Pinned Tweet
ผมนอนไม่หลับมาทั้งคืนด้วยความตื่นเต้น
.
นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในชีวิต ผมจะได้มีโอกาสพบและสัมภาษณ์ บิล เบอร์เนตต์ (Bill Burnett) นักออกแบบและผู้เขียนหนังสือ 'คู่มือออกแบบชีวิตด้วย Design Thinking' ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งในฐานะนักอ่านและแฟนตัวยงของผลงานของบิล เรียกว่าเป็นไฮไลต์หนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้
.
หนังสือเล่มนี้เคยเปลี่ยนชีวิตผมมาแล้วหลายครั้ง ช่วยขุดให้ผมหลุดออกมาจากอาการเบิร์นเอาต์ตอนทำธุรกิจ ช่วยปรับกรอบความคิดว่าเราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ช่วยทำให้ผมรู้ว่าที่จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่า ‘ความล้มเหลว’ นั้นไม่มีอยู่จริง
.
“สวัสดีครับบิล ผมโสภณ บรรณาธิการเพจ Future Trends วันนี้จะมาเป็นคนสัมภาษณ์คุณครับ”
.
ผมยื่นมือที่ยังคงสั่นไม่หายไปจับมือเขาที่เดินเข้ามาในห้องที่ทางทีมงานจัดไว้ให้สัมภาษณ์
.
บิล ชายร่างสูง ผมขาวปนเทายิ้ม “สวัสดี ได้เลยๆ”
.
.
[[ #คุณไม่มีทางพร้อม 100%]]
.
.
ไม่ว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร สอบปลายภาค ทำธุรกิจออนไลน์ เขียนหนังสือ เลี้ยงไส้เดือน หรือแม้แต่การขึ้นพูดบนเวที ฯลฯ แม้คุณเตรียมตัวมากแค่ไหนก็ตาม ในหัวเราก็จะรู้สึกว่าขอเวลาเตรียมตัวอีกหน่อย อยากอ่านซ้ำอีกรอบ อยากพร้อมกว่านี้...แต่รู้อะไรไหมครับ? คุณไม่มีทางพร้อม 100% หรอก
.
เมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาคม ผมได้รับโอกาสจากทีมงานเพื่อให้ไปสัมภาษณ์ บิล ระหว่างที่เขามาเปิดเวิร์กชอปเรื่อง Designing Your Life ในประเทศไทยที่กรุงเทพฯ
.
เมื่อถูกชวน...ผมคว้าโอกาสนั้นไว้ในมือทันที แม้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต
.
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมจะไปทำงานสัมภาษณ์, แต่มันคือครั้งแรกที่ผมจะได้สัมภาษณ์คนระดับโลก
.
ถ้าเปรียบโอกาสเป็นรถไฟครับ มันผ่านมาจอดรอเราแป๊บหนึ่ง ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะกล้าพอที่จะเดินขึ้นรถไฟลำนั้นไหม?
.
แน่นอนครับว่าเราไม่สามารถขึ้นรถไฟทุกลำได้ เพราะไม่งั้นชีวิตคงยุ่งเหยิงน่าดู
.
แต่ถ้าเรามองว่ามันเป็นโอกาสที่ดี ที่จะพัฒนาตัวเองและทำให้เราไปยังสถานีต่อไปได้ แม้ไม่พร้อมโอกาสแบบนี้อาจจะไม่วนกลับมารับคุณอีกแล้วก็ได้
.
บรอนนี่ แวร์ (Bronnie Ware) พยาบาลชาวออสเตรเลียที่ดูแลผู้ป่วยในช่วงบั้นปลายชีวิต บอกในหนังสือ “The Top Five Regrets of the Dying” ว่าสิ่งหนึ่งที่คนใกล้ตายเสียดายที่สุดในชีวิตคือการไม่กล้าลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ และกลายเป็นคำถามในหัวมาตลอดว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันนั้น....”
.
ผมกระโดดขึ้นรถไฟลำนั้น และช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมงุ่นง่านกับการเตรียมตัวอย่างหนัก อ่านหนังสือสองเล่มของบิล (Designing Your Life กับ Designing Your Work Life) อีกรอบ ขีดเส้นใต้ส่วนที่สำคัญ นั่งเขียนสคริปต์คำถาม ดู Ted Talk ที่เขาไปพูด อ่านสัมภาษณ์ออนไลน์ ฯลฯ ทำทุกอย่าง
.
แต่ไม่ว่าจะเตรียมตัวมากแค่ไหน คืนก่อนวันสัมภาษณ์ก็ยังข่มตาหลับไม่ได้ พลิกไปพลิกมา ในหัวคิดแต่ว่าจะมีอะไรที่เตรียมได้อีกไหมนะ? ลืมอะไรไปรึเปล่า
.
เช้าวันนั้นระหว่างที่เดินทางไปยังสถานที่นัดหมาย ในหัวก็คิดถึงสคริปต์ที่เตรียมมาวนไปเรื่อยๆ
.
โชคดีที่ผมไปถึงก่อนเป็นคนแรกและก่อนเวลานัดประมาณชั่วโมงหนึ่ง ได้มีเวลาปรับแก้อีกนิดหนึ่ง
.
เข็มนาฬิกาขยับเข้าไปใกล้เวลานัดมากขึ้นเรื่อยๆ ทีมงานเริ่มทยอยกันมาช่วยจัดสถานที่ ผมนั่งสูดหายใจลึกๆ อยู่หลายครั้ง ท้องไส้มันปั่นป่วนบอกไม่ถูก มือยังสั่นแม้จะพยายามข่มไว้มากแค่ไหนก็ตาม
.
เสียงเคาะประตูดังขึ้น...บิลเดินเข้ามาในห้อง
.
ผมลุกขึ้นไปจับมือบิล แม้จะยังสั่นอยู่เล็กน้อย แต่จังหวะนั้นสวิตช์ในหัวเหมือนเปลี่ยนโหมด “เอาวะ...ลุยแล้ว”
.
.
[[ #โอกาสต้องการความกล้าและมันก็ขึ้นอยู่กับเรา ]]
.
.
กี่ครั้งแล้วที่เราปล่อยให้โอกาสดีๆ หลุดมือไปเพียงเพราะรู้สึกว่าเรายังเก่งไม่พอ? ยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบ? หรือแม้แต่ว่าจังหวะชีวิตยังไม่ใช่?
.
จากประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตมาบนโลกนี้หลายสิบปี บอกได้เลยครับว่าชีวิตนี้ไม่เคยมีจังหวะที่ดีหรอก
.
คุณจะรอให้พร้อม รอให้ดวงดาวบนฟ้ามาเรียงตัวกันเป็นสายรุ้งโค้งสวยๆ มันไม่มีทางเกิดขึ้น
.
ชีวิตก็แบบนี้แหละ เดี๋ยวมีนั่นมีนี่ ถ้ามัวแต่รอให้จังหวะชีวิตลงตัว...ก็คงเหมือนรอยูนิคอร์นมาวิ่งเล่นที่สวนหลังบ้าน มันอาจจะไม่เกิดขึ้นเลย (สังเกตว่าผมใช้คำว่าอาจจะ...เพราะวันหนึ่งถ้ามียูนิคอร์นมาวิ่งในสวนหลังบ้านจริงๆ ก็คงเจ๋งไม่น้อย)
.
โอกาสต้องการความกล้า และนั่นก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะกล้าปล่อยมือ ขยายคอมฟอร์ตโซนของตัวเองออกไปให้มันกว้างขึ้นไหม ดันตัวเองไปข้างหน้าแม้ไม่รู้ว่าอะไรรออยู่บ้าง
.
ใช่ครับเรากลัวแน่นอน กลัวว่าจะล้มเหลว กลัวหน้าฟาดพื้น, แต่นั่นถ้าปรับกรอบความคิดใหม่ ถ้าเราไม่ลองล้ม เราก็ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้หรอก การล้มบ่อยๆ คือยาถอนพิษของโรคกลัวความล้มเหลวที่ดีที่สุด
.
เราไม่มีทางพร้อมที่สุด เมื่อได้เวลาที่ต้องตัดสินใจหรือลงมือทำ และนั่นก็เป็นเรื่องที่โอเค
.
.
[[ #ความท้าทายคือการเติบโต ]]
.
.
โอกาสมาพร้อมความท้าทาย มันบังคับให้เราขยับและขยายขอบเขตคอมฟอร์ตโซนของตัวเองออกไปให้กว้างขึ้น ถ้าให้ลองจินตนาการถึงคอมฟอร์ตโซนเป็นวงกลมสักวงหนึ่ง ส่วนตรงกลางคือพื้นที่ปลอดภัย คือสิ่งที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี การอยู่ตรงนั้นไม่ใช่เรื่องผิด...แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เราเติบโตด้วย
.
พื้นที่คอมฟอร์ตโซนที่น่าสนใจและเราควรไปเดินเล่นอยู่บ่อยๆ คือบริเวณขอบๆ พื้นที่ที่เราไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ใช้ความสงสัยแบบเด็กๆ ที่อยากรู้อยากเห็นอยากลอง แล้วก็ลงมือทำ
.
โอกาสใหม่ๆ นำมาซึ่งความยุ่งยาก ไม่แน่นอน ไม่มีอะไรการันตีว่าสิ่งที่ทำจะสำเร็จหรือแม้แต่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
.
แต่เชื่อสิครับมันจะทำให้คุณเก่งขึ้น ไม่ว่าผลจะออกมายังไงก็ตาม
.
จำเอาไว้ว่าทุกครั้งที่คุณกล้าพอที่ให้โอกาสตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ บางครั้งคุณก็จะชนะ บางครั้งก็ไม่ได้ตามที่คิด แต่ทุกครั้งคุณจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงนั้น
.
ปัญหาของรถไฟแห่งโอกาสคืออะไรรู้ไหมครับ?
.
มันมาช้า และนานๆมาที แต่พอมาถึงมันกลับจอดรอไม่นาน
.
