล่าสุด ประธานสภาฯ โสภณ ซารัม เพื่อนรุ่นเดียวกับ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งพ่อประธานสภาเป็นลูกน้องปู่ชัย เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแน่แฟ้น วันนี้เรียกประชุมฝ่ายเลขาสภาเพื่อวางกรอบเข้มห้ามประธาน กมธ. ใช้อำนาจเรียก-บรรจุวาระ ต้องอาศัยมติที่ประชุมเท่านั้น
ประชาชนที่ไม่ได้ทราบกลไลสภาฟังเผินๆ เหมือนไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน แต่อยากให้ท่านทราบไว้ นี้คือความพยายามจะจำกัดอำนาจตรวจสอบของฝ่ายค้านที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย ให้มันเล็กลงอีก ถึงที่สุดคือฝ่ายค้านแทบจะทำการตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย
สิ่งที่ดิฉันตั้งข้อสังเกตุไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสุดท้ายก็เกิดขึ้นจริง หนังสือที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส่งให้ประธานสภาพิจารณาเพื่อลด อำนาจประธาน กมธ. เพราะไม่พอใจที่ กมธ.ติดตามงบ ตรวจสอบโครการ THAi passpot ร่วมกับ กมธ. กฏหมาย และ ไม่พอใจที่จะมีการเรียก สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ชี้แจงใน กมธ. จนประธานเรียกประชุมประธาน 35คณะ และวันนี้ก็ออกหนังสือมาเป็นเรื่องเป็นราว
อยากกำจัดประธาน กมธ. ไม่กี่คน ก็เลยจุดไฟเผาสภา เผาอำนาจตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติทิ้ง บิดเบือนทุกหลักการ บิดเบือนกฏหมาย แล้วตีความทุกอย่างตามอำเภอใจ
ถ้าเอาหลังพิงกฏหมายจริงๆ
อำนาจของคณะกรรมาธิการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งกำหนดไว้ใน มาตรา 129 ซึ่งบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเลือกสมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ หรือเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกหรือมิใช่สมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ ในหน้าที่ของสภา
โดยการมีกรอบการใช้อำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภา
ข้อ ๙๐ ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นสามสิบห้าคณะ แต่ละคณะประกอบด้วย กรรมาธิการมีจำนวนสิบห้าคน โดยให้มีหน้าที่และอำนาจ ตามที่กำหนด
ข้อ ๙๓ การประชุมคณะกรรมาธิการ ให้นำข้อบังคับนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับการประชุมมาใช้บังคับ โดยอนุโลม : โดยอนุโลม หมายถึง ให้ตีความใช้ได้โดยไม่ขัดต่อกฏหมายหรือข้อบัญญัติอื่นๆ
จึงต้องไปดูที่ วิธีการประชุม
ข้อ ๒๒ ในกรณีที่ประธานสภาเห็นสมควรจะบรรจุเรื่องใดเพิ่มเติมในระเบียบวาระการประชุม อีกก็ได้ แต่ต้องก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน และให้ดำเนินการตามข้อ ๒๑ เว้นแต่เป็นเอกสารลับ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานสภากำหนด
ข้อ ๒๓ การจัดระเบียบวาระการประชุม ให้จัดลำดับ ดังต่อไปนี้ (๑) กระทู้ถาม (๒) เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม (๓) รับรองรายงานการประชุม (๔) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว (๕) เรื่องที่ค้างพิจารณา (๖) เรื่องที่เสนอใหม่ (๗) เรื่องอื่น ๆ ในกรณีที่ประธานสภาเห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วน จะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระ การประชุมก็ได้แต่จะจัดไว้ก่อนเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วไม่ได
ถ้าหากตีความอย่างเคร่งครัดตามตัวบทกฏหมาย อำนาจในการบรรจุวาระการประชุม เป็นอำนาจของประธานสภา ดังนั้น ข้อบังคับการประชุมสภาจึงให้อำนาจประธาน กมธ. ใช้อำนาจในลักษณะเดียวกัน แล้วสภาก่อนหน้านี้มีมา 26ชุด ทุกชุดก็ใช้อำนาจในลักษณะนี้มาโดยตลอด ไม่มีสภาชุดไหนที่อยู่ดีดีประธานสภาก็คิดอยากลดอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ จนเรามาเจอระบอบสีน้ำเงิน
(1/2)
Deep State retweeted
แม้แต่การประชุมที่สำคัญที่สุดของประเทศ ก็ไม่มีใครทำแบบที่ ประธานโสภณทำ ไม่ว่าจะ
(1) ฝ่ายบริหาร - การประชุม ครม. ตัวนายกก็สั่งนัดประชุม และบรรจุวาระเองได้ ไม่ต้องขอมติ
(2) ฝ่ายนิติบัญญัติ - การประชุมสภา ไม่ว่าจะโหวตกฎหมาย หรือ โหวตรัฐธรรมนูญ ประธานสภาก็ไม่ต้องขอมติจากสภา ประธานสามารถบรรจุวาระเองได้
(3) ฝ่ายตุลาการ - การประชุมศาลฎีกา ประธานศาลก็ไม่ต้องขอมติที่ประชุม เพื่อจะนัดประชุม
สิ่งที่ประธานโสภณกำลังทำ คือ สร้างมาตรฐาน ที่ต่ำที่สุดให้กับสภา เกียรติภูมิของการทำหน้าที่ “ผู้แทนราษฎร” แทบไม่เหลือ
ขัดขวางการทำงานของกรรมาธิการ และฝ่ายค้านเต็มทุกรูปแบบ ปากบอกคนดี แต่กลับกลัวการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน
แม้แต่สมัยพล.อ.ประยุทธ ก็ยังไม่กล้าปิดปาก การทำงานของกรรมาธิการ แบบไร้ยางอายได้ขนาดนี้
ถ้าท่านจะเป็น “ผู้แทนราษฎร” แล้วมีพฤติกรรมแบบนี้ อย่าเป็นเลยครับ ทำลายเกียรติภูมิของสภาไทย จนจะไม่เหลืออยู่แล้วครับ
#newlow
โสภณ เด้งรับ ริบอำนาจกมธ.สภา ห้ามปธ.กำหนดวาระ เรียกคนชี้แจงต้องใช้มติที่ประชุม
#โสภณ #ประธานสภา #มติชนออนไลน์
Deep State retweeted
งานที่คนไทยไม่ทำ หรืองานที่นายจ้างไม่อยากจ้าง?
