เทวฤทธิ์ มณีฉาย INFJ เล่นกีฬาเป็นเป็ดทุกชนิด ฯลฯ บล็อกรวมงาน https://xitter.cf/t.co/vSSrRf5CAw

Joined September 2009
ชวนอ่าน รายงานการตรวจสอบ สตง. โดยกรมบัญชีกลางประจำปี 2566 และ 2567 ที่เรียกว่ามีสิ่งบ่งชี้ความผิดปกติเรื้อรังในโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการ สตง. แห่งใหม่ ซึ่งหากมีการจัดการอย่างเด็ดขาดตั้งแต่แรก อาคารอาจไม่ถล่มลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในต้นปี 2568 . รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ pis.parliament.go.th/PARFile… . รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ pis.parliament.go.th/PARFile… . โดยมีสัญญาณเตือนที่สำคัญดังนี้ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่องค์กรไม่ยอมบอกเลิกสัญญา ดูรายงานปี 66 (หน้า 25) ระบุชัดเจนว่าโครงการล่าช้ากว่าแผนมาก เนื่องจากผู้รับจ้าง ขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่แทนที่จะประเมินความเสี่ยงและบอกเลิกสัญญา สตง. กลับเลือกใช้วิธีเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้รับจ้างต่อไป . ซึ่งในรายงานปี 66 (หน้า 30) สตง. ยอมรับเองว่าการบริหารเงินทุนของผู้รับเหมาผิดพลาดจนขาดสภาพคล่อง และแม้ สตง. จะเร่งรัดเพียงใด ผู้รับจ้างก็ไม่อาจเร่งงานก่อสร้างได้ . การขอแก้แบบก่อสร้างและแก้สัญญาหน้างานถี่เกินไป ดูในรายงานปี 66 (หน้า 25) ระบุว่าโครงการนี้มีการปรับแก้ไขแบบก่อสร้างหลายครั้ง จนต้องแก้ไขสัญญาถึง 7 ฉบับในช่วงปี 2565-2567 สตง. ชี้แจง (รายงานปี 66 หน้า 30-31) ว่า 4 ใน 7 ครั้งเป็นการแก้ไขแบบก่อสร้างให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้ควบคุมงานควรเสนอแนวทางแก้ไขก่อนจะถึงช่วงก่อสร้างจริง การแก้แบบหน้างานซ้ำซ้อนเช่นนี้ย่อมเสี่ยงต่อความไม่สมบูรณ์ของโครงสร้าง จนกระทั่งในรายงานปี 67 (หน้า 24-25) หลังเกิดเหตุการณ์ตึกถล่ม กรมบัญชีกลางต้องเข้ามาสืบสวนเจาะลึกในประเด็นความถูกต้องของการแก้ไขสัญญาในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขแบบรูปรายการงานก่อสร้าง . ความหละหลวมในการอนุมัติวัสดุก่อสร้างและการปล่อยให้มี "การจ้างช่วง" จากรายงานปี 67 (หน้า 25) เผยให้เห็นรอยรั่วสำคัญ โดยกรมบัญชีกลางได้ตั้งประเด็นตรวจสอบหนักในเรื่อง "กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องกรณีที่ต้องอนุมัติวัสดุและครุภัณฑ์ของผู้รับจ้าง" ซึ่งสะท้อนความน่าสงสัยว่าอาจมีการใช้วัสดุผิดสเปกหรือไม่ได้มาตรฐานเพราะผู้รับเหมาไม่มีเงิน นอกจากนี้ยังมีการพุ่งเป้าตรวจสอบประเด็น "การจ้างช่วง" ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบให้ผู้รับเหมารายย่อยอื่นที่ไม่ได้มาตรฐานมารับช่วงทำโครงสร้างแทน . มีประวัติการทุจริตตั้งแต่ขั้นตอนจ้างออกแบบ หากดูรายงานปี 66 (หน้า 27) บันทึกไว้ว่าโครงการนี้มีปัญหามาตั้งแต่ต้นน้ำ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งมติชี้มูลความผิดกรณีทุจริตการจ้างออกแบบอาคาร สตง. แห่งใหม่ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่งมาแล้ว . จากตัวอย่างสิ่งบ่งชี้ความผิดปกติเรื้อรังที่ยกมานั้น หาก สตง. ตัดสินใจเด็ดขาดในการตัดจบสัญญากับผู้รับเหมาที่มีปัญหาทางการเงินตั้งแต่แรก (ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตไว้ในรายงานปี 66) และคุมเข้มไม่ให้มีการลดสเปกวัสดุหรือลักลอบจ้างช่วง โครงสร้างตึกอาจจะแข็งแรงพอที่จะรับมือกับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในเมียนมาได้ ตึกอาจไม่ถล่มที่ไม่ได้หมายถึงปัญหาการสร้างตึก แต่มันหมายถึงชีวิตคนงานอีกเกือบร้อยคนด้วยซ้ำ
46
1
26
1,786
ยื่นหนังสือ กก.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอเร่งคลอด 6 มาตรการต่อนักโทษการเมืองที่ไม่ใช่การนิโทษกรรม เช่น ให้สิทธิประกันตัว แยกแดนคุมขังหรือพักโทษกรณีพิเศษ . วันนี้ (19 ต.ค. 2569) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผม พร้อมด้วยคณะผู้ติดตามสิทธินักโทษการเมืองเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อเรียกร้องให้เร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ไม่ได้รับการครอบคลุมจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 . โดยหนังสือระบุว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 มีเจตนารมณ์สำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างความปรองดอง โดยหลายคดีเริ่มมีการสั่งจำหน่ายคดีหรืองดอ่านคำพิพากษาไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กลุ่มคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม โดยเฉพาะคดีมาตรา 112 ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมถูกคุมขังอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการดำเนินคดีและคุมขังที่ยังดำเนินต่อไปนี้ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อกระบวนการสร้างสันติสุขในสังคม . หนังสือ ยังเน้นย้ำว่า ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมืองไม่สมควรได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับอาชญากรทั่วไป พร้อมอ้างอิงอำนาจตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มาตรา 6 (4) ที่ให้อำนาจคณะกรรมการฯ เสนอแนะมาตรการต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล แต่ปัจจุบันกลับยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม . ทั้งนี้ ในหนังสือเรียกร้อง ได้เสนอมาตรการสำคัญ 6 ข้อ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ประกอบด้วย: . 1. ส่งเสริมสิทธิการประกันตัว โดยยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ . 2. ชะลอการพิจารณาคดี ประสานกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองไว้ชั่วคราว . 3. ใช้สถานที่คุมขังอื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ หรือมาตรา 89/1 ป.วิ.อาญา . 4. พักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษ กำหนดเงื่อนไขเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์ . 5. แยกแดนคุมขังเฉพาะ สำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง เพื่อความปลอดภัยและตามมาตรฐานสหประชาชาติ . 6. ปรับปรุงกฎระเบียบ แก้ไขกฎกระทรวงหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มาตรการทั้งหมดปฏิบัติได้จริง . อนึ่ง ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันยังคงมีผู้ถูกคุมขังจากคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองอย่างน้อย 50 คน โดยแบ่งเป็นผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้ว 30 คน และผู้ต้องขังระหว่างสู้คดีที่ไม่ได้รับการประกันตัวอีก 20 คน (ในจำนวนนี้เป็นคดีตามมาตรา 112 ถึง 10 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) รายละเอียดหนังสือที่ยื่น docs.google.com/document/d/1… ขอบคุณภาพจาก ไข่แมวชีส