เปาลู กูเวลยู (Paulo Coelho) เขียนเอาไว้ว่า
.
“จังหวะที่เราไม่ได้คาดหวังอะไร ชีวิตจะส่งความท้าทายมาเพื่อทดสอบความกล้าของเราและความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ในจังหวะนั้นมันไม่มีประโยชน์เลยที่จะแสร้งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือบอกว่าเรายังไม่พร้อม ความท้าทายจะไม่อยู่รอ และชีวิตไม่หวนคืนกลับมาอีกครั้ง”
.
…
.
หลังจากการสัมภาษณ์ผมหยิบหนังสือไปให้บิลเซ็นสองเล่ม ขอบคุณเขาสำหรับช่วงเวลาและบทเรียนที่ดีมากๆ ตลอดสองชั่วโมง เขาบอกว่ายังไงรู้ไหมครับ?
.
บิลบอกว่า “ผมหวังว่ามันจะออกมาดีนะ หวังว่าคุณจะได้อะไรดีๆ กลับไป คำถามของคุณดีๆ เยอะเลย”
.
ผมยิ้มแก้มปริเลย
.
เชื่อผมเถอะครับ...คุณไม่มีทางพร้อม 100% แต่ก็ต้องลองทำ เพราะโอกาสจะไม่อยู่รอ และชีวิตไม่หวนคืนกลับมาอีกครั้ง
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
วันที่ลำบาก เพื่อนที่เราคิดว่าสนิทที่สุดกลับหายหน้าไปเลย ไม่แม้แต่จะทักทายมาถามไถ่ เราอาจจะนั่งคิดนอนคิด รู้สึกเหมือนโดนหักหลัง แต่ อดัม แกรนต์ บอกไว้ในหนังสือ ‘Vibe’ ว่าที่จริง ปัญหาอาจจะอยู่ที่เราใช้คำว่า ‘เพื่อน’ ไม่ตรงกันตั้งแต่แรก
.
เอ้าาาาา...(555555)
.
ลองแบบนี้ครับ เปิดไลน์ดูก็ได้ครับ กลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อนมัธยม กลุ่มที่ทำงาน กลุ่มลูกบ้าน กลุ่มเพื่อนออนไลน์ที่อาจจะไม่เคยเห็นหน้ากัน ชื่อกลุ่มตั้งตามที่มาของความสัมพันธ์ เรียนด้วยกัน ทำงานด้วยกัน อยู่บ้านติดกัน หรือเกิดมาในอำเภอเดียวกัน ดูชื่อก็พอรู้ว่าเรารู้จักคนกลุ่มไหนแบบไหน แต่เราเคยถามไหมว่าทำไมเราถึงคบหากับคนเหล่านี้ ทำไมทุกวันนี้เรายังคุยใครสักคนหนึ่งอยู่
.
พูดอีกอย่างคือ ที่ผ่านมาเราจัดคนไว้ในกลุ่มตามมิติด้านต่างๆ ของชีวิต (life domain) เช่น เพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนทำงาน เพื่อนบ้าน เพื่อนที่โตมาด้วยกัน คนในครอบครัว ฯลฯ แต่การจัดกลุ่มแบบนี้ไม่ได้บอกเหตุผลเลยว่า ‘ทำไม’ (why) เราถึงมีความสัมพันธ์ตรงนั้น
.
ถ้าตอบเรื่องนี้ได้ เราจะเริ่มเข้าใจเรื่องค้างคาใจหลายเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในชีวิตทันที อย่างเช่นทำไมเพื่อนร่วมรุ่นบางคนเป็นได้แค่คนรู้จักเท่านั้น? ทำไมบางคนกลับเป็นคนที่เราโทรหาได้ตอนตีสองเพื่อปรึกษาปัญหา? ทำไมเพื่อนร่วมงานบางคนสนิทกว่าญาติในครอบครัวเดียวกัน? และทำไมคนที่อยู่บ้านเดียวกันมาทั้งชีวิตบางทีก็ห่างกันจนน่าใจหาย?
.
ในปี 2016 นักวิจัยจาก MIT และมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟตีพิมพ์งานชิ้นหนึ่งในวารสาร PLOS ONE พวกเขาให้ผู้เข้าร่วมวิจัยให้คะแนนว่ารู้สึกสนิทกับคนอื่นในกลุ่มแค่ไหน และให้เดาด้วยว่าอีกฝ่ายจะให้คะแนนตัวเองเท่าไร
.
ผลที่ได้น่าสนใจมากครับ ทุกครั้งที่ใครสักคนนับอีกคนเป็นเพื่อน เกือบทุกครั้งเขาเชื่อว่าอีกฝ่ายก็นับเขาเป็นเพื่อนเหมือนกัน คิดเป็น 94 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเอาคำตอบจริงของสองฝั่งมาเทียบกัน มีแค่ราวครึ่งเดียวที่อีกฝ่ายนับเขาเป็นเพื่อนด้วย อีกครึ่งหนึ่ง คนที่เขาเรียกว่าเพื่อนไม่ได้คิดแบบเดียวกับเขาเลย
.
อธิบายง่ายๆ คือ ถ้าเราไล่รายชื่อเพื่อนออกมาสิบคน แล้วไปถามทั้งสิบคนว่านับเราเป็นเพื่อนไหม จะมีแค่ราวห้าคนที่เขียนชื่อเรากลับมา
.
ฟังดูน่าใจหาย แต่แกรนต์มองว่าปัญหาอาจอยู่ที่คำว่า "เพื่อน" กว้างจนแทบไม่ได้บอกอะไร บางคนใช้เรียกทุกคนที่สนิทกว่าคนรู้จัก บางคนเก็บไว้ให้คนในวงในสุดเท่านั้น พอเรานิยามกันคนละแบบ ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคาดหวังอะไรจากเรา ตัวเลขครึ่งเดียวนั้นจึงอาจบอกแค่ว่าเราให้ความหมายกับคำนี้ไม่เหมือนกันนั่นเอง
.
เราอาจจะเคยได้ยินคำว่าคนสองคนมีคลื่นตรงกัน เหมือนเป็นตัวรับตัวส่งสัญญาณวิทยุที่เข้ากันได้ ใช้อธิบายคนที่คุยกันแล้วถูกคอ แกรนต์ก็ใช้ภาพคล้ายกันนี้ เขามองว่าคนเราเชื่อมกันได้บนคลื่นความถี่ 4 แบบ และแยกแต่ละคลื่นด้วยคำถามสองข้อ
.
ข้อแรก เรามาเจอกันเพราะสะดวก หรือเพราะตั้งใจเลือกกันเอง ส่วนข้อสอง เวลาอยู่ด้วยกัน เราหวังผลอะไรบางอย่าง หรือแค่อยากอยู่ด้วยกัน
.
ตรงนี้ก็จะแยกคนออกเป็น 4 กลุ่ม (2x2)
.
คลื่นแรกคือมิตรต่างตอบแทน (associates) คบกันเพราะต่างฝ่ายต่างมีสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ ช่างแอร์ประจำบ้าน แม่ค้าที่เก็บผักสดไว้ให้ เพื่อนบ้านที่ผลัดกันไปรับลูกที่โรงเรียน (กลุ่มนี้เจอกันเพราะสะดวกและหวังผลอะไรบางอย่าง)
.
คลื่นที่สองคือพันธมิตร (allies) คบกันเพราะเดินไปทางเดียวกัน ทีมที่ทำโครงการด้วยกัน เพื่อนในกลุ่มอาสา หุ้นส่วนที่เปิดร้านด้วยกัน (กลุ่มนี้ตั้งใจเลือกกันเองและหวังผลอะไรบางอย่าง)
.
คลื่นที่สามคือเพื่อนคอเดียวกัน (pals) คบกันเพราะชอบอะไรเหมือนกัน ก๊วนแบดวันพุธ เพื่อนวิ่ง เพื่อนที่ดูซีรีส์เรื่องเดียวกันแล้วต้องมาคุยกันต่อ (กลุ่มนี้สะดวกและแค่อยากอยู่ด้วยกัน)
.
คลื่นสุดท้ายคือเพื่อนยาก (companions) คบกันเพราะห่วงใยกันและมองโลกคล้ายกัน ให้คุณค่ากับเรื่องคล้ายๆ กัน เป็นคนที่เรากล้าเล่าเรื่องที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง และเป็นคนแรกที่นึกถึงตอนชีวิตพัง (กลุ่มนี้ตั้งใจเลือกกันเองและแค่อยากอยู่ด้วยกัน)
.
สองคลื่นแรกเน้นที่ผลลัพธ์ แก้ปัญหาจบไหม งานเสร็จหรือเปล่า สองคลื่นหลังเน้นที่เวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน วันไหนสนุกหรือมีความหมายก็คุ้มแล้ว ไม่ต้องได้อะไรติดมือกลับบ้าน มิตรต่างตอบแทนกับเพื่อนคอเดียวกันมักมาหาเราเองโดยบังเอิญหรือเน้นความสะดวก ส่วนพันธมิตรกับเพื่อนยากเราต้องเลือก
.
ใครเคยอ่านอริสโตเติลอาจรู้สึกคุ้นๆ เพราะเขาแบ่งมิตรภาพไว้เป็นสามแบบ คือคบกันเพราะได้ประโยชน์ คบกันเพราะอยู่ด้วยแล้วสนุก และคบกันเพราะเห็นความดีในตัวอีกฝ่าย
.
เอาเข้าจริงผมมองว่าทุกคลื่นสำคัญกับเราคนละเรื่อง บางวันเราอาจจะต้องการแม่บ้านมากกว่าเพื่อนยาก บางวันเราอาจจะต้องการก๊วนเพื่อนมากกว่าคนที่มาตามงานเราในวันหยุด บางวันเราอาจจะต้องการใครสักคนที่เดินเข้ามากอดแล้วบอกว่าทุกอย่างจะโอเคมากกว่าคนที่ทักมาสอนแล้วบอกว่าทนๆ ไปเถอะ
.