.
วาทกรรมหนึ่งที่แพร่หลายในสังคมช่วงนี้ในเรื่องแรงงาน คงไม่พ้นประโยคที่ว่า "ต่างชาติแย่งงานคนไทย" หรือให้ตรงไปตรงมากว่านั้นคือ "พม่าแย่งงานคนไทย" ผมชวนคิดว่าเราอาจจะต้องตั้งโจทย์กันใหม่ครับว่า หรือเรากำลังเผชิญภาวะที่ “งานบางอย่างคนไทยไม่ทำ แต่งานบางอย่าง นายจ้างไม่อยากให้คนไทยทำ” กันแน่
.
ความจริงอันยุ่งเหยิงของตลาดแรงงานไทยในปัจจุบัน คือเราต้องยอมรับความจริงว่า แรงงานข้ามชาติคือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยอุดช่องว่างแรงงานของประเทศ โดยเฉพาะงานในกลุ่ม 3D (Dangerous, Dirty, Demanding อันตราย สกปรก และ หนักหน่วง) ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือประมงที่ต้องออกทะเลนานนับเดือน งานแปรรูปอาหารทะเล งานก่อสร้างกลางแดดจัด ไปจนถึงงานเก็บขยะ คัดแยกขยะ ที่ต้องทนอยู่กับกลิ่นเหม็น และสภาพแวดล้อมที่สกปรกทั้งวัน ภายใต้ค่าแรงไม่กี่ร้อยบาท งานเหล่านี้ภายใต้ค่าจ้างและสภาพการทำงานเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะหาแรงงานไทยมาทำ และถ้าหากไม่มีแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ประมงต้องหยุดชะงัก แม้กระทั่งถังขยะหน้าบ้านเราก็คงไม่มีใครเก็บ
.
แต่อีกคำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ชัดคือ แรงงานข้ามชาติเข้ามาแย่งงานคนไทยจริงหรือไม่? ผมอยากจะตอบโดยแยกเรื่องนี้ออกเป็นสองมิติครับ
.
1. บัญชีอาชีพสงวนที่ล้าหลังและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง :ปัจจุบันประเทศไทยมีบัญชีอาชีพห้ามคนต่างด้าวทำ 40 อาชีพ (ห้ามเด็ดขาด 27 งาน และห้ามแบบมีเงื่อนไข 13 งาน) แต่โครงสร้างนี้จำเป็นที่จะต้องทบทวนใหม่ครั้งใหญ่เพราะตลาดแรงงานเปลี่ยนไปแล้ว งานบางประเภทในบัญชีสงวนไม่สามารถหาคนไทยทำได้แล้ว ในขณะที่บางประเภทคนไทยยังพร้อมทำแต่กลับขาดการคุ้มครองอย่างจริงจัง แต่ในทางกลับกันเรากลับไม่มีข้อมูลจริงเรื่องนี้ ซึ่งกระทรวงแรงงานจึงต้องหาข้อมูลเหล่านั้นมา และทำการสังคายนาบัญชีอาชีพสงวนใหม่ เพื่อระบุให้ชัดเจนว่า งานใดขาดแคลนจริง งานใดคนไทยยังทำอยู่ และงานใดที่คนไทยยังพร้อมทำแต่ติดปัญหาเรื่องอื่นๆ เช่น ค่าจ้าง สวัสดิการ
.
2. การฉวยโอกาสของนายจ้างเพื่อกดค่าจ้างส่งผลให้มีการตัดโอกาสคนไทย: อีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาใหญ่คือการที่ผู้ประกอบการบางคนใช้แรงงานข้ามชาติเป็นเครื่องมือในการลดต้นทุน โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่าง EEC ซึ่งมีทุนจีนเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก ผมได้รับการร้องเรียนว่าโรงงานจีนหลายแห่งเลือกจ้างแรงงานข้ามชาติแทนคนไทย ทั้งที่เป็นตำแหน่งงานที่คนไทยทำได้ เช่นกรณีตรวจสอบโรงงาน ซินเค่อหยวน ในระยอง ที่พบสัดส่วนการจ้างแรงงานไทยเพียงราว 9.4% เท่านั้น
.
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากคนไทยไม่ทำงาน แต่เกิดจากแรงงานข้ามชาติมีอำนาจต่อรองต่ำกว่า เช่นมีข้อจำกัดด้านภาษา สถานะ และกฎหมาย ทำให้พวกเขาไม่กล้าร้องเรียนหรือเรียกร้องสวัสดิการ นายจ้างบางราย โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีนที่ต้องการจะกดขี่คนงานจึงเลือกใช้แรงงานข้ามชาติเพราะควบคุมและกดค่าแรงได้ง่ายกว่า บังคับให้ทำงานเกินเวลาได้ง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องให้สวัสดิการ ไม่ต้องมีโบนัส แรงงานก็ไม่กล้าร้องเรียนกับใคร
.
ในสภาวะเช่นนี้คนเมียนมาร์ไม่ได้ผิด ที่ต้องการทำงานหาเลี้ยงชีพ และ คนไทยก็ไม่ได้ผิด ที่ต้องการงานที่มีค่าจ้างและเงื่อนไขที่เป็นธรรม คนที่ต้องรับผิดชอบคือ นายจ้างที่แสวงหาประโยชน์บนความเปราะบางของเพื่อนมนุษย์ เพราะรู้ว่าเขาสามารถกดขี่ได้ และอีกส่วนที่ปฏิเสธความรับผิดไม่ได้คือภาครัฐที่ปล่อยให้เกิดช่องว่างนี้
.