12
15
565
หลังเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เร่งรับรองบอร์ดใหม่❎ เร่งสรรหาที่ปรึกษา✅ อะไรจะใจดีเตรียมที่ปรึกษาไว้รอบอร์ดใหม่ขนาดนั้น😅
9
1,439
7
564
15,060
วันจันทร์ที่ 19 ต.ค.2569 เวลา 10.00 น ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (สำนักงาน ก.พ. เดิม ตรงข้ามประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา และคณะ จะเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอให้พิจารณาเร่งรัดการจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 รายละเอียดหนังสือ : docs.google.com/document/d/1… อนึ่ง ตอนเป็น กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ผมได้ฝากข้อสังเกตไว้สำหรับบริหารโทษกรณีผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ไว้ ซึ่งข้อสังเกตนั้นได้ผ่านการพิจารณาทั้งในชั้น กมธ และวุฒิสภาแล้ว หวังว่า กก.สร้างเสริมสังคมสันติสุขจะใช้หน้าที่และอำนาจตาม ม.6 (4) และ(8) ออกข้อเสนอโดยเร็ว เพราะยิ่งช้าเท่ากับผลกระทบต่อคนเหล่านั้นก็ทอดยาวไป แม้เขาเหล่านั้นไม่ได้รับสิทธินิรโทษกรรม แต่ก็ยังมีมาตรการอื่นที่เขาพึงได้รับในอันที่จะสร้างสังคมสันติสุข
1
3
5
340
เพจ "สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดสุรินทร์" เมื่อวานนี้ (17 ต.ค. 69) ลงโพสต์เฟียร์ซโต้ข้อวิจารณ์เรื่องคุกคามสื่อ โดยอ้างว่าการชี้แจงข้อเท็จจริงไม่ใช่การคุกคาม บอกด้วยว่าอย่าเบี่ยงเบนประเด็น เพราะสื่อมีสิทธิตั้งคำถาม สตง. เองก็มีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริง แล้วเพจ สตง.สุรินทร์นี้ไม่ได้ลงโพสต์เดียวด้วย ลงเบิ้ลเลย . จากนั้นคนเข้าไปแย้ง ทั้งว่าส่งหนังสือลอย ๆ มานี่ ไม่ขู่อย่างไรก่อน หรือว่าไหนล่ะการชี้แจงข้อเท็จจริงของ สตง. ที่ท่านว่า จนถึง "เฮ้ยยยย! นี่มันเพจ สตง. จริง ๆ ใช่ไหม เธอใช่แน่นะ" จากนั้นมีสื่อนำไปรายงานข่าวความเฟียร์ซของ สตง. จนกลางดึกหรือผ่านไป 8 ชั่วโมง เพจจึงมาแก้แคปชันว่า "ขออภัยเป็นอย่างสูง ผู้ดูแลเพจ ลงผิด ตั้งใจลงในเฟซส่วนตัว" โดยไม่ลบโพสต์เดิมออก ซึ่งอันนี้ต้องชื่นชม มันพลาดกันได้ (ไม่รู้ว่าพลาดจริงดังว่าหรือเป็นมุกกลับลำนะ แต่เอาเป็นว่าเชื่อว่าพลาดไปก่อนแล้วกัน) อีกอย่างการเขียนแบบนี้ในโพสต์เดิมมันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยรับข้อมูลไปก่อนหน้าเห็นว่า เออมันมีการแก้ไขโพสต์อย่างไร ส่วนจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ดุลยพินิจ พฤติกรรมแวดล้อม . แต่แนวทางการแก้ไขในพื้นที่หรือช่องทางเดิมที่สร้างโอกาสให้คนเคยรับข้อมูลผิดพลาดไปได้รับข้อมูลที่ถูก(ใจ)สำหรับ สตง. นี่ล่ะครับที่ สตง. ควรใช้เป็นทางออก และควรย้อนไปทบทวนหนังสือฉบับที่เป็นประเด็นขู่ Thai PBS นี้ว่า คุณควรจะชี้แจงข้อเท็จจริงไป เพื่อที่ทางสื่อเองเขาจะได้แก้ข่าว หรือนำเสนอมุมมอง สตง. ไม่ได้มาแบบปริศนาธรรมที่สร้างความกังวลแบบนี้ . อีกอย่างที่ไม่ควรทำคือเพจยังไปตอบคนมาตั้งคำถามทำไมล่าช้าในการแก้ไข ทำนองว่าแอดมินออกไปสวนเลยไม่ทันแก้ไข มันไม่ได้ไหมแบบนี้ ทางหนึ่งอาจทำให้มันดูเป็นเรื่องเบา ขำ ๆ อีกทางมันคือไม่มีระบบแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที เพราะมันผ่านไปตั้ง 8 ชั่วโมง อีกทั้ง สตง. ก็เป็นองค์กรที่มีอำนาจมากให้คุณให้โทษต่อสาธารณะด้วย ยิ่งไม่ควร เพราะความเสียหายช่วงที่ไม่ทันแก้ไขมันอาจเกิดขึ้นในวงกว้างแล้ว . สำหรับประเด็นที่เขาวิจารณ์ข้อโต้แย้งของเพจ สตง. ก่อนแก้ว่า มือลั่นของแอดมินนั้น อาจต้องพิจารณาหน่อยที่ว่ามันไม่ใช่การขู่ก็ดี หรือเป็นสิทธิที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงของ สตง. (ตามที่เพจอ้าง) ก็ดีนั้น ต้องมาพิจารณาว่า . 1. ไหนล่ะการชี้แจงข้อเท็จจริงที่ท่านว่า เพราะในหนังสือจาก สตง. ที่ส่งถึง Thai PBS นั้น ไม่ได้ชี้ว่าตรงไหนเป็นข้อมูลผิดหรือข้อมูลที่พลาด ตัวหนังสือก็รับเองว่าที่เธอทำมามันก็ยังไม่ได้คลาดเคลื่อนเกินจริง หรือบิดเบือนจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรอกนะ เพียงแต่มัน "มีลักษณะเป็นการชี้นำสังคม" (นี่เองก็งงว่าถ้าไม่ได้คลาดเคลื่อนเกินจริงหรือบิดเบือนแล้วจะกลัวอะไร กลัวสังคมคล้อยตามกับความจริงนี้เหรอ) แต่ สตง. ดันส่งหนังสือมาเตือน Thai PBS ภายใต้หัวจดหมายซอฟต์ ๆ ว่า "ขอความอนุเคราะห์" และบอกให้ไป กำชับ กำกับดูแลและควบคุมนักข่าว แม้ สตง. จะไม่มีอำนาจในการกำกับเนื้อหาข่าวโดยตรง แต่มีอำนาจตรวจสอบการเงินของหน่วยงานที่สามารถให้คุณให้โทษได้ คนอ่านก็รู้สึกได้ล่ะว่า น้ำหนักจดหมายนี้มันขนาดไหน ดังนั้นจึงสัมผัสได้ถึงการคุกคามในนามของการขอความอนุเคราะห์ . 2. ประเด็นอันหนึ่งก็คือ สตง. มาเตือนเรื่องให้กำชับ กำกับดูแลและควบคุมนักข่าวนี่ล่ะ อันนี้แม้ตัว สตง. เป็นผู้เสียหายจากข่าวนั้น (จริง ๆ รับเองด้วยซ้ำในหนังสือว่าไม่ได้เสียหาย อ่าว) แต่ สตง. ไม่ได้มีอำนาจในการให้สื่อกำกับตรวจสอบเนื้อหา . 3. และอีกประเด็น ไหนล่ะ การชี้แจงข้อเท็จจริง ที่ท่านว่า หนังสือไม่บอกจุดไหนที่อยากใช้สิทธิชี้แจง แถมออกตัวแรงด้วยว่าที่เธอทำมามันก็ยังไม่ได้คลาดเคลื่อนเกินจริง หรือบิดเบือนจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรอกนะ อ่าวแล้วจะให้เขาแก้ข่าวตรงไหน จริง ๆ ถ้า สตง. ชี้แจงมา ผมเชื่อว่าทางสื่อก็จะลงการชี้แจงนั้น คนที่มันจะได้ประโยชน์ก็คือประชาชนที่เป็นผู้รอรับสารนั่นล่ะครับ