พอมองแบบนี้ปุ๊บ ป้ายที่เราเคยแปะไว้ให้คนรอบตัวก็เปลี่ยนไป
.
เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเป็นพันธมิตรชั้นดีได้ อีกคนในแผนกเดียวกันกลายเป็นเพื่อนยาก เพื่อนมัธยมที่เคยตัวติดกันอาจเหลือแค่เพื่อนคอเดียวกัน เจอกันปีละครั้ง เจอทีไรก็สนุก แต่วันที่มีเรื่องหนักใจ เรากลับไม่ได้นึกถึงเขาเลย แล้วคนที่ไม่ได้นับเราเป็นเพื่อนยาก ก็อาจยังนับเราเป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้ หรืออยากชวนเราไปเล่นพิกเกิลบอลสักวัน
.
สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครผิดถูกครับ เพราะที่จริงเราแค่อยู่กันคนละคลื่นมาตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง
.
เพิ่งคุยกับน้องคนหนึ่งไป เขาบอกว่าตัวเองค่อนข้างมีเส้นที่ชัดมากๆ ระหว่างคนในวงนอกที่ทำงานกับที่ทำงาน และไม่ค่อยกล้าเปิดใจกับคนที่ทำงานเท่าไหร่นัก
.
เหตุผลหนึ่งผมว่าคงเป็นความกังวล กลัวเสียใจ เพราะความเสียใจในความสัมพันธ์หลายครั้งเกิดจากการที่เราคิดว่าอีกฝ่ายอยู่บนคลื่นเดียวกับเรา เช่น เรานึกว่าเพื่อนคอเดียวกัน ออกไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ คือเพื่อนยาก แต่พอถึงวันที่ลำบาก เขาไม่ได้สนใจ แม้แต่ทักมาถามสักคำก็ไม่มี เราเลยหาว่าเขาหักหลัง ทั้งที่เขาอาจไม่เคยอยู่บนคลื่นนั้นเลย หรือบางทีเขาอาจแค่ไม่รู้ว่าเรากำลังแย่ ซึ่งก็อาจเป็นเพราะเราไม่ได้บอกเขาเอง
.
ความเงียบก็เป็นอีกเรื่องที่เรามักตีความผิด เพื่อนที่หายไปหลายเดือน เราก็คิดไปเองว่าเขาคงไม่แคร์แล้ว ทั้งที่ความสัมพันธ์ที่แน่นจริงๆ ไม่ได้ขาดง่ายขนาดนั้น เพื่อนยากบางคนไม่ได้คุยกันเป็นปี พอเจอหน้าก็คุยต่อได้เหมือนเพิ่งเจอกันเมื่อวาน บางทีสิ่งที่ขาดไปอาจเป็นแค่ประโยคสั้นๆ สักประโยค ว่าถึงจะไม่ค่อยได้คุยกัน แต่เรายังคิดถึงกันอยู่นะ
.
ในทางกลับกัน บางทีเราก็เป็นฝ่ายถูกดึงให้ขยับเปลี่ยนคลื่นทั้งที่ยังไม่พร้อม ยกตัวอย่างเพื่อนสมัยมัธยมที่เคยแต่เฮฮาด้วยกันจู่ๆ ก็ชวนทำธุรกิจ ทั้งที่เราชอบเขาตอนเป็นเพื่อนคอเดียวกัน และไม่เคยคิดอยากทำงานด้วยกันเลย หรือเพื่อนร่วมงานที่เริ่มเอาปัญหาชีวิตคู่มาระบายใส่ทุกวัน ทั้งที่เราอยากให้เขาเป็นแค่พันธมิตรที่ทำงานด้วยกันได้ดีเท่านั้น ฝ่ายหนึ่งอยากขยับเปลี่ยนคลื่น อีกฝ่ายยังอยากอยู่ที่เดิม ความอึดอัดแบบนี้เองที่ทำให้หลายคนขีดเส้นกับคนที่ทำงานไว้ตั้งแต่แรก
.
เรื่องในบ้านซับซ้อนที่สุด เราโตมากับความเชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องต้องเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด แต่เราไม่ได้เลือกเกิดในบ้านนั้น ถ้ามองจากตรงนี้อาจจะพอเข้าใจสาเหตุที่หลายคนทะเลาะกับพ่อแม่หรือพี่น้องได้รุนแรง เพราะทุกคนคาดหวังว่าต้องสนิทกัน ทั้งที่คลื่นอาจไม่ตรงกันเลย
.
ยังมีอีกเรื่องที่น่าคิด นาธาน ฮัดสัน นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นเมทอดิสต์ ให้คนกว่า 400 คนย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อน กับคู่ชีวิต และกับลูก บอกว่าตอนนั้นทำอะไรอยู่ แล้วให้คะแนนว่ารู้สึกมีความสุขแค่ไหน ผลออกมาว่าตอนอยู่กับเพื่อน คนเรามีความสุขที่สุด
.
ฟังแล้วอาจชวนให้คิดว่าเรารักเพื่อนมากกว่าคนในบ้าน แต่ไม่ใช่นะครับ ฮัดสันพบว่าเหตุผลอยู่ที่สิ่งที่เราทำด้วยกันต่างหาก
.
กับเพื่อน เรามักไปกินข้าว ไปเที่ยว นั่งคุยกันเฉยๆ ส่วนกับคนในบ้าน เรามักล้างจาน เลี้ยงลูก จ่ายบิล ถ้าเทียบตอนที่ทำเรื่องเดียวกัน ไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือครอบครัว ความสุขกลับพอๆ กัน นั่นแหละครับ
.
พูดง่ายๆ คือ ความสุขขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไรด้วยกัน มากกว่าว่าเราอยู่กับใคร หลายบ้านจึงอยู่ด้วยกันแบบ มิตรต่างตอบแทนกับพันธมิตรเกือบตลอดเวลา แบ่งงาน แบ่งหน้าที่ หารค่าใช้จ่าย แต่แทบไม่เคยได้เป็นเพื่อนที่ใช้เวลาทำอะไรสนุกๆ ด้วยกันเลย
.
ข้อสังเกตตรงนี้อีกอย่างคือคนคนหนึ่งสามารถอยู่ในหลายคลื่นความถี่ในชีวิตเราได้นะครับ บางครั้งเขาอาจจะเป็นมิตรต่างตอบแทน บางจังหวะอาจจะเป็นเพื่อนที่ไปเตะบอลกัน หรืออาจจะเป็นคนที่เราโทรหาตอนตีสองเพื่อระบายปัญหาชีวิตก็ได้ แต่ละบริบทการสื่อสารก็แตกต่างกัน
.
ที่จริงเราไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนเป็นเพื่อนยากด้วย เพราะเวลาและแรงที่เรามีให้คนอื่นมีจำกัด เพื่อนยากคงมีได้ไม่กี่คนด้วยเหตุผลเดียวกัน ส่วนพันธมิตรกับเพื่อนคอเดียวกันขยายวงได้กว้างกว่านั้น
.
แกรนต์อ้างงานศึกษาที่รวมผู้เข้าร่วมกว่าห้าหมื่นคนทั่วโลก ซึ่งพบว่าคนที่มีความสัมพันธ์ครบหลายแบบ ทั้งมิตรต่างตอบแทน พันธมิตร เพื่อนคอเดียวกัน และเพื่อนยาก มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนที่ฝากทุกอย่างไว้กับคนคนเดียว
.
ครั้งหน้าที่ไล่ดูรายชื่อกลุ่มในไลน์ ลองถามตัวเองทีละกลุ่มว่า เราคุยกับคนกลุ่มนี้เพราะอะไร คำตอบอาจทำให้เราเลิกน้อยใจเพื่อนบางคนที่ไม่เคยเป็นอย่างที่หวัง เลิกเร่งความสัมพันธ์ที่ยังไม่ถึงเวลา และอาจทำให้เราชวนคนในบ้านออกไปกินข้าวนอกบ้านสักมื้อ แบบที่ไม่มีใครต้องล้างจาน
.
(ส่วนผมเอง ยังนึกไม่ออกเลยว่าชื่อตัวเองอยู่ในกลุ่มของใคร ในฐานะอะไร 555 แต่หนังสือเล่มนี้สนุกมากกกก)
.
โสภณ ศุภมั่งมี
ขอต่ออีกนิดครับ
.
แกรนต์ชี้ว่า ยิ่งเราคลื่นตรงกับใครหลายคลื่น ความสัมพันธ์ก็ยิ่งแน่น
.
คนที่เรานึกถึงเป็นคนแรกเวลาจะทำงานสักชิ้น มักเป็นทั้งพันธมิตรและเพื่อนคอเดียวกัน ทำงานด้วยกันแล้วได้ผล เลิกงานก็ยังนั่งกินข้าวคุยกันต่อได้
.
ส่วนเพื่อนที่สนิทที่สุดมักเป็นทั้งเพื่อนคอเดียวกันและเพื่อนยาก คืนวันศุกร์ชวนกันออกไปสนุกได้ วันที่ชีวิตพังก็ยังมีไหล่ให้ซบ
.
แล้วก็ยังมีคนอีกแบบที่คนไทยเรียกว่าเพื่อนแบบคู่หู ride-or-die เขาอาจไม่ใช่คนที่เราอยากชวนไปเที่ยวด้วยนัก เพราะชอบอะไรไม่ค่อยตรงกัน แต่เรามีสัญญาใจต่อกันว่าจะไม่ทิ้งกัน เกิดเรื่องคับขันเมื่อไร เรารู้ว่าโทรหาเขาแล้วเขามาแน่
.