ผมมีข้อเสนอดังนี้ครับ คือ กระทรวงแรงงานต้อง
ทบทวนบัญชีอาชีพสงวน บนฐานข้อมูลการขาดแคลนแรงงานที่เป็นจริง ต้องมีการสำรวจเรื่องนี้ และทบทวนอาชีพสงวนใหม่ ต้องยกระดับการตรวจสอบการจ้างงาน โดยเฉพาะโรงงานที่ได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้มีการจ้างงานตามกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ และอาจเพิ่มข้อกำหนดในการมีสัดส่วนแรงงานไทย
.
การคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติไม่ได้ขัดขวางการปกป้องงานของคนไทยครับ ตรงกันข้าม ยิ่งนายจ้างไม่สามารถเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติได้ แรงจูงใจในการใช้แรงงานข้ามชาติเพื่อลดต้นทุนก็จะหมดไป และก็จะกลับมาใช้คนไทย เพราะอย่างไรเสียก็ทำงานได้ราบรื่นกว่าเนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา
.
ท้ายที่สุดหากเราต้องการแก้ปัญหาการแย่งงาน แย่งอาชีพ เราอาจต้องย้อนกลับไปจัดการผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบแรงงาน นายทุนที่กดขี่ ที่จงใจทำให้ชนชั้นแรงงานแตกคอกัน ทะเลาะกันเอง เพื่อที่ตนจะได้สามารถลอยตัวอยู่เหนือปัญหาและกดขี่แรงงานต่อไปได้นานๆ แทนที่เราจะชี้หน้าโทษคนที่กำลังถูกกดทับอยู่เหมือนกับเรา เราอาจจะต้องชี้ไปที่ผู้กดขี่เหล่านี้แทนครับ
Deep State retweeted
Tarantino M/V Behind The Scenes Out Tomorrow
#LISA #Tarantino #LISA_Tarantino #PRESSPLAY #LISA_PRESSPLAY
Deep State retweeted
ประเทศไทยไม่ปกติแล้ว คนที่อ้างว่ารักชาติไปกระทืบแรงงานข้ามชาติที่ชุมนุมส่งเสียงไปถึงรัฐบาลเผด็จการพม่าด้วยซ้ำ ปกป้องอะไรอยู่ ถ่อยเกิน
Deep State retweeted
คนพม่า : มาประท้วง (ตามหลักถูกกม.ทุกอย่าง) ไม่อยากจ่ายภาษีให้รบ.ทหารเมียนมา อยากมาจ่ายค่าบัตรให้ไทย ลงทะเบียนในไทย เงินเข้ารัฐไทย
คนไทยรักชาติ: กระทืบคนพม่าที่เรียกร้องอยากจ่ายภาษีให้ไทยเพิ่ม
Deep State retweeted
ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมชาวเมียนมาร์ที่โดนพวก ศปปส. ทำร้ายวันนี้ คือเสนอให้ยกเลิกการทำเอกสารบุคคลที่ไทยร่วมกับรัฐบาลทหารเมียนมาร์ และข้อเสนอคือให้แรงงานเมียนมาร์มาขึ้นทะเบียนกับไทยโดยตรง และเสียภาษีให้ทางการไทยโดยตรง
ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้พึ่งมีข่าวว่ารัฐบาลทหารเมียนมาร์ขู่พ่อค้าไทยแถบชายแดนว่าให้เลิกค้าขายกับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ไม่อย่างนั้นจะทิ้งระเบิดถล่มโกดังสินค้าไทย
การกระทำของ ศปปส. จึงไม่ใช่แค่ความป่าเถื่อน แต่เป็นการขัดขวางการบริหารจัดการแรงงานเมียนมาร์โดยไทย ขัดขวางการจัดเก็บภาษีแรงงานข้ามชาติของไทยเอง และเป็นการช่วยรัฐบาลทหารเมียนมาร์รีดเงินชาวเมียนมาร์ในไทยไปซื้ออาวุธมาไว้ข่มขู่คนไทยเอง
กระทืบแรงงานเมียนมาร์แล้วอ้างว่ารักชาติมันง่าย
แต่ใช้สมองคิดบนพื้นฐานประโยชน์ของชาติจริงๆ มันยาก.
Deep State retweeted
สมชายเป็นช่างเชื่อมในโรงงานแห่งหนึ่ง ทำงานมาหลายปี เขาเป็นชายไทย มีบัตรประชาชน มีประกันสังคม วันหนึ่งสมชายรวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมงานไปขออุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยใหม่และขอค่าล่วงเวลาให้ตรงตามกฎหมาย
เถ้าแก่ไม่รับฟัง ทั้งยังดุด่าว่า “เรื่องมากนัก เดี๋ยวจะโละคนไทยแล้วเอาแรงงานข้างบ้านเข้ามาทำแทนให้หมด ค่าแรงถูกกว่าครึ่ง สั่งอะไรก็ทำ ไม่เคยมีปากมีเสียง”
ไม่กี่วันต่อมา อ่อง ชายหนุ่มจากฝั่งเพื่อนบ้านก็เข้ามาเริ่มงานแทนตำแหน่งของคนไทยหลายคนที่ถูกบีบให้ออก
อ่องไม่ได้ตั้งใจมาแย่งงานใคร เขาแค่ต้องการส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัว แต่อ่องไม่มีสิทธิจัดตั้งหรือเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานตามกฎหมายไทย ไม่มีปากเสียง และอยู่กับความกลัวว่าจะถูกส่งตัวกลับบ้านทุกนาที
เมื่อไม่มีสหภาพคอยคุ้มครอง อ่องจำใจต้องยอมรับค่าจ้างที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ทำงานวันละ 12–14 ชั่วโมงโดยไม่มีอุปกรณ์นิรภัย และไม่กล้าเอ่ยปากทวงค่าล่วงเวลาแม้แต่บาทเดียว
สมชายแอบมายืนมองอยู่ข้างนอก รู้สึกโกรธและคิดว่า “แรงงานต่างชาติกำลังมาแย่งงานคนไทยและกดให้ชีวิตพวกเราแย่ลง”
แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือ เถ้าแก่ไม่ได้จ้างอ่องเพราะอ่องทำงานเก่งกว่าสมชาย แต่จ้างเพราะอ่องไม่มีอำนาจต่อรอง