8
8
628
ในประเด็นเงินบริจาค เทวฤทธิ์เห็นว่าการพิจารณาตาม พ.ร.ป. พรรคการเมือง มาตรา 72 และ 92 ต้องคำนึงถึงพฤติการณ์และความได้สัดส่วน เขามองว่าเงิน 150,000 บาทมีน้ำหนักไม่พอจะชี้นำหรือครอบงำพรรค และเตือนว่าหากเงินบริจาคจำนวนไม่มากกลายเป็นเหตุยุบพรรคได้ ก็อาจเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีโอนเงินเพื่อสร้างเหตุร้องเรียน อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลของศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ช่วยให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและอุดช่องโหว่ของพรรคได้ แต่ไม่ควรเร่งสรุปไปถึงการยุบพรรค posttoday.com/columnist/post…
2
8
343
เห็นโพสต์ต้านลาคลอด 180 วัน คนเอามาอัดว่า "เหมือนทาสที่ปกป้องสิทธินายทาส เป็นผู้หญิงทำไมไม่สนับสนุนสิทธิผู้หญิงด้วยกัน" จะบอกว่า จริงๆ เขาอาจเป็นายทุนที่เป็นผู้หญิงก็ได้ครับ
4
12
587
ห่วงแก้ที่มาแหล่งรายได้ Thai PBS เปิดช่องฝ่ายบริหารแทรกแซงการทำงาน กระทบหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ หากจริงใจแก้ขริงแต่ยังคงความเป็นอิสระด้านงบประมาณ ควรเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 เพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระด้านงบประมาณ ควบคู่กับการตรวจสอบอย่างสมดุลด้วย (แต่นั่นล่ะที่เป็นอยู่คือไม่มี) tpchannel.org/news/35946
2
5
18
507
นอกจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ตอนนี้จะไม่สามารถยุบพรรคเขาได้อยู่แล้ว การยกประเด็นนี้ขึ้นมายังรังแต่จะสร้างความชอบธรรมให้กับกฎหมายทำนองนี้ . พรรคการเมืองควรเป็นสถาบันทางการเมืองของสมาชิกและประชาชน ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกรรมการบริหาร ดังนั้นความผิดในลักษณะนี้ หากผิดจริงก็เป็นความผิดที่ตัวผู้บริหาร ผิดเฉพาะคนควรลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ลงโทษพรรคที่ควรเป็นของสมาชิกและประชาชน . จริงอยู่ข้อเขียนของคุณศิริโชคที่ยกข้อกฎหมายมาประกอบเพื่อให้เห็นว่ามีอยู่จริงนั้นเป็นเรื่องถูกต้องในข้อเท็จจาิง แต่การเชียร์ให้เรื่องนี้ไปถึงขั้นให้ยุบพรรคกันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรสนับสนุน ถึงแม้ในความเป็นจริงเราต่างรู้กันดีว่าเรื่องนี้คงไปไม่ถึงจุดนั้นอยู่แล้วก็ตาม ยิ่งไปไม่ถึงยิ่งไม่ควรเชียร์เพราะท้ายสุดมันจะกลายเป็นสิ่งที่จะมาย้อนทำลายพรรคการเมืองที่ไม่ได้อยู่ในใบอนุญาตินั้น
สว.เทวฤทธิ์ มองอีกมุม ปมเงินบริจาค หากผิดก็เป็นเรื่องบุคคล ไม่ควรเชียร์ให้ยุบพรรค #มติชนออนไลน์
3
39
52
3,431
ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องเปลี่ยนที่มาของรายได้ #ThaiPBS ที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ให้เปลี่ยนจาก Earmarked Tax (การจัดเก็บและจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ) ไปใช้กระบวนการงบประมาณปกติ โดยอ้างวินัยการเงินการคลังของรัฐนั้น มีความกังวลว่า Thai PBS ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะจะสูญเสียความเป็นอิสระหรือเสรีภาพสื่อ เพราะจะถูกรัฐบาลแทรกแซงผ่านกระบวนการงบประมาณนี้ . มีประเด็นหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาเทียบคือ ขนาดศาลหรือองค์กรอิสระยังใช้กระบวนการงบประมาณปกติเลย Thai PBS จะเป็นอิสระมากกว่าองค์กรเหล่านี้หรืออย่างไร จริง ๆ ต้องบอกว่าคนที่พูดทำนองนี้อาจไม่ได้ดูข้อกฎหมายโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะมาตรา 141 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติ "หลักประกันความเป็นอิสระทางงบประมาณ" ให้แก่องค์กรเหล่านี้ไว้เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายบริหาร จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญเล็งเห็นว่ากระบวนการงบประมาณของฝ่ายบริหารที่ผ่านคณะรัฐมนตรีนั้น สามารถแทรกแซงได้ นี่ยังไม่รวมถึงสภาที่เสียงข้างมาก (ซึ่งสนับสนุนรัฐบาล) ยังสามารถปรับลดหรือตัดทอนงบประมาณได้ หลักการนี้ไม่ได้เพิ่งมีในรัฐธรรมนูญปี 60 แต่ในรัฐธรรมนูญปี 50 ก็บัญญัติไว้ในมาตรา 168 วรรคแปดและวรรคเก้า ส่วนรัฐธรรมนูญปี 40 อยู่ในมาตรา 75 วรรคสอง . ดังนั้น ต่อให้บอกว่า พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส มีกลไกต่าง ๆ ป้องกันไม่ให้โดนแทรกแซงจากรัฐบาล คำถามก็คือ ขนาดศาล องค์กรอิสระ อัยการ หรือแม้แต่รัฐสภา ที่มีอำนาจต่อกรกับรัฐบาลมากกว่า Thai PBS รัฐธรรมนูญยังต้องบัญญัติหลักประกันความเป็นอิสระทางงบประมาณเอาไว้เลย แถมยังมีกลไกให้ยื่นคำขอแปรญัตติได้โดยตรง . ดังนั้น ข้อโต้แย้งที่ว่าการผ่านกระบวนการงบประมาณจะยังปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาล และจะไม่กลายเป็น NBT สาขา 2 นั้น จึงยังมีช่องว่างที่ Thai PBS ไม่มีบทบัญญัติคุ้มกันหรือหลักประกันเหมือนองค์กรเหล่านี้ในรัฐธรรมนูญ หากจะพิสูจน์ว่าไม่มีเจตนาแทรกแซง ก็ควรเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 เพื่อนำ Thai PBS (หรือ สสส.) เข้ามาอยู่ในบทคุ้มกันความเป็นอิสระทางงบประมาณนี้ด้วย แต่นี่กลับไม่เห็นมีเลย . ยังไม่รวมประเด็นพอยกเลิก Earmarked Tax ตรงนี้ อย่างน้อย ๆ 3.5% ของภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบที่ถูกบัญญัติในกฎหมายระดับ พ.ร.บ. เท่าที่ฟังคำชี้แจงระบุว่าไม่ได้เลิกเก็บ แต่จะไปใช้วิธีการออกมาตรการระดับกฎกระทรวงแทน ซึ่งเราก็รู้กันว่าขึ้นอยู่กับแนวนโยบายของฝ่ายบริหารในขณะนั้นว่าจะปรับแก้อย่างไร ไม่เหมือนระดับ พ.ร.