ส่วนคู่ชีวิตในอุดมคติ คือคนที่อยู่ครบทั้งสี่คลื่น เป็นทั้งคนที่ช่วยกันจัดการเรื่องในบ้าน คนที่เดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คนที่ชวนกันไปเที่ยวได้ทุกวันหยุด และคนที่กอดกันไว้ตอนอีกฝ่ายล้ม ความสัมพันธ์แบบนี้ถึงได้ลึกและมีหลายมิติ เพราะเราอยู่ข้างกันได้ในทุกบทบาทนั่นเองครับ
ถ้าต้องเขียนจดหมายถึงตัวเองตอนอายุยี่สิบ ย่อหน้าแรกคงยากที่สุด เพราะไม่รู้ว่าจะเล่าข่าวดีก่อน หรือเริ่มด้วยคำอธิบายที่ฟังคล้ายข้อแก้ตัวก่อนดี
.
บางครั้งผมก็ลองนึกกลับด้าน ว่าถ้าเขาเป็นฝ่ายเดินเข้ามาเห็นชีวิตวันนี้เอง เขาจะทำหน้าแบบไหนนะ?
.
บางเรื่องอาจจะทำให้เขาดีใจก็ได้ บางเรื่องอาจทำให้เขางง และบางเรื่องเขาคงถามตรง ๆ ว่า “แล้วความฝันที่เคยพูดไว้ล่ะ หายไปไหนหมด”
.
ซึ่งเอาจริง ๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะตอบเขาได้ครบทุกข้อ
.
ตอนอายุน้อย ความฝันเหมือนจะมีรูปร่างชัดเจน วาดหวังไว้ว่าจะเป็นอะไร อยากไปถึงตรงไหน และคิดว่าถ้าพยายามมากพอ ชีวิตก็น่าจะเดินตามแผนได้ พอมีใครบอกว่าวันหนึ่งเราอาจอยากได้อย่างอื่น เราก็มักคิดว่าเรื่องแบบนั้นไม่เกิดกับเราหรอก เขาก็แค่กำลังหมดไฟ หรือยอมแพ้ง่ายเกินไปแหละ
.
ความแน่วแน่ในตอนนั้นทำให้เราภูมิใจ จนเผลอคิดว่าการเปลี่ยนใจเป็นเรื่องน่าอาย
.
แล้วชีวิตก็ค่อย ๆ พาเราไปเจอรายละเอียดที่ไม่เคยอยู่ในแผน
.
งานในฝันมีส่วนที่เราเกลียด ความสำเร็จที่เคยอยากได้ต้องแลกด้วยเวลาที่เราเริ่มเสียดาย คนที่เรารักอายุมากขึ้น ร่างกายเริ่มออด ๆ แอด ๆ เหนื่อยง่ายกว่าเดิม และวันหยุดเงียบ ๆ ที่เคยมองว่าน่าเบื่อ กลับกลายเป็นสิ่งที่เราอยากรักษาไว้มากที่สุดอย่างหนึ่ง
.
เมื่อเข้าวัยสี่สิบ เราจึงอาจอยากได้ชีวิตที่ต่างจากเดิมมาก อยากทำงานอยู่เบื้องหลัง อยากอยู่ใกล้บ้าน หรืออยากเลิกพยายามเปลี่ยนสิ่งที่รักให้กลายเป็นรายได้ ความต้องการแบบนี้อาจทำให้รู้สึกผิด เหมือนเรากำลังทรยศต่อคนที่เคยมีความหวังเต็มไปหมด ทั้งที่คนคนนั้นตัดสินใจจากข้อมูลเท่าที่เขามีในวันนั้น ส่วนเราพอจะทราบผลลัพธ์ของการเลือกเหล่านั้นมากขึ้นแล้ว
.
ผมคิดว่าความยากอยู่ตรงการแยกให้ออกว่า เรากำลังเหนื่อยชั่วคราว หรือความฝันนั้นไม่พอดีกับชีวิตอีกแล้ว คำถามนี้คงตอบจากคืนที่ทำงานหนักเพียงคืนเดียวไม่ได้ บางทีต้องพัก ต้องลองเว้นระยะ แล้วสังเกตว่าเมื่อหายเหนื่อยแล้ว ใจยังรู้สึกต่อต้านทิศทางเดิมที่กำลังเดินไปอยู่หรือเปล่า
.
การให้เวลาตัวเองคิดจึงสำคัญพอ ๆ กับความกล้าที่จะตัดสินใจ
.
และถึงอยากเปลี่ยน เราก็อาจเปลี่ยนไม่ได้ทันที ยังมีค่าใช้จ่าย มีครอบครัว มีคำสัญญาที่ให้ไว้ การอยู่กับทางเดิมอีกระยะจึงไม่จำเป็นต้องกลายเป็นเหตุผลให้ดูถูกตัวเอง เราอาจค่อย ๆ เตรียมทางออก เก็บเงิน เรียนรู้ หรือทดลองทำสิ่งใหม่ในขนาดที่ความผิดพลาดยังรับไหว ความช้าตรงนี้มีเหตุผลของมัน โดยเฉพาะเมื่อการตัดสินใจของเราส่งผลถึงชีวิตคนอื่นด้วย
.
สิ่งที่ผมอยากมอบให้ตัวเราในวัยสี่สิบจึงเป็นพื้นที่สำหรับการเปลี่ยนใจ โดยไม่ต้องรีบเขียนคำอธิบายให้มันดูยิ่งใหญ่ เราอาจเพียงค้นพบว่าความสุขหน้าตาธรรมดากว่าที่เคยคิด และไม่อยากใช้เวลาที่เหลือพิสูจน์ว่าตัวเองตอนยี่สิบคิดถูกทุกเรื่อง (เด็กคนนั้นเองก็น่าจะเคยเลือกทรงผมที่วันนี้เราไม่อยากให้ใครขุดรูปขึ้นมาดู ความมั่นใจของเขาจึงมีขอบเขตของมันอยู่เหมือนกัน)
.
ถ้าลองถามให้ลึกลงไปกว่าตัวความฝัน ว่าตอนนั้นเราอยากได้อะไรจากมันจริง ๆ คำตอบอาจเรียบง่ายกว่าที่คิด อาจจะอยากรู้สึกว่าตัวเองมีค่า อยากมีอิสระเลือกชีวิตเอง หรือแค่อยากให้พ่อแม่สบายใจ ตำแหน่ง ชื่อเสียง หรือตัวเลขในบัญชีที่เราเคยวาดไว้ เป็นเพียงหนทางที่เด็กคนหนึ่งนึกออกในตอนนั้น พอมองแบบนี้ เราอาจพบว่าตัวเองยังเดินอยู่ใกล้สิ่งที่เขาต้องการมากกว่าที่คิด เพียงแต่เดินมาทางถนนอีกเส้นที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่
.
ส่วนความผิดหวังของเขา ผมคิดว่าเราฟังได้ โดยไม่ต้องยกให้เป็นคำตัดสินสุดท้าย คล้ายเวลาเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้คุยกันมายี่สิบปี แล้วเขาทักว่าเราเปลี่ยนไปเยอะนะ เราอาจยิ้มรับ เล่าให้ฟังบ้างว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น แต่คงไม่ต้องรีบกลับไปเป็นคนเดิมเพื่อให้เขาสบายใจ เพราะเขารู้จักเราแค่ช่วงหนึ่งของชีวิต ขณะที่เราต้องอยู่กับเรื่องราวทั้งหมดที่ตามมาหลังจากนั้น
.
โจน ดิดิออน นักเขียนชาวอเมริกัน เคยเขียนไว้ว่า
.
“I think we are well advised to keep on nodding terms with the people we used to be, whether we find them attractive company or not.”
.
“เราควรรักษาความสัมพันธ์แบบพอพยักหน้าทักกันได้ไว้กับคนที่เราเคยเป็น ไม่ว่าเราจะชอบคบหาพวกเขาหรือไม่ก็ตาม”
.
ผมชอบคำว่าพยักหน้าทักกันนะ ฟังเหมือนเจอคนคุ้นหน้าระหว่างทาง ทักกันได้โดยไม่ต้องฝืน รู้ว่าเคยผ่านอะไรมาด้วยกัน แล้วต่างคนก็เดินต่อในทางของตัวเอง
.
แน่นอนว่ามีบางอย่างจากตัวเราตอนยี่สิบที่ควรเก็บไว้ ยกตัวอย่างเช่นความกล้าที่จะเริ่มทั้งที่ยังรู้อะไรไม่มาก ความเชื่อว่าชีวิตดีขึ้นได้ ความอยากรู้ที่ทำให้ตื่นมาพร้อมคำถามใหม่ทุกเช้า สิ่งเหล่านี้พกติดตัวต่อไปได้ แม้แผนที่เขาเคยวาดไว้จะใช้ไม่ได้แล้วก็ตาม บางทีการเคารพเขาที่ดีที่สุด อาจเป็นการเอาพลังแบบนั้นมาใช้กับชีวิตที่เราเลือกในวันนี้ แทนที่จะใช้มันพยายามย้อนกลับไปทำตามรายการที่เขาเขียนไว้ทีละข้อ
.
ถ้าเด็กคนนั้นยอมอยู่กับเราสักวันหนึ่ง ได้เห็นเช้าที่ไม่ต้องรีบ ได้กินข้าวกับคนที่เรายังมีเวลาให้ ได้เห็นงานเล็ก ๆ ที่ทำแล้วใจสงบ เขาอาจยังผิดหวังอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าเขาคงเข้าใจเรามากขึ้น
.
ส่วนจดหมายฉบับนั้น ถ้าได้เขียนจริง ผมคิดว่าจะเล่าข่าวดีก่อน แล้วค่อยเล่าว่าทางที่เดินมาต่างจากแผนของเขาตรงไหนบ้าง โดยไม่ต้องเขียนให้ฟังเหมือนข้อแก้ตัว
.
และถ้าเขาอ่านแล้วยังไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไร เขายังมีอีกยี่สิบปีให้เดินมาถึงตรงนี้ด้วยตัวเอง
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
ความรักที่ดีสำหรับผมคือความรักแบบเช้าวันอังคาร
.
เมื่อก่อนเข้าใจว่าความรักคือสิ่งที่เห็นในหนัง การสารภาพรักกลางสายฝน ดอกไม้ช่อใหญ่ คำสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป
.