เถ้าแก่กำลังใช้ความไร้สิทธิของอ่อง มาเป็นอาวุธกดดันให้สมชายต้องยอมลดมาตรฐานชีวิตของตัวเองลง ถ้าสมชายไม่อยากตกงาน สมชายก็ต้องยอมทำตัวให้ “ถูกและเงียบ” เหมือนอ่อง
ลองมองภาพในฝันกับผมดูครับ ถ้าวันหนึ่งกฎหมายอนุญาตให้อ่องสามารถรวมกลุ่มตั้งสหภาพแรงงานร่วมกับสมชายได้
ทันทีที่มีสหภาพ อ่องจะสามารถเดินไปบอกเถ้าแก่ได้ว่า “งานนี้อันตราย ต้องมีอุปกรณ์ป้องกัน และต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำพร้อมค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย”
เมื่ออ่องมีอำนาจต่อรองเท่าเทียมกับสมชาย เถ้าแก่จะไม่สามารถลักไก่กดค่าแรงอ่องให้ต่ำกว่ามาตรฐานได้อีกต่อไป การทุ่มตลาดค่าจ้างก็จะทำไม่ได้อีก
เมื่อไม่มีใครยอมทำงานในราคาที่ต่ำกว่ากฎหมาย เถ้าแก่ก็ไม่มีข้ออ้างมาขู่ตัดราคาสมชาย และต้องหันมาแข่งขันกันด้วยฝีมือและการปรับปรุงระบบงานแทน
การเปิดทางให้แรงงานข้ามชาติตั้งสหภาพ จึงไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษแก่ใคร แต่เป็นการสร้างฐานรากให้มั่นคงแข็งแรง เพื่อไม่ให้ใครถูกกดลงไป และไม่เปิดช่องให้นายจ้างใช้ความเปราะบางของคนอื่นมาพังเพดานชีวิตของแรงงานไทย
ที่เขากลัวการให้แรงงานข้ามชาติตั้งสหภาพแรงงานหรือร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น แท้จริงแล้วเขากลัวความมั่นคงของชาติ หรือความมั่นคงของกำไรนายทุนกันแน่
.
เรามักจะถูกพ่นใส่ว่าแรงงานข้ามชาติหรือต่างด้าว หากได้สิทธิรวมกลุ่มแล้วมันจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐไทย มุกนี้ใช้มาตั้งแต่แรงงานจีนจนหลายคนตอนนี้ก็เป็นเจ้าสัวผู้ประกอบการไปไม่น้อยแล้ว
.
ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
.
1. หากแรงงานข้ามชาติสามารถตั้งสหภาพแรงงานหรือร่วมเป็นสมาชิกได้ กลับจะทำให้สหภาพแรงงานที่มีทั้งคนไทยและคนข้ามชาติเข้มแข็งขึ้น อำนาจต่อรองมากขึ้น ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่สหภาพแรงงานที่เป็นคนไทยนัดหยุดงาน สุดท้ายนายจ้างจ่ายงานให้ซับฯ (Subcontract) ที่เป็นแรงงานข้ามชาติและไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพฯ สุดท้ายกลายเป็นนายจ้างมีทางเลือกและต่อรองได้มากกว่า คนงานไทยก็ต่อรองไม่ได้ สภาพการจ้างก็แย่ ส่วนคนงานข้ามชาติก็ถูกทำให้ไร้อำนาจต่อรองอยู่แล้ว ก็ต้องอยู่ในสภาพนั้นต่อไป . เรื่องนี้พูดให้ชัด หากเราลดกำแพงเรื่องเชื้อชาติ มองให้เห็นจุดร่วมทางชนชั้น เราจะเห็นว่าผลประโยชน์เราถือร่วมกับใคร และใครเอาเปรียบเรา เผลอๆ เราจะเห็นชัดว่าคนที่ชนชาติเดียวกันนี่ล่ะที่เอาเปรียบกันมากที่สุด แต่ทำให้เรารู้สึกว่าชาติอื่นเขาจะมาแย่งงานบ้าง หรือมาทำลายความสงบเรียบร้อยของสังคมบ้าง
.
2. ต่อให้เรารับรองสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานให้เขา เราก็ยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับความมั่นคงกำกับอยู่ดี มันไม่ได้สูญสลายไป
.
3. ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์ เป็นประเทศที่พึ่งแรงงานข้ามชาติมากกว่าเรา แต่เขาก็ให้สัตยาบัน ILO ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรองไปแล้ว ไทยพึ่งแรงงานข้ามชาติร้อยละ 6-10 ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ร้อยละ 14.6 ถึง 24.4 ของกำลังแรงงานทั้งหมด และสิงคโปร์มีถึงร้อยละ 38 ถึง 40 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศ
.
ส่วนประเทศที่มีสวัสดิการ ประชาธิปไตย และอัตรารวมกลุ่มที่ก้าวหน้า อย่างสวีเดน สัดส่วนของผู้ที่เกิดในต่างประเทศที่อยู่ในระบบแรงงานของประเทศสวีเดนมีเกือบ 1.2 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 24% (เกือบ 1 ใน 4 ของผู้มีงานทำทั้งหมดในประเทศ) ฟินแลนด์มีสัดส่วนของแรงงานต่างชาติ (ผู้มีภูมิหลังหรือต้นกำเนิดจากต่างประเทศ) คิดเป็นประมาณ 10% หรือ 1 ใน 10 ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมดในประเทศ และเดนมาร์กนั้น กระทรวงแรงงานเดนมาร์กระบุว่า สัดส่วนของแรงงานต่างชาติหรือผู้ที่ไม่ได้มีภูมิหลังจากเดนมาร์กคิดเป็นประมาณ 14% ของผู้มีงานทำทั้งหมดในเดนมาร์ก เป็นต้น
.
เราเองก็ส่งออกแรงงานของเราไปทำงานต่างประเทศ และเมื่อเทียบกัน การรวมกลุ่มเพื่อต่อรองสิทธิของเรายังน้อย ตัวอย่างเช่นแรงงานแม่บ้านจากฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานฮ่องกง เขาสามารถรวมตัวจัดตั้งได้ดี ทำให้สามารถคุ้มครองสิทธิกันและกัน จนถึงขั้นต่อรองให้ได้สภาพการทำงานที่ดีได้
.