บ. ที่แก้ไขยากกว่าเพราะต้องผ่านสภา ข้อดีคือมีความยืดหยุ่นขึ้น แต่ข้อเสียคือขึ้นอยู่กับนโยบาย คนสูบบุหรี่และดื่มเหล้าอาจซื้อได้ในราคาถูกลงก็ได้หากรัฐบาลเสนอลดภาษีตรงนี้ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลขณะนั้นมองสินค้านี้ในมิติใด . ต้องอธิบายตอนท้ายอีกครั้งว่า การปกป้องแหล่งที่มาของรายได้เพื่อสร้างหลักประกันความเป็นอิสระ (หรือในที่นี้คือเสรีภาพสื่อสาธารณะ) ที่จะไม่โดนรัฐบาลแทรกแซงนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เห็นปัญหา ปัญหามีเยอะมากและถูกอภิปรายมาตลอด ซึ่งก็ต้องปฏิรูปกันไป แต่พออยากปฏิรูปหรือตรวจสอบแล้วกลับกลายเป็นเปิดช่องให้รัฐบาลแทรกแซงได้ผ่านกระบวนการงบประมาณ (ย้ำว่าแทรกแซงได้ ไม่อย่างนั้นรัฐธรรมนูญคงไม่วางบทคุ้มกันไว้อย่างที่กล่าวมาข้างต้น) งานนี้ Thai PBS เปลี่ยนแน่ครับ แต่น่าจะไม่ใช่อย่างที่ขาประจำวิจารณ์และคาดหวังมาตลอด ส่วนใครที่วิจารณ์โดยหวังให้สื่อไปอยู่ในมือของรัฐบาลนั้นก็เป็นอีกเรื่อง . ที่พูดมานี้ไม่ได้บอกว่ากระบวนการรัฐสภาขาดความชอบธรรมในการตรวจสอบผ่านกระบวนการงบประมาณ เปล่าเลยครับ รัฐสภามีความชอบธรรมแน่นอนในฐานะตัวแทนของเสียงข้างมาก แต่ระบอบประชาธิปไตยก็ต้องมีหลักประกันหรือการคุ้มครองเสียงข้างน้อยด้วย สื่อที่ทำงานตรวจสอบอำนาจ ทำงานเชิงสืบสวนสอบสวน รวมทั้งการให้พื้นที่กับเสียงคนที่เห็นต่างจากรัฐ รัฐบาล หรือแม้แต่กระแสสังคม เราก็ควรมีกลไกในการให้หลักประกันนั้น ส่วนในระบอบประชาธิปไตยเราจะให้หลักประกันนั้นเท่าไหร่ ให้มาแล้วคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพไหม ก็ถกเถียงกันได้ จริง ๆ แล้ว Thai PBS เขาก็มีกระบวนการตรวจสอบ เช่น การรายงานต่อสภา การตรวจสอบโดย สตง. กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม หรือแม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อด้วยกันเอง (ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องดีมาก ๆ ที่สื่อจะทำแบบนี้) ประชาชนที่เป็นผู้ติดตามก็จะได้ประโยชน์ ขอเพียงทำให้ลึกและสมดุล นี้ไงมันก็ตรวจสอบกันได้ แถมยังทำได้มากกว่าองค์กรลึกลับบางองค์กรที่แม้จะเข้าระบบงบประมาณปกติ และไม่มีบทคุ้มกันในรัฐธรรมนูญอย่างมาตรา 141 ที่ว่า แต่ก็ยังหาคนไปตรวจสอบยากเหลือเกิน ไม่ว่าจะในหรือนอกสภาก็ตาม
2
65
57
2,080
เห็นข่าวทนายคุณทักษิณไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอนิรโทษกรรมและล้างมลทินข้อกล่าวหา ตามข่าวปรากฏว่าเป็นคดีต่อไปนี้ (อ้างอิงจากข่าวในมติชน) คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 (คดีแก้ไขสัมปทานที่ถูกกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป) คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 (คดีปล่อยกู้ EXIM Bank) คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 (คดีหวยบนดิน) รวมถึงคดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 . ในข่าวอ้างว่า เข้าข่ายความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ลำดับที่ 29 (ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) และความผิดที่เกี่ยวพันกัน แต่จริงๆ แล้วตามบัญชีแนบท้ายคือลำดับที่ 31 (ดูตามภาพที่แนบครับ) . จริงอยู่ที่คดีทั้งหมดเริ่มต้นจากการตรวจสอบตามประกาศ คปค. (คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ฉบับที่ 30 ตอนปี 2549 ที่ตั้ง คตส. หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (ที่รวมดาวคนที่จ้องเล่นงานคุณทักษิณเข้ามาไต่สวนข้อเท็จจริงตั้งต้น) ซึ่งหากดูเฉพาะมาตรา 7 ประกอบข้อ 31 ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เหมือนจะเข้าเกณฑ์การได้รับนิรโทษกรรม . แต่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีบทยกเว้นในมาตรา 3 กำกับไว้ว่า "ไม่นิรโทษกรรม" (ดูภาพประกอบ) 1. ความผิดเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ ได้แก่ การกระทำความผิดฐานทุจริต หรือประพฤติมิชอบ 2. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 3. ความผิดต่อชีวิตและต่อร่างกายอย่างร้ายแรง ได้แก่ การกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การกระทำที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 4. รวมทั้งความผิดต่อเอกชนหรือความผิดต่อส่วนตัว ได้แก่ การกระทำความผิดต่อส่วนตัว หรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม . ทีนี้พอดูคดีที่ทนายคุณทักษิณไปยื่นต่อคณะกรรมการฯ ตามที่ปรากฏในข่าว จริงอยู่ที่คดีเหล่านี้ถูกริเริ่มและขับเคลื่อนโดย คตส. ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดจากประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 (ซึ่งไม่ชอบธรรมนั่นล่ะ) แต่ฐานความผิดที่ใช้กล่าวหาคือ "การทุจริตและประพฤติมิชอบ" ไม่ใช่การฟ้องในฐานความผิดขัดคำสั่ง คปค. โดยตรง ที่อยู่ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ข้อ 31 ประกอบมาตรา 7 ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม . แต่แน่นอนว่าเมื่อยังเป็นเรื่องของการตีความ ก็เป็นสิทธิที่จะยื่นร้องและให้คณะกรรมการฯ พิจารณา ผมมองว่าหลักใหญ่ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้คือการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จึงหวังว่าคณะกรรมการฯ จะพิจารณาประเด็นเหล่านี้ . เมื่อพูดถึงหลักการพิจารณาเรื่องการสร้างเสริมสังคมสันติสุข แม้นักโทษที่ถูกดำเนินคดี ม.112 หรือแม้แต่ ม.297 (บาดเจ็บสาหัสที่ในเหตุการณ์จริงอาจไม่มีใครบาดเจ็บ) จะถูกยกเว้นการนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 ใน พ.ร.บ. นี้ แต่ก็ไม่ได้ปิดทางหรือล็อกว่าไม่ให้บังคับใช้ อีกทั้ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ในมาตรา 6 (4) ยังเปิดให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข มีหน้าที่และอำนาจจัดทำข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล เพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ต้องรอให้ครบ 180 วัน คณะกรรมการฯ ก็สามารถออกข้อเสนอแนะก่อนได้เลย ไม่ว่าจะเป็น: 1. ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว (การประกันตัว) ให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ 2. การประสานเพื่อกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไว้ชั่วคราว 3. การบังคับใช้มาตรการคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 [ที่บัญญัติไว้ว่า "การกำหนดอาณาเขตในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำให้เป็นสถานที่คุมขังเพื่อดำเนินกิจการตามภารกิจของกรมราชทัณฑ์ ให้สามารถทำได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง"] หรือมาตรา 89/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 4. การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษ เพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์และการสร้างสันติสุข 5. การจัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เพื่อความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติ 6. การปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้จริง . คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข สามารถออกข้อเสนอแนะได้เลยครับ ไม่ต้องรอ 180 วัน เพื่อสร้างสังคมสันติสุข แม้คนเหล่านั้นอาจจะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถใช้กลไกอื่นในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สำหรับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองเหล่านั้นได้
1
15
2
24
1,427
ค่ำวานนี้ (12 ต.ค.) ผมได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์ผ่าน รายการ "ทันข่าววุฒิสภา" ประเด็นหลังการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ซึ่งผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการพบว่าผู้สมัครจาก "ทีมประกันสังคมก้าวหน้า" กวาดชัยชนะยกทีมทั้ง 14 ที่นั่ง ในโควตาฝั่งนายจ้างและผู้ประกันตน โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์พุ่งทะลุ 1 ล้านคน สะท้อนถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงและตื่นตัวของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ . [ผู้ใช้สิทธิ์พุ่งกว่า 1 ล้านคน สะท้อนความตื่นตัว] . สำนักงานประกันสังคม เปิดเผยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจาก 5,233 หน่วยทั่วประเทศ ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์รวมกว่า 1 ล้านคน เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2566 พบว่าสัดส่วนการใช้สิทธิ์ของนายจ้างเพิ่มขึ้นถึง 733% และผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น 533% โดยผู้สมัครจากทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้รับคะแนนเสียงทิ้งห่างคู่แข่งอันดับรองลงมาหลายสิบเท่าตัว ด้านตัวแทนจากทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้แถลงขอบคุณทุกคะแนนเสียง โดยระบุว่านี่คือชัยชนะที่ประชาชนต้องการเห็นประกันสังคมกลับคืนสู่มือของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง พร้อมย้ำนโยบาย "บอร์ดสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่บอร์ดของชำร่วย" โดยเตรียมเดินหน้าเปิดเผยรายงานการประชุมและถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ดภายใน 7 วันแรกเพื่อความโปร่งใส . ["ความโปร่งใส" คือก้าวแรกในการกู้ความเชื่อมั่น] . ขณะที่ผู้ดำเนินรายการถามผมถึงปรากฏการณ์นี้ โดยผมมองว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าจากครั้งก่อน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าผู้ประกันตนตระหนักแล้วว่าเงินกองทุนมูลค่ามหาศาลนี้เป็นเงินของพวกเขาเอง แม้สัดส่วนผู้มาใช้สิทธิ์จะยังอยู่ที่ประมาณ 8-9% ของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมดราว 10 กว่าล้านคนก็ตาม . สำหรับการกู้ความเชื่อมั่นต้องเริ่มต้นจากการเปิดเผยข้อมูลตามที่บอร์ดใหม่ได้หาเสียงไว้ การถ่ายทอดสดและเปิดเผยรายงานการประชุมที่มีสาระสำคัญ (ไม่ใช่แค่ตัวสรุป) จะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบแนวคิดและการตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องการนำเงินไปลงทุน ว่ามีความคุ้มค่าทางการเงินและคำนึงถึงสิทธิแรงงานหรือไม่ พร้อมเสนอให้บอร์ดใหม่มีกลไกรับฟังความเห็นจากผู้สมัครที่พ่ายแพ้หรือสหภาพแรงงานต่างๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง . [ข้อจำกัดทางกฎหมายและหนี้ค้างชำระจากรัฐ] . ความท้าทายว่า ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม บอร์ดมีอำนาจในลักษณะการให้ข้อเสนอแนะ โดยอำนาจการตัดสินใจชี้ขาด โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณและการลงทุน ยังคงอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดังนั้นบอร์ดชุดใหม่จะต้องแสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายการเมืองในการผลักดันนโยบายต่างๆ . นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่รัฐบาลค้างชำระเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและเสียโอกาสในการนำเงินไปลงทุนให้เกิดดอกออกผล ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีการเปิดเผยและเร่งรัดต่อไป ส่วนประเด็นอื่นๆ ตามคลิปนี้ครับ youtube.com/watch?v=G4yyZhl_…
1
15
28
1,191
ยังไม่มีข้อห้ามเรื่อง "ความเป็นกลางทางการเมือง" ของผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม และไม่ควรมีด้วย . กรณีที่เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมออกมาพูดทำนองว่า จะมีการตรวจสอบผู้ชนะการเลือกตั้งว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แล้วมีการโยงว่ามีระเบียบห้ามไว้นั้น ต้องมาไล่เรียงดูกันครับว่า ปัจจุบัน "ยังไม่มีข้อห้าม" เรื่องการเมืองเข้ามาชี้นำครับ แม้ช่วงต้นปีจะมีความพยายามแก้ไขระเบียบและเปิดรับฟังความคิดเห็นไป แต่ก็โดนกระแสคัดค้าน (เพราะมองจากดาวอังคารก็เห็นว่ามีเป้าหมายเพื่อสกัดใคร) ซึ่งเป็นความพยายามรอบเดียวกับการเสนอแก้กติกาให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งคนเลือกได้เพียง 1 คน จากเดิมที่เลือกได้ 7 คนนั่นล่ะครับ . ปัจจุบัน ระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ฉบับปี 2564 ข้อ 23 (10) กำหนดห้ามเพียงแค่ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาลงสมัคร โดยต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปีเท่านั้น . ส่วนประเด็นที่คนเข้าใจผิด (จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) นั้นมาจาก "ร่าง" แก้ไขระเบียบที่เสนอและรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อต้นปี ซึ่งถูกกระแสคัดค้านจนตกไป โดยระบุอยู่ในร่างแก้ไขฯ ข้อ 27 (6) ที่กำหนดให้ผู้สมัคร "ต้องเป็นผู้มีความเป็นกลางทางการเมือง ไม่เป็นผู้มีประโยชน์ได้เสีย และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมจากฝ่ายการเมือง" ซึ่งเมื่อต้นปีก็เป็นที่ถกเถียงกันไปแล้วว่า การแก้ไขนี้รวมถึงการลดสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จากเดิมที่เลือกได้ 7 คน เหลือเพียง 1 คน เห็นได้ชัดเจนว่าร่างนี้เขียนมาเพื่อสกัดใคร . สำหรับคำถามที่ว่าบอร์ดประกันสังคมควรปลอดการเมืองหรือไม่ ต้องบอกว่าจุดกำเนิดของระบบนี้ก็มาจากการเมือง และเป็นเรื่องที่กระทบต่อคนจำนวนมากราว 20 ล้านคน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความเกี่ยวข้องกับการเมือง ประกอบกับรัฐมนตรีเองก็มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนฝ่ายรัฐถึง 7 คน ซึ่งก็สัมพันธ์กับการเมืองอยู่แล้ว ดังนั้น แทนที่จะพยายามเอาการเมืองออกไป ควรทำให้เปิดเผยและโปร่งใสไปเลย เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกได้อย่างตรงไปตรงมา เว้นเสียแต่ว่าเราจะเชื่อแบบ ดร.ลูกบิด ที่มองว่าผู้ประกันตนไม่มีคุณภาพและขาดดุลพินิจในการตัดสินใจ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันต่อ . ท้ายนี้ ที่เห็นสื่อบางสำนักหรืออินฟลูเอนเซอร์บางคนไปอ้างอิงระเบียบว่าด้วยการเลือกบอร์ดฯ (ฉบับที่ 2) ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อปลายเดือนสิงหาคมและลงนามโดย รมว.แรงงาน นั้น อันที่จริงคือการปลดล็อกเรื่อง "ไม่ต้องลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง" ครับ ไม่ใช่เรื่องข้อกำหนดความเป็นกลางทางการเมืองที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่แต่อย่างใด . #เลือกตั้งประกันสังคม
11
349
16
340
25,844
เผื่อใครอยากดูระเบียบต้นทางครับ . 1. ร่างระเบียบฯ เจ้าปัญหา (ที่ถูกปัดตกไปแล้ว) อันนี้คือร่างระเบียบเลือกบอร์ดประกันสังคมที่เปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อต้นปี แล้วโดนกระแสคัดค้านจนต้องพับโปรเจกต์ไป นอกจากจะกำหนดเรื่องต้องมีความเป็นกลางทางการเมืองแล้ว ยังมีประเด็นลดสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Voter) จากเดิมที่เลือกได้ 7 คน เหลือเพียง 1 คนด้วย ข้อที่เป็นประเด็นจนคนเอาไปปะปนกันให้มั่วไปหมดในตอนนี้คือ ข้อ 27 (6) ซึ่งขอย้ำว่า "ไม่ได้มีการประกาศใช้" นะครับ อ่านร่างฯ ได้ที่: kprc75t6q3.execute-api.ap-so….ร่างระเบียบกระทรวงแรงงาน-เลือกตั้ง%20พ.ศ.%20.....pdf . 2. ระเบียบฯ ปี 2564 (ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน) อันนี้เป็นระเบียบเลือกบอร์ดฯ ปี 2564 ซึ่งเป็นฉบับที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน มีการกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามไว้เพียงว่า "ต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี" ซึ่งระบุอยู่ในข้อ 23 (10) ครับ อ่านระเบียบฯ ได้ที่: drive.google.com/file/d/1d2x… . 3. ระเบียบฯ ฉบับแก้ไข (เพิ่งประกาศปลายเดือนสิงหาคม) ส่วนอันนี้เป็นระเบียบฉบับแก้ไขล่าสุดที่เพิ่งออกมาเมื่อปลายเดือนสิงหาคม มีการแก้ประเด็นเดียวคือ "ไม่ต้องลงทะเบียนใช้สิทธิแล้ว" เท่านั้น แต่มีคนเอาข้อมูลไปปะปนกัน ทำให้ดูเหมือนว่ามีการแอบยัดไส้เรื่องคุณสมบัติ "ความเป็นกลางทางการเมือง" เข้าไปด้วย ซึ่ง ไม่เป็นความจริง ครับ ตรวจสอบได้จากลิงก์นี้เลย อ่านระเบียบฯ ได้ที่: ratchakitcha.soc.go.th/docum…
7
14
968
นักวิชาการ-สื่อมวลชน ชี้ชะตา "Thai PBS" ท่ามกลางมรสุม สตง. และความพยายามแก้กฎหมายงบฯ หวั่นการเมืองแทรกแซงสื่อสาธารณะ . วันนี้ (12 ต.ค.69 ) ท่ามกลางกระแสการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและการบริหารงานของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ที่กำลังเผชิญทั้งมรสุมจากการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และความพยายามทางการเมืองในการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนที่มาของงบประมาณนั้น มีการจัดวงเสวนา “จุดตัดสื่อสาธารณะ ไปต่อหรือพอแค่นี้” ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น จตุจักร สะท้อนภาพหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่อาจชี้ชะตาอนาคตของสื่อสาธารณะของไทย . เวทีเสวนาดังกล่าวมีตัวแทนจากทั้งภาควิชาการ อดีตผู้บริหาร และตัวแทนสถานีเข้าร่วม ประกอบด้วย รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, รศ.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม, เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ดำเนินรายการโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย โดยประเด็นหลักพุ่งเป้าไปที่ความท้าทายสองด้านที่ Thai PBS กำลังเผชิญ คือ "ความโปร่งใสที่ต้องตรวจสอบได้" และ "ความเป็นอิสระที่กำลังถูกคุกคาม" . [ภัยคุกคามความเป็นอิสระ และวาระซ่อนเร้นในการแก้กฎหมายงบประมาณ] . ประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงคือความพยายามของพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย ในการผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกการจัดสรรภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ (ภาษีบาป) ให้กับ Thai PBS โดยอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลัง ซึ่ง เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ชี้ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่การรักษาวินัยการเงินการคลังที่แท้จริง แต่เป็นการบ่อนทำลายความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ หาก Thai PBS ต้องกลับไปพึ่งพางบประมาณแผ่นดินที่รอการอนุมัติจากรัฐบาล สถานะสื่ออิสระจะจบลงทันที และผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดหากมีการยกเลิกภาษีนี้คือกลุ่มทุนผู้ประกอบการสุราและยาสูบ . รศ.