พอโตขึ้นและได้ใช้ชีวิตร่วมกับภรรยามาสิบกว่าปี ถึงได้รู้ว่าความรักส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ธรรมดาที่สุด
.
มันอยู่ในเช้าวันอังคารที่ต่างคนต่างรีบ แต่ยังมีคนหนึ่งที่คอยโทรหาบอกอย่าลืมกินข้าวด้วยนะ
.
มันอยู่ในคืนที่ทำงานมาทั้งวันจนหมดแรง แต่ยังนั่งฟังอีกฝ่ายระบายเรื่องงานจนจบ เป็นคนฟังจริงๆ ไม่ต้องมีการวิเคราะห์อะไร
.
มันอยู่ในวันที่ทะเลาะกัน แล้วมีคนหนึ่งยอมเปิดปากก่อนว่าเรื่องนี้ทำให้เสียใจนะ มาลองปรับกันไหม เรื่องนี้เราไม่โอเค ขอคุยกันหน่อย เรื่องนี้ขอโทษจริงๆ นะ แทนที่จะเงียบใส่กันไปหลายวัน
.
ผิด อภัย ขอโทษ กอด เติบโต...ไปด้วยกัน
.
ความรู้สึกรักพาเรามาพบกัน ส่วนการลงมือทำคือสิ่งที่พาเราเดินต่อไปด้วยกัน
.
ความรู้สึกมันไม่ได้เข้มข้นตลอดเวลา แต่ความสม่ำเสมอคือสิ่งเราทำได้ตลอดเวลา
.
ความรักจึงเป็นทักษะที่ต้องฝึก เหมือนการออกกำลังกายหรือการเขียนหนังสือ
.
ยิ่งทำทุกวันก็ยิ่งทำได้ดี ไม่มีใครเก่งตั้งแต่วันแรก และไม่มีวันไหนที่เราฝึกจนเสร็จสิ้น
.
ความรัก...
.
คือกิริยา ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
.
คือการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด
.
คือการตัดสินใจอยู่ด้วยกันทุกวัน ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวในวันแต่งงาน
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
บางวันเราอยากทำแค่สิ่งที่ใจอยากทำ
.
บางวันเราต้องทำสิ่งที่ควรทำ แม้ใจจะไม่อยากทำ
.
ถ้าเลือกแต่อย่างแรก เราจะไม่เติบโต
.
ถ้าเลือกแต่อย่างหลัง เราจะลืมว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
.
คำตอบอยู่ตรงกลาง และตรงกลางของแต่ละคนก็อยู่ไม่เหมือนกัน
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
ฝนจะตกไม่ว่าเราจะบ่นมากแค่ไหน
.
รถจะติดอยู่อย่างนั้นไม่ว่าหัวใจเราจะรีบเร่งแค่ไหน
.
ผู้คนจะพูด จะทำ จะคิดตามที่เขาอยากทำ ต่อให้เรานอนไม่หลับเพราะกังวลเรื่องนั้นทั้งคืน
.
เราใช้ทั้งวันทั้งวันสู้รบกับเรื่องพวกนี้ได้ และหลายคนก็ทำอย่างนั้น ผมก็ยังทำอยู่
.
เราหอบความหงุดหงิดจากถนนตอนเช้าเข้าไปที่ออฟฟิศทำงาน
.
จากที่ทำงานไปถึงโต๊ะอาหารเย็นกับครอบครัว กับเพื่อน
.
จากโต๊ะอาหารไปถึงเตียงนอน
.
พอถึงปลายสัปดาห์ก็หมดแรง และที่เจ็บปวดคือสิ่งที่เราพยายามสู้รบด้วยไม่มีท่าทีว่าจะแพ้เลย
.
ทางหนึ่งที่พอช่วยได้ ลองสังเกตสิ่งที่กำลังเกิดอะไรขึ้น แล้วถามตัวเองว่าเรื่องนี้อยู่ในมือเราแค่ไหน
.
Matthew McConaughey เขียนไว้ในหนังสือ Greenlights ว่าทุกครั้งที่เจอปัญหาตรงหน้า เรามีทางเลือกอยู่สามทาง
.
Persist, pivot, or concede.
.
ยืนหยัด เปลี่ยนทาง หรือยอมรับ
.
ถ้าเรื่องนั้นแก้ได้ก็ลงมือทำต่อ ถ้าทางเดิมไปต่อไม่ได้ก็หาทางใหม่ ถ้าเกินมือเราจริง ๆ ก็ปล่อยมันไป
.
ทั้งหมดมีแค่นั้น
.
ส่วนที่ยากคือการนึกให้ออกในจังหวะที่อารมณ์กำลังร้อนและใจกำลังมองหาใครสักคนมารับผิด
.
เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ลองพกร่มติดตัว ครั้งหน้าที่ฝนตก ก็หยิบมาใช้
.
เตรียมพอดแคสต์สนุกๆ ไว้ในมือถือ ครั้งหน้าที่รถติด เปิดพอดแคสต์สักตอนแทนการด่าโทษใครในหัว
.
ครั้งหน้าที่เจออะไรไม่พอใจหรือใครทำให้ผิดหวัง ถามว่าเราทำอะไรได้บ้าง
.
ถ้าทำได้ แก้ได้ก็แก้
.
ถ้าทางเดิมไม่ได้ก็หาทางใหม่
.
หาทางใหม่ไม่ได้ ก็ปล่อยมือ
.
วันที่ยากไม่เคยหมดไปหรอก แต่เราจะเลิกแบกมันไว้ตลอดได้
.
Persist, pivot, or concede.
.
ยืนหยัด เปลี่ยนทาง หรือยอมรับ
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ผมรู้สึก ‘ล้มเหลว’ หลังจากเดินลงเวทีนี้
.
ไม่ใช่ทำอะไรผิดพลาดหรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แต่รู้สึกว่าตัวเองพูดได้ไม่ดีเท่าที่คิด ตะกุกตะกักในจังหวะที่ไม่ควรตะกุกตะกัก ทั้งที่เตรียมตัวมาเยอะ ซ้อมมาหลายรอบ แต่สิ่งที่พูดออกไปกลับไปไม่ถึงมาตรฐานที่ตั้งไว้ในหัว
.
ระหว่างอยู่บนเครื่องบินกลับเชียงใหม่ ผมนั่งคิดย้อนกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ตรงนี้น่าจะพูดให้กระชับกว่านี้ ตรงนั้นลืมยกตัวอย่างที่เตรียมไว้ ยิ่งคิดยิ่งจมลงไปเรื่อยๆ
.
รู้แหละว่าไม่ควรคิดมาก แต่ความรู้สึกนั้นก็ไม่ยอมหายไปไหน เหมือนเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
.
.
แต่ก็เหมือนเป็นโชคดีที่วันนั้นถือหนังสือ Useful Not True ของ Derek Sivers ติดไปด้วย มีบทหนึ่งชื่อว่า ‘Who Chooses Your (Next) Thoughts’ ที่เหมือนจะพูดเรื่องนี้พอดี
.
เขาเขียนว่า เรามักพูดราวกับไม่มีทางเลือกและไม่มีทางรู้สึกเป็นอย่างอื่นได้ ทั้งที่จริงเรามีทางเลือกเสมอ เมื่อเราคิดต่างออกไป ความรู้สึกก็จะต่างออกไปด้วย
.
เขาอธิบายว่า ปฏิกิริยาแรกเราเลือกไม่ได้ ส่วนปฏิกิริยาถัดไปนั้นเราเลือกได้ ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับการตอบสนองของเรามีช่องว่างเล็กๆ ซ่อนอยู่ และการใช้ช่องว่างนั้นให้เป็นคือทักษะสำคัญของชีวิต
.
หลักของเขาเรียบง่าย เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ให้ปล่อยอารมณ์แรกผ่านไปก่อน จากนั้นลองมองเรื่องเดิมจากมุมอื่น แล้วเลือกมุมที่ทำให้เรามีแรงหรือเป็นประโยชน์กับเรามากที่สุด มุมที่เลือกนั้นจะกำหนดทั้งความรู้สึกและสิ่งที่เราจะทำต่อไป
.
ฟังดูง่าย แต่ทำยาก และส่วนที่ยากที่สุดคือการก้าวข้ามอารมณ์แรกที่เกิดขึ้นในหัว
.
ช่วงหลังจากลงเวทีผมติดอยู่กับอารมณ์แรก ไม่ได้ลองถามตัวเองเลยว่าคนฟังเห็นแบบเดียวกับผมหรือเปล่า ความตะกุกตะกักที่ผมได้ยินชัดเจนในหัวตัวเอง คนในห้องอาจไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ หรือบางทีเขาอาจตั้งใจฟังเนื้อหามากกว่าจะจับผิดจังหวะการพูด
.
แต่จุดหักมุมก็มาถึงในเช้าจันทร์ครับ ผู้จัดงานทักมาบอกว่า ช่วงที่ผมบรรยายมีคนชอบมากที่สุดในงานเลยนะ ได้รับฟีดแบคที่ดีมากๆ
.
ความล้มเหลวที่ผมแบกไว้ตั้งแต่ลงเวทีจึงเป็นเพียงความหมายที่ผมเลือกให้กับเหตุการณ์ โดยวัดจากมาตรฐานที่ผมตั้งขึ้นเองในหัว
.
Sivers ชี้ไว้ว่า ถ้าเราไม่เลือกมุมมองเอง มันจะถูกเลือกโดยอารมณ์ชั่วขณะหรือแรงกระตุ้นที่แย่ที่สุดในตัวเรา เขาสรุปไว้สั้นๆ ว่า ถ้าเราไม่ควบคุมความคิด ความคิดก็จะควบคุมเรา
.
มีประโยคหนึ่งที่ผมชอบมาก (ที่ใช้ในสไลด์ด้วย) และพยายามนึกถึงทุกครั้งที่ใจดุตัวเองเกินไป
.
“Be patient with yourself when you are becoming someone you’ve never been before”
.