ผมจึงชวนให้มาลองทบทวนกันว่า เราเป็นใคร เรามีอะไรที่เป็นจุดร่วมผลประโยชน์ร่วมกับแรงงานข้ามชาติ ลองเช็กลิสต์ดู หากเราเห็นแล้วว่ามันตรงกันมากกว่านายทุน (ที่ต่อให้เป็นคนในชาติเดียวกับเรา) ผมเห็นว่าการสนับสนุนหรือสมานฉันท์กับแรงงานไม่ว่าชนชาติใดจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น แต่ถ้าคุณเป็นนายทุนแล้วคัดค้านอันนี้เข้าใจได้ ทว่าหากเป็นลูกจ้างหรือแรงงานด้วยกัน ขอให้ลองคิดทบทวนอีกสักครั้ง
Deep State retweeted
วันเกิดครบรอบ 41 ปี ของ สยาม ธีรวุฒิ หรือ “ไอซ์” นักกิจกรรมทางการเมืองที่หายตัวไปเมื่อปี 2562 ขณะลี้ภัยอยู่ในประเทศเวียดนาม ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนจัดกิจกรรมรำลึกเล็กๆ ให้เขาที่บ้านอ้อมน้อย
.
ผ่านมา 7 ปีแล้ว แต่ยังไม่ทราบชะตากรรมสยาม อีกทั้งร้องศาลไปก็ยังไม่ยอมสั่งว่าเป็นบุคคลสาบสูญ โดยอ้างว่าเนื่องจากยังมีหมายจับ และเชื่อได้ว่าอาจกำลังหลบหนีอยู่ ขณะที่ศาลฎีกาก็ยังสั่งไม่รับฎีกาในคดีดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่าการร้องขอให้เป็นบุคคลสาบสูญในกรณีนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เหตุดังกล่าวทำให้ครอบครัวเสียสิทธิดำเนินการทางแพ่งบางประการ
.
ขณะที่ผู้ลี้ภัยและสูญหายคนอื่นศาลยังสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญได้ เช่น สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) หายตัวไปในปี 2561 ที่ประเทศกัมพูชา ศาล จ.นครศรีธรรมราช สั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญตั้งแต่ปี 2567 เนื่องจากหายไปเกิน 5 ปี และประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อต้นเดือนนี้ ส่วน วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ศาล จ.อุบลราชธานี เพิ่งสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญเมื่อเดือนก่อน เนื่องจากหายไปเกิน 5 ปีเช่นกัน ทั้งที่บุคคลเหล่านี้และสยามต่างมีหมายจับคดีต่างๆ แต่ศาลกลับยกคำร้องของสยาม ทั้งที่พฤติการณ์คล้ายคลึงกัน คือ มีหมายจับ ลี้ภัยไปต่างประเทศ และหายไปเกิน 5 ปี
.
หรือแม้แต่ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ (ลุงสนามหลวง) ผู้ที่ถูกบังคับสูญหายไปพร้อมกันกับสยามและมีหมายจับตามมาตรา 112 เช่นเดียวกัน แต่ศาลแพ่งตลิ่งชันกลับมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้วตั้งแต่ปี 2567 และประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อต้นปี 2568 แต่สยามกลับไม่ได้
.
ขณะที่รายงานของ กสม. ออกมาตั้งแต่กลางปี 2567 บอกว่ากรณีของสยาม (รวมทั้งผู้ลี้ภัยทางการเมือง 9 รายนั้น) “น่าเชื่อว่าเป็นการบังคับให้บุคคลสูญหาย ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน”
.
ประเด็นเหล่านี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในการประชุมวุฒิสภา วาระการพิจารณารายงานสถานการณ์เกี่ยวกับการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำให้บุคคลสูญหาย และรายงานผลการดำเนินการประจำปี พ.ศ. 2566-2568 ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ผมได้มีโอกาสตั้งคำถามถึงความคืบหน้า เนื่องจากตัวรายงานระบุว่าคณะอนุกรรมการฯ กำลังติดตามบุคคลสัญชาติไทยที่สูญหายในต่างประเทศ 9 ราย แต่กลับไม่ให้รายละเอียด
.
โดยทางเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมาน ตอบประเด็นนี้ว่า คณะกรรมการฯ ได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน ทุกครั้งที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หรือหน่วยงานอื่นนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณา รับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไปปรับใช้ รวมถึงปรับปรุงวิธีการดำเนินงานตามคำแนะนำที่ได้รับจากแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
คงต้องช่วยกันติดตามความคืบหน้าต่อไป ไม่เพียงเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงของการบังคับสูญหายและคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกบังคับสูญหายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการชดเชยเยียวยาแก่ครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องด้วย
Deep State retweeted
ที่เขากลัวการให้แรงงานข้ามชาติตั้งสหภาพแรงงานหรือร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น แท้จริงแล้วเขากลัวความมั่นคงของชาติ หรือความมั่นคงของกำไรนายทุนกันแน่
.
เรามักจะถูกพ่นใส่ว่าแรงงานข้ามชาติหรือต่างด้าว หากได้สิทธิรวมกลุ่มแล้วมันจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐไทย มุกนี้ใช้มาตั้งแต่แรงงานจีนจนหลายคนตอนนี้ก็เป็นเจ้าสัวผู้ประกอบการไปไม่น้อยแล้ว
.
ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
.