ปริญญา เสริมในประเด็นนี้ว่า สื่อสาธารณะคือผลผลิตจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่สังคมตระหนักว่าประเทศจำเป็นต้องมีสื่อที่หลุดพ้นจากการครอบงำของรัฐและทุน หากโครงสร้างงบประมาณถูกแทรกแซง ภูมิทัศน์สื่อไทยจะเหลือเพียงสื่อของรัฐที่ต้องปิดปากตัวเองเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจ และสื่อเอกชนที่ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มทุนที่สนับสนุนโฆษณา . [เอกสารหลุด สตง. : การตรวจสอบที่โปร่งใส หรือ เกมการเมือง?] . จากกรณีสื่อมวลชนนำเสนอข่าวเอกสารลับของ สตง. ที่ระบุว่าผู้บริหาร Thai PBS ใช้เงินผิดระเบียบจากการจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจง (เช่น ค่าตัวพิธีกร) เวทีเสวนามีความเห็นสอดคล้องกันว่า แม้เรื่องเงินสาธารณะจะต้องถูกตรวจสอบได้ (Accountability) แต่กระบวนการของ สตง. และสื่อที่นำเสนอข่าวมีความน่าเคลือบแคลง . รศ.ปริญญา ตั้งข้อสังเกตถึงการปล่อยเอกสารประทับตรา "ลับ" หลุดออกมาสู่สาธารณะก่อนที่จะมีกระบวนการพิจารณาจนถึงที่สุด ซึ่งเป็นการพิพากษาทางสังคมไปแล้ว ขณะที่ ดร.เจิมศักดิ์ มองว่า สตง. มีหน้าที่ให้คำแนะนำ ไม่ใช่ศาลพิพากษา และสังคมควรตั้งคำถามว่าการพุ่งเป้าโจมตี Thai PBS ในช่วงเวลานี้ มีความเชื่อมโยงกับการพยายามสร้างความชอบธรรมเพื่อนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายฮุบงบประมาณหรือไม่ . ทางด้าน พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ชี้แจงว่า การเบิกจ่ายที่ถูกตั้งคำถามนั้นเกิดขึ้นและได้รับการอนุมัติตามระเบียบปี 2561 ก่อนที่จะมีการปรับแก้ระเบียบใหม่ในปี 2567 จึงไม่ใช่การทำผิดกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ทางสถานีพร้อมรับฟังคำวิจารณ์และอยู่ระหว่างการชี้แจงตามกระบวนการ . [ทางรอด Thai PBS : ต้องปฏิรูปตัวเองให้เป็น "ร่มใหญ่" ของประชาชน] . แม้จะเผชิญการโจมตี แต่คณะวิทยากรเห็นตรงกันว่า Thai PBS ยังมีข้อบกพร่องที่ต้องเร่งแก้ไข รศ. วิไลวรรณ ระบุว่า Thai PBS ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าปัจจุบันเป็นพื้นที่สำหรับทุกคนแล้วหรือยัง หรือยังจำกัดอยู่แค่คนชั้นกลางในเมือง การสื่อสารผลงานที่ดีอย่าง The Active หรือแพลตฟอร์ม VIPA ยังไปไม่ถึงวงกว้าง ทำให้ประชาชนไม่รับรู้ถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ 2 พันล้านบาท . รศ.ปริญญา เสนอทางออกว่า Thai PBS ต้องปรับตัวเป็น "ร่มใหญ่" ให้กับสื่อสาธารณะอื่นๆ และผู้ผลิตอิสระ รวมถึงต้องสร้างสมดุลระหว่าง "สาระ" กับ "ความสนุก" เช่นเดียวกับ NHK ของญี่ปุ่น เพื่อดึงดูดฐานผู้ชม . ในช่วงท้าย พิเศษ ยอมรับว่าวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ Thai PBS ต้องเร่งปฏิรูปองค์กรขนานใหญ่ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างพื้นฐานมุ่งสู่ออนไลน์ (OTT) เพื่อปกป้องอธิปไตยข้อมูลข่าวสารของไทย และพร้อมดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบสื่อสาธารณะที่สังคมต้องการอย่างแท้จริง ก่อนย้ำทิ้งท้ายให้สังคมพิจารณาถึงจังหวะเวลาที่เหตุการณ์การตรวจสอบและการแก้กฎหมายเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างมีนัยสำคัญ . (ทีมงาน)
1
7
13
817
นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม อัดรัฐบาลอ้าง "วินัยการคลัง" จ้องฮุบภาษีเหล้า - บุหรี่ สับหวังดึงงบ สสส.-Thai PBS แจกพวกพ้อง . วันนี้ (12 ต.ค. 2569) ท่ามกลางกระแสข่าวที่รัฐบาลเตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมาย 4 องค์กร (รวมถึง สสส. และ ส.ส.ท. หรือ Thai PBS) เพื่อยกเลิกการจัดเก็บ "ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ" (Earmarked Tax) จากบุหรี่และสุรา โดยหวังดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่คลังกลาง ล่าสุด เครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาสังคมได้จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “แก้กฎหมาย 4 องค์กร เพื่อยกเลิกภาษีบาป สังคมมีแต่เสีย” ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น จตุจักร โดยมีแกนนำคนสำคัญตบเท้าเข้าร่วมวิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้ ชี้รัฐบาลใช้กรอบวินัยการเงินการคลังเป็นเพียง "ข้ออ้าง" เพื่อล้วงลูกงบประมาณไปใช้ในโครงการประชานิยม . [จวกยับ หวังดึงงบลงพื้นที่-เทียบเมกะโปรเจกต์ผลาญเงิน] . พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดประเด็นว่า กระทรวงการคลังพยายามต่อต้านภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะมาโดยตลอด แต่ในความเป็นจริง หากให้องค์กรเหล่านี้ไปพึ่งพางบประมาณแผ่นดินปกติ จะถูกหั่นงบจนทำงานไม่ได้ การจัดสรรงบผ่านระบบปกติมักไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน แต่กลายเป็นการ "แจกจ่ายให้กระทรวงของนักการเมือง" เพื่อสร้างฐานเสียง ปัจจุบันงบประมาณประเทศโตขึ้นถึง 4 เท่า (3.7 ล้านล้านบาท) แต่งบ สสส. ยังถูกแช่แข็งไว้ที่ 4 พันล้านบาท . สอดคล้องกับเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. ที่ตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ว่าการกู้เงินมาแจกพรรคพวก หรือทุ่มไปกับโครงการผูกพันงบมหาศาลอย่าง "แลนด์บริดจ์" หรือระบบประกันภัยพิบัติที่ใช้เงินหลักหมื่นล้านบาทต่อปี กลับทำได้ แต่ทีกับงบดูแลสุขภาพประชาชนของ สสส. (4 พันล้าน/ปี) หรือสื่อสาธารณะอย่าง Thai PBS (2 พันล้าน/ปี) รัฐบาลกลับ "จะเป็นจะตาย" อ้างวินัยการคลัง ทั้งที่รัฐเองเป็นคนสร้างหนี้ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง . [ชี้ "สากล" ทำกัน 80 ประเทศ - กางคำวินิจฉัยศาลฝรั่งเศสยันไม่ขัด รธน.] . เพื่อตอบโต้ข้ออ้างเรื่อง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ รศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กางข้อมูลสากลระบุว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ชัดว่ากว่า 80 ประเทศทั่วโลกมีการจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน . รศ.