"ใจเย็นกับตัวเองบ้าง ในวันที่เรากำลังกลายเป็นคนที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"
.
ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีพร้อมความตั้งใจจะทำให้ดีกว่าเดิม เรากำลังพยายามเป็นคนที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และคนที่กำลังเปลี่ยนแปลงย่อมมีจังหวะสะดุดบ้างเป็นธรรมดา การเอามาตรฐานของตัวเราในอนาคตมาตัดสินตัวเราในวันนี้ จึงเป็นความไม่ยุติธรรมที่เราทำกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว
.
ครั้งหน้าที่เดินลงจากเวทีแล้วรู้สึกว่าพลาด ผมคงยังรู้สึกแบบเดิมในวินาทีแรก เพราะนั่นคือสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่ผมจะพยายามหยุดตรงช่องว่างนั้นสักครู่ ถามตัวเองว่ายังมีมุมอื่นให้มองอีกไหม และใจเย็นกับตัวตนที่ผมกำลังจะเป็นให้มากขึ้นอีกหน่อย
.
เพราะสิ่งที่เราคิด ไม่ได้เป็นความจริงเสมอไป
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
ความเสียใจที่สุดในชีวิตของเรามักไม่มีรูปร่างที่ชัดเจน
.
เรื่องที่ทำพลาดยังจับต้องได้ มันมีวันเวลา มีบทเรียน มีเรื่องเล่าที่เอาไปหัวเราะกับเพื่อนได้ในอีกสิบปีข้างหน้า
.
ส่วนความเสียใจอีกแบบไม่มีรูปร่างเลย มันเป็นพื้นที่ว่างเปล่า จินตนาการ ภาพฝัน โอกาสที่เราเห็นแล้วปล่อยผ่าน
.
เป็นคนที่อยู่ตรงหน้ามานานจนเราลืมบอกว่าเขาสำคัญแค่ไหน
.
เป็นชีวิตอีกเวอร์ชันที่เราแอบคิดถึงตอนขับรถกลับบ้านคนเดียวหลังเลิกงาน
.
พื้นที่ว่างแบบนี้ไม่เคยมอบบทเรียนให้ แต่มาพร้อมคำถามที่ไม่มีวันได้คำตอบ 'ถ้าวันนั้นเรากล้ากว่านี้อีกนิด ป่านนี้จะเป็นยังไง?'
.
เหตุผลที่เราบอกตัวเองตอนปล่อยผ่านโอกาสมักฟังดูดีเสมอในตอนนั้น ยังไม่พร้อม ยังไม่ใช่จังหวะ รอให้งานนิ่งกว่านี้ก่อน เหตุผลเหล่านี้มีน้ำหนักของมันจริงแหละ เพียงแต่มันไม่ได้มาพร้อมป้ายบอกราคาความเสียใจที่เราต้องจ่ายภายหลังเอาไว้ด้วย
.
เซเนกาเคยกล่าวว่า “ขณะที่เรากำลังผัดผ่อน ชีวิตก็วิ่งผ่านไปแล้ว”
.
งั้นเราต้องวิ่งตามทุกอย่างเลยเหรอ?
.
ไม่หรอก ไม่ใช่แบบนั้น
.
เรามีเวลาจำกัดเกินกว่าจะไล่ตามทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา สิ่งที่ต้องทำคือการแยกให้ออกว่าอะไรคือเรื่องที่จะยังค้างอยู่ในใจตอนเราอายุ 85 เรื่องแบบนั้นควรได้น้ำหนักมากขึ้นในชีวิต
.
ลองเขียนออกมาสักสองสามข้อว่ามีอะไรบ้างที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ เลือกสิ่งที่ตัวเราในวัย 85 จะขอบคุณ
.
ทุกอย่างในชีวิตมีราคาที่ต้องจ่าย ลงมือทำตอนนี้เราจ่ายทันที ปล่อยผ่านไปเราจ่ายทีหลัง เพียงแต่อาจจะต้องจ่ายนานกว่ามากทีเดียว
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
ผ่านมาหลายปีในฐานะพ่อคน คำแนะนำเรื่องการเลี้ยงลูกที่ผมว่าใช้ได้จริงเหลืออยู่แค่ข้อเดียว คือเราสอนลูกด้วยคำพูดไม่ได้เท่าไหร่หรอก เราทำได้แค่เป็นในสิ่งที่อยากให้เขาเป็น
.
ผมเคยพยายามสอนลูกเยอะมาก บอกให้อ่านหนังสือ บอกให้ใจเย็น บอกให้มีวินัย แต่พูดไปเท่าไรก็ไม่ค่อยได้ผล จนวันหนึ่งผมสังเกตว่าเวลาผมนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ก่อนนอนลูกก็เดินมาหยิบหนังสือมานั่งข้างๆ โดยที่ผมไม่ได้พูดอะไรเลย
.
ตอนนั้นผมถึงเข้าใจว่าเขาเรียนจากการมองเรา ไม่ใช่จากการฟังเรา
.
เด็กเรียนรู้จากการสังเกต ไม่ใช่จากการฟังคำสั่ง เราพูดอะไรไปเขาอาจจำไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำซ้ำๆ ทุกวัน เขาซึมซับไว้หมดโดยที่เราไม่รู้ตัว
.
Marcus Aurelius เคยเขียนไว้ใน Meditations ว่าอย่าเสียเวลาถกเถียงกันเลยว่าคนดีควรเป็นแบบไหน แค่เป็นคนดีก็พอ ผมว่าประโยคนี้ใช้กับการเป็นพ่อได้เหมือนกันนะ เพราะเรามักหมดเวลาไปกับการหาทฤษฎีว่าพ่อที่ดีต้องทำอะไรบ้าง อ่านบทความ ฟังคำแนะนำ เก็บเทคนิคมาเต็มไปหมด แต่สุดท้ายสิ่งที่ลูกได้รับไม่ได้มาจากความรู้ที่เราสะสม มันมาจากการที่เราเป็นพ่อที่ดีให้เขาเห็นจริงๆ ในทุกวัน อย่าเสียเวลาถามว่าพ่อที่ดีเป็นยังไง แค่เป็นให้เขาดูก็พอ
.
สิ่งที่ผมทำหลังจากนั้นคือกลับมาถามตัวเองว่า อยากให้ลูกโตไปเป็นคนแบบไหน มีคุณค่าอะไรที่อยากให้เขายึดถือ แล้วผมก็พยายามใช้ชีวิตให้เป็นแบบนั้นทุกวัน เพราะสุดท้ายลูกจะไม่ได้กลายเป็นคนอย่างที่เราสั่งสอน แต่จะกลายเป็นคนอย่างที่เขาเห็นเราเป็น
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
คำถามว่า 'อยากได้อะไร' มักพาเราหลงทาง เพราะมนุษย์อยากได้ทุกอย่างพร้อมกันอยู่แล้ว มันเลยไม่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเลย
.
เพราะฉะนั้นทางที่ดีกว่าคือถ้าอยากรู้ว่าชีวิตควรไปทางไหน แทนที่จะเริ่มจากคำถามว่าอยากได้อะไร ควรถามว่ายอมเสียอะไรได้บ้าง
.
คำถามว่ายอมเสียอะไรได้บ้างนั้นตรงกว่ามาก มันบังคับให้เราจัดลำดับความสำคัญจริงๆ เพราะของที่เราปล่อยได้ง่ายคือสิ่งที่ใจเราไม่ได้ต้องการผูกมัดไว้ตั้งแต่แรก
.
ลองไล่ทิ้งไปทีละอย่างครับ จนเหลือสิ่งสุดท้ายที่คุณไม่ยอมเสียไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม สิ่งนั้นแหละคือทิศทางที่คุณควรจะไป เพราะสิ่งที่เรายอมสูญเสียทุกอย่างเพื่อรักษาไว้ คือสิ่งที่เรารู้อยู่ลึกๆ ว่ามันคือชีวิตที่เราอยากมีจริงๆ
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
หนึ่งในทักษะที่คนมองข้ามมากที่สุดคือความสามารถในการเมินอารมณ์ตัวเองแล้วทำตามแผนที่วางไว้
.
เราชอบคิดว่าวันไหนที่รู้สึกดี มีไฟ พร้อมลุย เราถึงจะทำงานออกมาได้ แต่ความจริงเท่าที่ผ่านมาบ่อยครั้งผมต้องเอาอารมณ์วางทิ้งไว่ก่อนและก้มหน้าทำตามความรับผิดชอบหน้าที่ที่ควรทำ
.
มากมายที่เจอคนที่ไปได้ไกลเขาไม่ได้รอให้อารมณ์พร้อมก่อน เขาแค่ลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ไม่ว่าวันนั้นจะรู้สึกอย่างไร
.
อารมณ์เป็นเหมือนสภาพอากาศ มันเปลี่ยนไปมาตลอดทั้งวัน ถ้าเราปล่อยให้มันเป็นคนตัดสินใจแทน งานของเราก็จะขึ้นลงตามมันไปด้วย วันไหนเบื่อก็ไม่ทำ วันไหนท้อก็หยุด สุดท้ายเราแทบไม่ได้เดินหน้าไปไหนเลย
.
คนที่ทำสำเร็จส่วนใหญ่ไม่ได้มีวินัยเพราะเขามีความรู้สึกอยากทำมากกว่าคนอื่น แต่เพราะเขาเรียนรู้ที่จะทำแม้ในวันที่ไม่อยากทำ ผมว่านั่นแหละคือความแตกต่างที่แท้จริง
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
แต้มต่อในโลกที่ทุกคนกำลังเร่งรีบคือความรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต
.
ในรายการ New Gen Investor คุณเฟิร์นถามผมว่า ‘ความพอ’ ของผมอยู่ตรงไหน ผมตอบได้แบบทันทีเลยว่า ‘ตอนนี้ผมก็พอแล้วนะครับ’
.