1. หากแรงงานข้ามชาติสามารถตั้งสหภาพแรงงานหรือร่วมเป็นสมาชิกได้ กลับจะทำให้สหภาพแรงงานที่มีทั้งคนไทยและคนข้ามชาติเข้มแข็งขึ้น อำนาจต่อรองมากขึ้น ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่สหภาพแรงงานที่เป็นคนไทยนัดหยุดงาน สุดท้ายนายจ้างจ่ายงานให้ซับฯ (Subcontract) ที่เป็นแรงงานข้ามชาติและไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพฯ สุดท้ายกลายเป็นนายจ้างมีทางเลือกและต่อรองได้มากกว่า คนงานไทยก็ต่อรองไม่ได้ สภาพการจ้างก็แย่ ส่วนคนงานข้ามชาติก็ถูกทำให้ไร้อำนาจต่อรองอยู่แล้ว ก็ต้องอยู่ในสภาพนั้นต่อไป . เรื่องนี้พูดให้ชัด หากเราลดกำแพงเรื่องเชื้อชาติ มองให้เห็นจุดร่วมทางชนชั้น เราจะเห็นว่าผลประโยชน์เราถือร่วมกับใคร และใครเอาเปรียบเรา เผลอๆ เราจะเห็นชัดว่าคนที่ชนชาติเดียวกันนี่ล่ะที่เอาเปรียบกันมากที่สุด แต่ทำให้เรารู้สึกว่าชาติอื่นเขาจะมาแย่งงานบ้าง หรือมาทำลายความสงบเรียบร้อยของสังคมบ้าง
.
2. ต่อให้เรารับรองสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานให้เขา เราก็ยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับความมั่นคงกำกับอยู่ดี มันไม่ได้สูญสลายไป
.
3. ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์ เป็นประเทศที่พึ่งแรงงานข้ามชาติมากกว่าเรา แต่เขาก็ให้สัตยาบัน ILO ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรองไปแล้ว ไทยพึ่งแรงงานข้ามชาติร้อยละ 6-10 ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ร้อยละ 14.6 ถึง 24.4 ของกำลังแรงงานทั้งหมด และสิงคโปร์มีถึงร้อยละ 38 ถึง 40 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศ
.
ส่วนประเทศที่มีสวัสดิการ ประชาธิปไตย และอัตรารวมกลุ่มที่ก้าวหน้า อย่างสวีเดน สัดส่วนของผู้ที่เกิดในต่างประเทศที่อยู่ในระบบแรงงานของประเทศสวีเดนมีเกือบ 1.2 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 24% (เกือบ 1 ใน 4 ของผู้มีงานทำทั้งหมดในประเทศ) ฟินแลนด์มีสัดส่วนของแรงงานต่างชาติ (ผู้มีภูมิหลังหรือต้นกำเนิดจากต่างประเทศ) คิดเป็นประมาณ 10% หรือ 1 ใน 10 ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมดในประเทศ และเดนมาร์กนั้น กระทรวงแรงงานเดนมาร์กระบุว่า สัดส่วนของแรงงานต่างชาติหรือผู้ที่ไม่ได้มีภูมิหลังจากเดนมาร์กคิดเป็นประมาณ 14% ของผู้มีงานทำทั้งหมดในเดนมาร์ก เป็นต้น
.
เราเองก็ส่งออกแรงงานของเราไปทำงานต่างประเทศ และเมื่อเทียบกัน การรวมกลุ่มเพื่อต่อรองสิทธิของเรายังน้อย ตัวอย่างเช่นแรงงานแม่บ้านจากฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานฮ่องกง เขาสามารถรวมตัวจัดตั้งได้ดี ทำให้สามารถคุ้มครองสิทธิกันและกัน จนถึงขั้นต่อรองให้ได้สภาพการทำงานที่ดีได้
.
ผมจึงชวนให้มาลองทบทวนกันว่า เราเป็นใคร เรามีอะไรที่เป็นจุดร่วมผลประโยชน์ร่วมกับแรงงานข้ามชาติ ลองเช็กลิสต์ดู หากเราเห็นแล้วว่ามันตรงกันมากกว่านายทุน (ที่ต่อให้เป็นคนในชาติเดียวกับเรา) ผมเห็นว่าการสนับสนุนหรือสมานฉันท์กับแรงงานไม่ว่าชนชาติใดจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น แต่ถ้าคุณเป็นนายทุนแล้วคัดค้านอันนี้เข้าใจได้ ทว่าหากเป็นลูกจ้างหรือแรงงานด้วยกัน ขอให้ลองคิดทบทวนอีกสักครั้ง
Deep State retweeted
#LISA - Tarantino (Official Music Video) surpassed 70 million views on Youtube 🎞️✨
@wearelloud
Deep State retweeted
ถ้าภาครัฐทำงานมีประสิทธิภาพ "นักบุญทุนคนอื่น" จะหมดไป
ประเด็นต่อยอด จาก #บุ๋มปนัดดา #กันจอมพลัง
พลังแห่งความร่วมมือ: เมื่อรัฐหนุนหลังจิตอาสา ถอดบทเรียนความสำเร็จของ AmeriCorps สู่ทางออกสวัสดิการที่ยั่งยืน
ในยามที่สังคมเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์และความเหลื่อมล้ำ ภาพของ "อาสาสมัคร" หรือ "จิตอาสา" มักเป็นความหวังแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาเยียวยาพื้นที่ประสบภัย จัดหาอาหาร หรือช่วยเหลือผู้เปราะบาง
อย่างไรก็ตาม หากระบบโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิการของรัฐมีความเข้มแข็งเพียงพอ ภาระเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขด้วยงบประมาณและกลไกของรัฐอย่างเป็นระบบ มิใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องแบกรับภาระ พึ่งพาการบริจาค หรือคาดหวังให้จิตอาสาทำงานโดยปราศจากการสนับสนุนที่เหมาะสม
บทความนี้จึงพาทุกท่านไปถอดบทเรียน Case Study ระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา กับโครงการ AmeriCorps หน่วยงานอาสาสมัครแห่งชาติที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณและโครงสร้างจากรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ จนกลายเป็นต้นแบบของการยกระดับงานอาสาสมัครให้กลายเป็น "อาชีพที่มีเกียรติ มีรายได้ และสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง" ได้จริง
1. ถอดบทเรียน Case Study: AmeriCorps สหรัฐอเมริกา
AmeriCorps ก่อตั้งขึ้นภายใต้กฎหมาย National and Community Service Trust Act และเริ่มดำเนินงานในปี ค.ศ. 1994 โดยมีสถานะเป็นหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา (Federal Agency) ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงพลเมืองเข้ากับการทำงานอาสาสมัครเพื่อพัฒนาชุมชน แก้ไขปัญหาการศึกษา สาธารณสุข และการบรรเทาสภัยพิบัติ