ดร.เอื้ออารีย์ ยังยกตัวอย่างประเทศฝรั่งเศสที่มีระบบกฎหมายคล้ายไทย ศาลรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสเคยวินิจฉัยแล้วว่า การเก็บภาษีเข้ากองทุนสุขภาพ "ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ" หากมีความจำเป็นทางเศรษฐกิจและสังคม ฝรั่งเศสจึงไม่เคยอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลังมายกเลิกภาษีนี้ แต่เน้นไปที่การตรวจสอบที่เข้มข้นแทน พร้อมเสนอทางออก 3 ข้อให้รัฐบาลไทย ได้แก่: 1. กำหนดเพดานภาษีสูงสุด ส่วนเกินให้ส่งเข้าคลัง 2. ให้รัฐสภาตรวจสอบแผน "ก่อน" การใช้เงิน ไม่ใช่ตรวจสอบย้อนหลัง 3. ประเมินความคุ้มค่าทุก 5 ปี . [ราชการไร้นวัตกรรม - สสส. คืนทุนให้สังคมถึง 6 เท่า] . ด้าน นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร จาก TDRI ประสานเสียงว่า สสส. ทำงานได้ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพกว่าระบบราชการมาก ดร.นณริฏ ระบุว่า การลงทุนด้านสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. ให้อัตราผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมถึง 6 เท่า สามารถเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น คนไร้สัญชาติ คนไร้บ้าน และคนพิการ ได้เร็วกว่าภาครัฐ หากรัฐต้องการตัดงบ ควรไปตัดโครงการที่ไร้ประสิทธิภาพอย่าง TH-AI Passport แทน . ขณะที่ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวอย่างเผ็ดร้อนว่า "ไม่วางใจรัฐบาลชุดนี้" และมองว่าข้ออ้างเรื่องวินัยการคลังเป็นเพียงเครื่องมือของภาคการเมืองที่ "หวาดกลัวการเติบโตของภาคพลเมือง" ราชการแทบไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาสังคม ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเด็กเกเร หรือกลุ่มความหลากหลายทางเพศได้ลึกซึ้งเท่าภาคประชาสังคมที่ สสส. สนับสนุน พร้อมวิจารณ์ท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่ามีความสับสนในตัวเอง และไม่ควรให้มาเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ . [รับมือภัยคุกคามใหม่ "บุหรี่ไฟฟ้า" - ลั่นพร้อมลงถนน] . ในช่วงท้ายของการเสวนา มีการหยิบยกประเด็น "บุหรี่ไฟฟ้า" ที่กำลังระบาดหนักในกลุ่มเยาวชน ว่าเป็นภัยคุกคามใหม่ที่รัฐบาลราชการตามไม่ทัน นางทิชา ยกตัวอย่างงานวิจัยพื้นที่ว่า เยาวชนไม่ได้กลัวนิโคติน แต่ "กลัวไม่มีเพื่อน" การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยนวัตกรรมทางสังคม ไม่ใช่แค่การแพทย์หรือการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ . ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ย้ำทิ้งท้ายว่า ผลงานชิ้นใหญ่ของ สสส. คือการผลักดันข้อมูลวิชาการไปสู่กฎหมายและนโยบายสาธารณะ ซึ่งนักการเมืองมักหลีกเลี่ยงที่จะทำเพราะกลัวเสียคะแนนเสียงหรือเสียผลประโยชน์ (เช่น การไม่ยอมขึ้นภาษีบุหรี่ หรือภาษีความอ้วน) สสส. จึงต้องคงความเป็นอิสระไว้ พร้อมประกาศกร้าวว่า หากรัฐบาลดึงดันจะแก้กฎหมายยุบงบ สสส. ตนก็ "พร้อมลงถนน" ร่วมกับประชาชนเช่นกัน . ทางด้าน ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้ดำเนินรายการ สรุปทิ้งท้ายว่า ข้อมูลความสำเร็จของการสร้างเสริมสุขภาวะตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมามีคุณค่ามหาศาล สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือ สสส. และภาคีเครือข่ายต้องสื่อสารเชิงรุกให้สังคมตระหนักว่า หากปล่อยให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงและฮุบเงินก้อนนี้ไป "สังคมไทยจะมีแต่เสียกับเสีย" อย่างแท้จริง . (ทีมงาน)
14
19
1,969
เจอคนปรามาสคนที่มา #เลือกตั้งประกันสังคม นาทีสุดท้าย เขารู้ไหมว่าบางหน่วยรถติด หน่วย ลต.ระยะทางไกลกว่าเลือกตั้งทั่วไป บ้างเดินเป็นกิโลฯ บางคนก็อาจติดงาน ทำงานวันอาทิตย์ครึ่งวัน ฯลฯ มันมีหลายเหตุผลมากสำหรับคนทำงาน ถ้าไม่โปรประชาธิปไตยแบบลูกบิดยังพอเข้าใจได้ นี่อะไร
10
197
4
198
5,863
สิ้นแล้ว ปฏิทินประกันสังคม ที่ไม่เคยได้รับ
21
44
1,036
#เลือกตั้งประกันสังคม ทิ้งห่างกันกว่า 16-20 เท่า ไม่น่าจะมีอะไรพลิกโผแล้ว สิ่งที่ต้องจับตาดูหลังจากนี้คือ . 1. ระยะเวลาการรับรองผล ย้อนไปเมื่อปี 66 เลือกตั้งวันที่ 24 ธันวาคม กว่าจะรับรองผลก็ปาเข้าไป 15 กุมภาพันธ์ (ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน) และได้ประชุมบอร์ดนัดแรกในวันที่ 8 มีนาคม ต้องรอดูว่ารอบนี้จะล่าช้าอีกหรือไม่ . 2. การสกัดกั้นหรือเตะตัดขา ครั้งที่แล้ว "พี่ไหม" โดนสอยตกเก้าอี้ทั้งที่ชนะการเลือกตั้ง ส่วนครั้งนี้ "นิว" ก็โดนตัดสิทธิ์ไปตั้งแต่เนิ่นๆ การกวาดที่นั่งเข้ามาได้ขนาดนี้ย่อมสร้างความหวั่นวิตกให้กลุ่มขั้วอำนาจเดิมแน่ๆ ต้องจับตาดูว่าจะงัดลูกเล่นไหนมาใช้อีก . 3. การแสวงหาฉันทามติ ไม่ใช่ Winner Takes All แม้นี่จะเป็นระบบเลือกตั้ง แต่ก็ไม่อยากให้มองว่า "ผู้ชนะต้องได้ทุกอย่าง" จริงอยู่ที่ต้องเร่งผลักดันนโยบายตามมติมหาชนที่เลือกเข้ามา แต่ประเด็นอื่นๆ ก็ยังต้องอาศัยการพูดคุยหาฉันทามติร่วมกัน . 4. ความท้าทายในระบบไตรภาคี โดยสภาพของระบบไตรภาคี มักจะลดทอนอำนาจการต่อรองของชนชั้นแรงงาน (ผู้ประกันตน) อยู่แล้ว การดึงแรงงานทุกกลุ่มที่เห็นประโยชน์ร่วมกันมาเป็นแนวร่วมจึงเป็นโจทย์สำคัญมาก อีกทั้งการที่กลุ่ม "ประกันสังคมก้าวหน้า" ส่งตัวแทนลงทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ประนีประนอมในตัว หลังจากนี้คงต้องเหนื่อยกับการบริหารความคาดหวังและจัดการความขัดแย้งภายในพอสมควร . 5. หมดเวลาของข้ออ้าง "เสียงข้างน้อย" เมื่อชนะขาดลอยขนาดนี้ ข้ออ้างที่ว่า "ผลักดันไม่ได้เพราะเสียงในบอร์ดมีน้อย" จะหยิบมาใช้ไม่ได้อีกต่อไป นี่คือบทพิสูจน์และโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายทีมงานจริงๆ พร้อมกับโจทย์เรื่องของการมีธรรมชาติที่ขัดกันระหว่างชนชั้น(นายทุน/กรรมาชีพ)ในทีมเอง แม้ในทีมนายจ้างบางคนจะโปรลูกจ้างมาโดยตลอดก็ตาม . ไม่ใช่พิมพ์เสร็จคะแนนพลิกนะ 😅
5
1,330
8
545
50,729