พอพูดไปแบบนั้น ก็ฟังดูเหมือนคนที่หมดความทะเยอทะยานในชีวิต ยกธงขาวแล้วเรียกว่าความสงบ แต่สำหรับผมมองว่าความพึงพอใจ (Contentment) คือพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ ไม่ได้ดิ้นรนจนต้องเครียดหรือเป็นทุกข์ ส่วนการพยายามทำให้ดีขึ้นนั้นผมยังทำเต็มที่เหมือนเดิม
.
ช่วงวัยสามสิบต้นๆ ที่กำลังวิ่งไล่ตามความสำเร็จแบบที่โลกกระซิบบอก เป็นเศรษฐีร้อยล้าน เป็นนักธุรกิจที่มีแต่คนมาขอสัมภาษณ์เคล็ดลับ สะสมเงิน ชื่อเสียง คิดว่าถึงวันที่ไม่ต้องทำงานเมื่อไหร่ วันนั้นแหละความสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้น
.
แต่เหมือนยิ่งวิ่งยิ่งเหนื่อย หาเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ มีแล้วก็มีมากขึ้นได้อีก ถึงเป้าหนึ่งแล้ว ยังไม่ทันหายเหนื่อย ก็มองเป้าต่อไปแล้ว ธงที่ปักไปเรื่อยๆ ผุดขึ้นมาไม่มีที่สิ้นสุด
.
มันเหมือนกับการวิ่งวนอยู่กับที่ด้วยความเร็วสูง แต่ไม่ได้ไปไหนเลย
.
สุดท้ายสุขภาพเริ่มพัง ร่างกายร้องขอชีวิต ไขมันพอกตับขั้นวิกฤต เบาหวานกำลังจะมาเคาะประตูหน้าบ้านแล้ว เวลาที่เคยมีให้ครอบครัว สิ่งที่ผมสัญญากับตัวเองว่าจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ก็ค่อยๆ หายไประหว่างทางที่ผมชะเง้อมองเส้นชัยที่ขยับหนีออกไปเรื่อยๆ เช่นกัน
.
ส่วนหนึ่งของปัญหาคือกับดักของความสุขแบบเต็มสิบที่คุณหมอจอร์แดน กรูเม็ต เขียนเอาไว้ในนิตยสาร “Psychology Today” เขาบอกว่าเราถูกขายคำโกหกโดยหนังสือฮาวทูและเหล่านักพูดสร้างแรงบันดาลใจที่คอยบอกว่าเราต้องพยายามให้ชีวิตมีความสุขเต็มสิบตลอดเวลา
.
แต่ความจริงคือมันไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้
.
ความสุขไม่สามารถค้างที่เลขสิบได้ แต่สิ่งที่ทำได้จริงๆ คือการขยับฐานความสุขของเราในแต่ละวันจาก 5 ไป 6 หรือ 7 ต่างหาก
.
มนุษย์มีกลไกทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่เรียกว่าการปรับตัวต่อความสุข (Hedonic Adaptation) เรามักคิดว่าถ้าได้บ้านหลังใหญ่ รถในฝัน หรือตำแหน่งงานที่ต้องการ ชีวิตจะเปลี่ยนไปตลอดกาล แต่ไม่ใช่เลย
.
ความตื่นเต้น ดีใจ มักอยู่กับเราแค่ไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่กราฟนั้นจะหักหัวลงสู่ระดับฐานของเราที่จุดเดิม แล้ววงจรของการหาเป้าหมายความสุขใหม่ก็เริ่มขึ้น
.
จูเลียน แบ็กจินี และแอนโทเนีย มาคาโร เขียนไว้ในหนังสือ Life: A User’s Manual ว่า
.
“The greater our expectations, and the more we focus our attention on potential improvements, the less content we become.”
.
“ยิ่งเราคาดหวังมาก และยิ่งจดจ่ออยู่กับการไล่แก้สิ่งที่ยังไม่ดีพอมากเท่าไหร่ เรายิ่งพอใจกับชีวิตน้อยลงเท่านั้น”
.
เมื่อใจเราเอาแต่จ้องจุดบกพร่องในชีวิต วิ่งแก้ไขให้มันสมบูรณ์แบบตามที่เราต้องการตลอดเวลา เรากำลังทำลายความสามารถในการหยุดมอง มองเห็น และชื่นชมสิ่งที่ดีพอในชีวิตอยู่แล้วไปโดยไม่รู้ตัว
.
เรื่องนี้ทำให้นึกถึงประโยคหนึ่งของ นาวาล ราวิกันต์ นักลงทุนที่มีมุมมองอันแหลมคม เขาเคยเขียนเตือนสติเอาไว้ว่า
.
“If you can’t be happy with a coffee, you won’t be happy with a yacht.”
“ถ้าคุณมีความสุขกับกาแฟสักแก้วไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันมีความสุขกับเรือยอชต์ได้เช่นกัน”
.
ความสุขเหมือนจะเป็นทักษะอย่างหนึ่ง มันคือความสามารถของจิตใจที่จะรู้จักพอ (Contentment) กาแฟหรือเรือยอชต์เป็นเพียงฉากหลังที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก
.
ถ้าใจยังหิวกระหาย เท่าไหร่ก็ไม่พอ
.
“เงินแก้ได้แค่ปัญหาเรื่องเงิน พ้นจากระดับหนึ่งไปแล้ว เงินที่เพิ่มขึ้นแก้ปัญหาที่ฝังลึกกว่านั้นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเหงา การขาดจุดหมาย หรือบาดแผลในใจที่ยังไม่ได้เยียวยา” คุณหมอกรูเม็ตอธิบาย
.
สิ่งนี้ทำให้ผมคิดถึงเรื่องหนึ่งที่ มอร์แกน เฮาเซิล เล่าไว้ในหนังสือ Psychology of Money ของเขา ในงานเลี้ยงที่จัดโดยมหาเศรษฐีคนหนึ่ง เคิร์ต วอนเนกัต แซวเพื่อนนักเขียนอย่าง โจเซฟ เฮลเลอร์ ว่าเจ้าภาพทำเงินได้ในวันเดียวมากกว่าที่เฮลเลอร์ทำได้จากนิยายชื่อดัง Catch-22 ทั้งเล่มตลอดชีวิตเสียอีก
.
เฮลเลอร์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่าเขามีบางอย่างที่เจ้าภาพไม่มีวันมี นั่นคือความรู้สึกว่าตัวเอง ‘มีพอแล้ว’
.
คำว่าพอนี่แหละครับคือปุ่มหยุดที่ผมตามหามาเกือบทั้งชีวิต บนสายพานที่ตัวเลขวิ่งไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด คนเดียวที่จะก้าวลงจากลู่วิ่งนั้นได้ คือคนที่รู้ว่าตัวเองพอแล้ว
.
แทบทุกวันของผมตอนนี้คือเลข 7
.
ความสุขของผมหน้าตาต่างไปจากเดิมมาก (อาจจะแก่แล้ว ไม่รู้ 55555)
.
การอ่านหนังสือในร้านกาแฟเงียบๆ ตอนเช้า หรือแม้แต่การนั่งเขียนบทความที่ได้ตกตะกอนความคิดของตัวเองออกมา (อย่างงานนี้เขียนหลายวันมาก) ทำให้รู้สึกเติมเต็มกว่าเป้าหมายร่ำรวยและโด่งดังในอดีตเสียอีก
.
ผมว่าความมหัศจรรย์อีกอย่างของความพอใจคือมันทำงานเหมือนแต้มต่อในโลกที่ทุกคนกำลังเร่งรีบ ในขณะที่คนมากมายต้องใช้พลังงานมหาศาลหรือรอการยอมรับจากสังคมและคนรอบข้างเพื่อไปให้ถึงความสุขระดับสิบ ผมกลับมีความสุขแล้วกับกาแฟแก้วหนึ่งกับหนังสือดีๆ สักเล่ม และใจที่พอแล้วกับความสุขระดับ 7
.
การยอมรับวันธรรมดาไม่ว่าจะ 6 หรือ 7 (บางทีอาจจะไป 8 หรือร่วงไป 5 บ้าง) ไม่ได้แปลว่าเลิกพยายามนะครับ เราควรตั้งมาตรฐานการทำงานหรือความพยายามของเราให้สูงและเรียกร้องจากตัวเองให้มากที่สุดเสมอ เพื่อให้ไปถึงศักยภาพที่สูงที่สุดที่ทำได้ แต่หัวใจสำคัญคือการลดความคาดหวังที่เรามีต่อโลกภายนอกต่างหาก
.
ความรู้สึกนั้นทำให้ผมนึกถึงอุปมาเก่าแก่จากปรัชญาสโตอิกของนักธนูที่เพิ่งปล่อยลูกศร เขาเล็งด้วยสมาธิทั้งหมดที่มี กลั้นลมหายใจ แล้วปล่อยมือ ทันทีที่ปลายนิ้วคลายออก ลูกศรก็ไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป ลมอาจพัดให้มันเบนออกจากเป้า นกอาจบินตัดผ่านวิถีการยิง สิ่งที่เมื่อครู่ยังอยู่ในการควบคุมอย่างเต็มที่ กลายเป็นเรื่องที่เขาทำได้เพียงมองตามไปเงียบ ๆ เท่านั้น
.
ใจความสำคัญคือหน้าที่ของนักธนูทั้งหมดอยู่ที่การฝึกฝนให้ดีที่สุด การเล็ง สมาธิ และการยิงให้ดีที่สุดเท่าที่ฝีมือจะอำนวย
.
ส่วนจะโดนเป้าไหม เมื่อลูกศรพ้นมือไปแล้ว ผลของมันขึ้นอยู่กับปัจจัยนอกตัวเขาแล้ว
.
เซเนกา เคยเขียนเอาไว้ว่า
.
“จงใส่ใจกับความมุ่งหมายของการกระทำ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ตามมา จุดเริ่มต้นอยู่ในอำนาจของเรา แต่โชคชะตาเป็นผู้ตัดสินบทสรุป และข้าไม่ยอมรับคำพิพากษาของนาง”
.