2. จุดเด่นที่ทำให้ AmeriCorps แตกต่างจากงานอาสาสมัครทั่วไปตามความคุ้นชินของสังคม คือ "โมเดลการสนับสนุนจากรัฐ" ที่ชัดเจน ดังนี้
2.1 การสนับสนุนด้านงบประมาณและค่าตอบแทน (Stipend): ผู้เข้าร่วมโครงการ AmeriCorps ไม่ได้ทำงานด้วยใจรักหรือความเสียสละโดยไม่มีรายได้รองรับ แต่พวกเขาจะได้รับเบี้ยเลี้ยงชีพ (Living Allowance) ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน รวมถึงการสนับสนุนค่าเล่าเรียน (Education Award) หลังจากจบวาระการปฏิบัติงาน เพื่อนำไปใช้ศึกษาต่อหรือชำระหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา
2.2 การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคม: อาสาสมัครไม่ได้ทำงานอย่างไร้ทิศทาง แต่ถูกส่งไปประจำการในโรงเรียนรัฐบาล ศูนย์สุขภาพชุมชน องค์กรไม่แสวงหากำไร และหน่วยงานบรรเทาสภัยพิบัติ (เช่น FEMA) เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่ภาครัฐเข้าไม่ถึงอย่างเป็นระบบ
2.3 ความคุ้มค่าและการคืนทุนสู่สังคม (Return on Investment): จากการศึกษาและประเมินผลโครงการระบุว่า ทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่รัฐบาลกลางลงทุนใน AmeriCorps จะสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมและเศรษฐกิจสูงกว่า 17 ดอลลาร์ ผ่านการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กนักเรียน การลดต้นทุนด้านสาธารณสุข และการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างรวดเร็ว
3. บทเรียนสะท้อนภาพสังคม: "รัฐมีเงิน อาสามีแรง" สู่สวัสดิการที่ยั่งยืน
โมเดลความสำเร็จของ AmeriCorps สะท้อนให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งว่า "จิตอาสาไม่ใช่เครื่องมือทดแทนความล้มเหลวของรัฐ" แต่จิตอาสาและรัฐต้องทำงานประสานกันอย่างมีศักดิ์ศรี หากภาครัฐมีงบประมาณและประสิทธิภาพเพียงพอ การจัดสรรงบมาสนับสนุนระบบอาสาสมัคร จัดจ้าง หรือให้สวัสดิการที่เหมาะสม จะช่วยดึงดูดคนที่มีศักยภาพเข้ามาทำงานพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยที่พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องหรือออกไปเรี่ยไรเงินบริจาคด้วยความยากลำบาก
ถึงเวลาแล้วที่เราควรปรับมุมมองต่อคำว่า "จิตอาสา" จากภาพจำเดิม ๆ สู่การเรียกร้องให้ภาครัฐจัดสรรภาษีของประชาชนมาลงทุนในโครงสร้างสวัสดิการและระบบสนับสนุนอาสาสมัครอย่างจริงจัง เพราะเมื่อรัฐเข้มแข็ง ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต และอาสาสมัครได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ "นักบุญทุนคนอื่น" หรือภาระที่ต้องคอยวิ่งขอรับบริจาคก็จะค่อย ๆ ลดเลือนหายไป เหลือไว้เพียงระบบสังคมที่เกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน
#ตุ๊ดส์review
บรรณานุกรม (References)
- Corporation for National and Community Service (CNCS). (2016). National Service and Civic Engagement Report. Washington, D.C.: CNCS Publications.
- City Year. (2020). New study highlights benefits of AmeriCorps: Return on Investment and Community Impact. Retrieved from
- Johnson Center for Philanthropy. (2018). National Service, Local Action: Stories from AmeriCorps.
- Movisie. (2003). Volunteers in US State Government Agencies: A Comparative Organizational Study. Vrijwillige Inzet Onderzocht.
- Service Year Alliance. (2021). AmeriCorps Alums Stories of Service: Transformative Impact on Career and Community.
======
FACEBOOK POST :
facebook.com/photo?fbid=1716…
======
ฝากช่องทางต่างๆของบอย ตุ๊ดส์review :
facebook.com/tootsyreview/
xitter.cf/tootsyreview
threads.net/@tootsyreview/
instagram.com/tootsyreview/
youtube.com/@tootsyreview
tiktok.com/@tootsy_review
lemon8-app.com/tootsyreview
ประเทศที่พัฒนาแล้วและมีระบบการจัดการภัยพิบัติที่ดี ประชาชนจะไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะมีฮีโร่คนไหนนั่งเรือเข้ามาแจกข้าวกล่องหรือไม่ เพราะพวกเขารู้ว่า ระบบของรัฐจะเข้ามารับประกันความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาอย่างทันท่วงที
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกตื่นเต้นกับภาพ “ฮีโร่ลุยน้ำ” แล้วหันมาตั้งคำถามและเรียกร้องอย่างจริงจังกับ “ผู้มีอำนาจ” ให้ทำงานให้คุ้มค่าภาษี เพราะตราบใดที่รัฐยังทำหน้าที่ได้จริงจัง ประชาชนก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงในคราบ “คนดี” อีกต่อไป
❌️ถ้ารัฐทำไม่ได้ ทรัพยากรคนไม่พอ ก็ควรจะเป็นรัฐที่ซัพพอตเงินให้อาสา อาสาต้องมีที่เบิกเงินเมื่อลงพื้นที่ ไม่ใช่ให้ไปขอบริจาคเงินกันเอง
รัฐมีเงิน อาสามีแรง
ไม่ใช่ปล่อยให้เสียภาษี แล้วยังต้องมาเสียตังค์ซับซ้อน
Deep State retweeted
ท่านใดรักชาติ หวงแหนแผ่นดิน ห่วงใยพ่อแม่พี่น้องทหารผ่านศึก อย่าเลื่อนผ่าน ดิฉันอยากชวนทุกคนมาช่วยกันตามล่าหาส่วนต่างจากโควต้าหวยของทหารผ่านศึก รวมถึงเงิน 7กิจการ ขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ว่ามันถูกบริการจัดการไปอย่างโปร่งใส ถึงมีคนไปรบมาจริงหรือไม่ หรือ มีใครมาหาเศษหาเลยหรือป่าว
ถ้าทุกคนยังจำกันได้ ปีที่แล้ว ดิฉันและธนเดช ตั้งคำถามว่าทำไมโควตาหวยขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) งวดละราว 1 ล้านใบ (10,988 เล่ม เล่มละ 100ใบ) ถึงถูกขายในราคาทุนให้คนกลางที่ไม่เปิดเผยชื่อ!?
คืองี้ อผศ. ได้โควต้าสลากกินแบ่งจากกองสลากมางวดละ ล้านใบ ต้นทุนใบละ 70.4บาท เพื่อเอาขายได้กำไรมาแล้วให้มาแจกจ่ายกับพ่อแม่พี่น้องทหารผ่านศึก หรือ ให้ทหารผ่านศึกได้เอาไปขายเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ อผศ กลับเอาหวยที่ได้มา ไปทำสัญญากับเอกชน ขายให้เอกชน 70.4บาท ราคาทุนเป๊ะ ไม่บวกกำไร แล้วให้เอกชนเอาไปขายแล้วบริจาคกลับมาให้ตามจิตศรัทธา แบบนี้ได้หรอ ? ได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่ทำแบบนี้กันมาช้านาน
โดยมีแค่สัญญาปากเปล่าว่าเอกชนจะบริจาคกลับ อผศ. กำลังเอื้อผลประโยชน์ให้ใครหรือไม่ ? เอกชนพวกนั้นมีตัวตนจริงไหม ? หรือ แค่ นอมินีมารับหวยให้ใครเฉยๆ ทำให้เงินกว่า 200 ล้านบาทต่อปี ไม่ถึงมือทหารผ่านศึกตัวจริง ขณะที่ทหารชั้นผู้น้อยยังต้องร้องเรียนว่าเข้าไม่ถึงสิทธิ/สวัสดิการที่ควรได้ คนที่เสียอวัยวะ สละชีพ ในสนามรบจริงๆ ต้องรอสวัสดิการที่ไม่มาถึง แต่เงินของพวกเขากลับไหลไปที่อื่น เราถามอดีต ผอ.อผศ. ที่ลงสมัครกับพรรคกล้าธรรมไปแล้วว่าเคยเห็นความผิดปกติไหม จัดการไปกี่เคส facebook.com/reel/1097285355…
หนึ่งปีผ่านไป ยังไม่มีคำตอบ เมื่อวานนี้ (28 ตุลาคม) ดิฉันจึงเชิญผู้แทนของ อผศ. เข้ามาชี้แจงในคณะกรรมาธิการติดตามงบฯ พร้อมทั้งขอเอกสารไปทั้งหมด 7 รายการ แต่ไม่ได้แม้แต่แผ่นเดียวเลย ทุกท่านเชื่อไหมว่า อผศ. ชี้แจงยังไงในกรรมาธิการอย่างไร
-เชิญ ผอ.มา 2 ครั้ง ไม่ตอบรับ
-ขอเอกสารไป 7 รายการ ซึ่งเกี่ยวกับงบการเงิน ผู้ที่รับโควต้าจาก อผศ การจ่ายโบนัส ไม่ให้ เอกสารตามนี้เลย
-ชี้แจงไปเหวี่ยงไป หงุดหงิดใส่ กมธ ไป แบบเก็บทรงไม่อยู่ขนาดหนัก
(1/4)
Deep State retweeted
เป็นคนไทย "เหนื่อย" (ไม่หน่อย) มาตามการเมืองกันนะ
อย่าให้แพ้กระแส #บุ๋มปนัดดา ไม่ต้องรอให้สื่อมานำกระแส แต่เราสร้างกระแสการเมือง ร่วมเกาะติดไปด้วยกันครับ
ในภาพยังไม่หมดทุกคดีเลย เพราะ #การเมืองไทย ดีงามจัด
ใครสนใจเรื่องไหน เกาะไปดวยกัน อย่ายอมแพ้ และอย่าหยุดเผือกครับ
#ตุ๊ดส์review
======
FACEBOOK POST :
facebook.com/photo/?fbid=171…
======
ฝากช่องทางต่างๆของบอย ตุ๊ดส์review :
facebook.com/tootsyreview/
xitter.cf/tootsyreview
threads.net/@tootsyreview/
instagram.com/tootsyreview/
youtube.com/@tootsyreview
tiktok.com/@tootsy_review
lemon8-app.com/tootsyreview
Deep State retweeted
เหนื่อยยังไงก็ต้องไม่ท้อถอยค่ะ
——-
เป็นคนไทย "เหนื่อย" (ไม่หน่อย) มาตามการเมืองกันนะ
อย่าให้แพ้กระแส #บุ๋มปนัดดา ไม่ต้องรอให้สื่อมานำกระแส แต่เราสร้างกระแสการเมือง ร่วมเกาะติดไปด้วยกันครับ
ในภาพยังไม่หมดทุกคดีเลย เพราะ #การเมืองไทย ดีงามจัด
ใครสนใจเรื่องไหน เกาะไปดวยกัน อย่ายอมแพ้ และอย่าหยุดเผือกครับ
#ตุ๊ดส์review
======
FACEBOOK POST :
facebook.com/photo/?fbid=171…
======
ฝากช่องทางต่างๆของบอย ตุ๊ดส์review :
facebook.com/tootsyreview/
xitter.cf/tootsyreview
threads.net/@tootsyreview/
instagram.com/tootsyreview/
youtube.com/@tootsyreview
tiktok.com/@tootsy_review
lemon8-app.com/tootsyreview
Deep State retweeted
Speaking English with LISA: The World-Famous Idol from Thailand! | knd Feat. EP.222
▶️ YouTube: LISA.lnk.to/kndyt
▶️ YouTube Music: LISA.lnk.to/kndym
▶️ Spotify Podcasts: LISA.lnk.to/kndsp
▶️ Apple Podcasts: LISA.lnk.to/kndap
#LISA #Tarantino #PRESSPLAY #LISA_Tarantino #LISA_PRESSPLAY