ความหมายที่ซ่อนอยู่คือ โชคชะตามีสิทธิ์ตัดสินว่าลูกศรจะโดนหรือพลาด แต่ไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าเขาเป็นคนแบบไหน คุณค่าของคนยิงไม่ได้ผูกอยู่กับว่าเป้าทะลุหรือไม่
.
โลกไม่สนหรอกครับว่าเราพยายามขนาดไหน โลกก็เป็นโลกทำหน้าที่ของมันไป ความพอใจจะเกิดเมื่อเราแยกออกว่าอะไรคือหน้าที่ของเรา และอะไรคือหน้าที่ของโลก
.
เราไม่จำเป็นต้องรอให้ชีวิตสมบูรณ์แบบก่อนค่อยมีความสุข ความสมบูรณ์มีอยู่จริงแค่ในจินตนาการเท่านั้น
.
ความธรรมดามีความงดงามของมันซ่อนอยู่เสมอ และความพอใจก็เป็นแว่นที่ช่วยให้มองเห็นสิ่งนั้นชัดเจนมากขึ้นครับ
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
อ้างอิง
psychologytoday.com/us/blog/…
xitter.cf/NavalismHQ/status/1419…
stoicismforhumans.substack.c…
หนังสือ : Life: A User's Manual, Psychology of Money
"If you can’t be happy with a coffee, you won’t be happy with a yacht."
@naval
'พยายามให้มากขึ้น'
.
เป็นคำแนะนำที่ยอดเยี่ยม หากเรากำลังไปถูกทาง
.
แต่ถ้าผิดทาง มันกลับกลายเป็นคำแนะนำที่ทำให้เราเบิร์นเอาต์ได้ง่ายมากๆ เช่นกัน
.
เพราะฉะนั้นเราสามารถทำงานหนักและทุ่มเทให้กับงานที่จะกลับมาทำร้ายเราในภายหลังได้เช่นกันถ้าไม่ระวัง
.
วินัย ทุ่มเท ขยัน เป็นสิ่งที่จะพาเราไปสู่เป้าหมาย
.
ประเด็นคือเป้าหมายนั้นเราต้องการจริงๆ ไหม?
.
คุณอาจจะกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในชีวิตที่คุณไม่ต้องการก็ได้
.
คำถามสำคัญอาจจะไม่ใช่ว่าเราพยายามให้มากขึ้นได้อีกยังไง?
.
แต่เป็น 'ทำไม/เพื่ออะไรเราถึงต้องพยายามให้มากขึ้น?'
.
.
แน่นอนว่าตอนเริ่มต้นเราอาจจะแค่ทำตามคนอื่น สังคมบอก วัฒนธรรมต่างๆ มันไม่ผิดที่จะเริ่มตรงนั้นเพราะมันง่ายมันเห็นชัด
.
เราจะลงลึกไม่ได้เลยถ้าไม่เริ่มขุดจากพื้นผิว
.
แต่ระหว่างทางเราหยุดถามตัวเองได้เสมอ และที่สำคัญที่สุดคือเราเปลี่ยนได้เสมอ
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
ที่ AI น่ากลัวไม่ใช่แค่เพราะมันกำลังมาแย่งงาน แต่ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือมันกำลังแย่ง ‘ความหมาย’ ของงานไปจากเราด้วย
.
ไม่กี่วันก่อนเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่ามีรุ่นน้องมาปรึกษาเรื่องงานกับ AI แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องตกงาน แต่เศร้าไม่แพ้กัน
.
รุ่นน้องคนนั้นบอกว่าทุกวันนี้ถ้าไม่มี AI ทำงานแทบไม่ได้แล้ว ใช้ทำงานตลอดเวลา ผลงานที่ออกมาก็ถือว่าดี จนได้รับรางวัลจากการแข่งขันด้วยซ้ำ
.
ปัญหาคืออะไรละ?
.
น้องเล่าต่อว่าตัวเองไม่มีความสุขเลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้พัฒนาฝีมือขึ้น ทุกอย่างเหมือนภาพลวงตาที่คนนอกเห็น ส่วนรางวัลก็ไม่ได้เกิดจากตัวเขา แค่ใช้ AI เก่งกว่าคนอื่นเท่านั้น
.
เวลาเราได้ยินว่าคนตกงานเพราะ AI เราก็เสียใจ
.
แต่อันนี้เศร้าอีกแบบ เพราะไม่มีคนตกงาน ไม่มีใครถูกเลิกจ้าง แถมยังก้าวหน้าในงานด้วย หากวัดกันตามตัวเลขแล้วเหมือนทุกอย่างดูดี
.
แต่มีคนคนหนึ่งที่รู้ว่าทุกอย่างภายใต้ภาพอันสวยหรูนั้นมีแค่ความกลวงเปล่า
.
เราถามคำถามเรื่อง AI มานานหลายปีแล้ว มันจะแย่งงานเราไหม? เราจะไปอยู่ตรงไหน? งานของเราจะมีให้ทำไปถึงเมื่อไหร่? ฯลฯ
.
คำถามเหล่านี้สำคัญ แต่สิ่งที่น้องคนนั้นเจอกลับมาถึงก่อนการถูกแทนที่ด้วย AI หลายก้าวเลย
.
นักเศรษฐศาสตร์ Joshua Gans เพิ่งเขียนบทความที่เพิ่งเผยแพร่ชื่อว่า “Replaceable but Employed” หรือแปลตรงๆ ว่า ‘ถูกแทนที่ได้แต่ยังมีงานทำ’ ซึ่งตรงกับเรื่องนี้พอดี
.
เขาบอกว่าความหมายที่คนได้จากการทำงานส่วนหนึ่งมาจากการรู้ว่าผลลัพธ์ (ผลงาน) ที่ออกมาต้องพึ่งพาและมาจากเราจริงๆ แต่พอมีอะไรที่ทำแทนได้ปรากฏตัวขึ้นมา ความรู้สึกนั้นก็ลดลงทันที โดยที่ยังไม่ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่ง หรือถูกแทนที่เลยด้วยซ้ำ
.
หมายความว่าแค่รู้ว่ามันมาแทนที่เราได้ก็เพียงพอแล้ว
.
.
ผมเคยถาม คุณตัน-อิชิตัน ว่า ‘อะไรคือเหตุผลที่คุณตันยังตื่นขึ้นมาทำงานในทุกวันนี้?’ เพราะถ้าว่ากันตามตรงเขาจะนอนอยู่บ้านเฉยๆ กิน เที่ยวไปเรื่อยๆ ก็ได้
.
เขาตอบว่า ‘คนยิ่งอายุเยอะอย่าหยุดทำงานนะ หยุดเมื่อไหร่เราแย่เลย ถ้าเรายังทำงานยังมีประโยชน์ ยังมีค่าอยู่ มันจะทำให้เรามีกำลังใจและมีสุขภาพที่ดี’
.
ประเด็นสำคัญคือคำว่า ‘มีประโยชน์’ และ ‘มีค่า’ นั่นแหละครับ
.
เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำงาน สร้างประโยชน์ หรือการพัฒนาตัวเองถือว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์
.
ที่น่าสนใจคือคุณตันมีงานทำแล้วรู้สึกว่ามีคุณค่า ส่วนรุ่นน้องคนนั้นมีงานทำเหมือนกัน มีผลงาน แต่กลับไม่รู้สึกแบบนั้น แปลว่ารุ่นน้องคนนั้นไม่ได้เสียใจเรื่องงาน แต่เสียใจว่างานนั้นไม่ต้องพึ่งพาเขาอีกต่อไปมากกว่า
.
สิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Achievement Gap’ หรือ ‘ช่องว่างของความสำเร็จ’ ที่ระบบอัตโนมัติทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นได้ดีจริงๆ แต่มันพราก ‘โอกาส’ ที่มนุษย์คนหนึ่งจะบรรลุเป้าหมายอะไรบางอย่างด้วยแรงและความตั้งใจของตัวเองอย่างแท้จริง
.
ความสำเร็จ กับ ความรู้สึกว่าตัวเองสำเร็จ เป็นคนละเรื่องกัน
.
วันหนึ่งที่คุณยืนอยู่บนเวที รับรางวัล ชื่อบนใบประกาศเป็นชื่อคุณ แต่ลึกๆ คุณรู้ว่าภายใต้ความสำเร็จนั้นไม่ใช่มาจากคุณ มันเป็นความรู้สึกที่โหวงๆ บอกไม่ถูกเลยทีเดียว
.
ถ้าเอาหลักการเดียวกันมามอง มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ติดตามพนักงานฝ่ายบริการลูกค้ากว่า 5,000 คน พบว่า AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพได้เฉลี่ยราว 14%
.
แต่ที่น่าสนใจคือผลกระทบจะอยู่กับกลุ่มพนักงานใหม่และพนักงานที่ทักษะต่ำ ขณะคนที่เก่งที่สุดในทีมแทบไม่ได้เพิ่มผลิตภาพขึ้นเลย
.
พูดง่ายๆ คือ AI ทำให้คนที่ไม่เก่งขึ้นมาใกล้คนเก่งได้เร็วมาก (ยกค่าเฉลี่ยขึ้นมา) ในแง่ธุรกิจมันคือข่าวดีแหละ แต่ในแง่ของมนุษย์คนหนึ่งแปลว่าระยะห่างระหว่างผลลัพธ์ที่ออกมากับความรู้ความสามารถจริงๆ นั้นถูกถ่างกว้างออกมากที่สุดเช่นกัน
.
รางวัลมาแล้ว แต่เขาก็รู้ว่ารางวัลนั้นมาถึงก่อนเวลาที่สมควร
.
.
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าคิดต่อคือมันมีงานของ Kwan Hong Tan นักวิชาการจากสิงคโปร์ที่เพิ่งเผยแพร่บทความชิ้นหนึ่ง เขาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “Ontological Displacement” หรือการถูกแทนที่ในระดับตัวตน
.
มันคือสภาวะที่คุณสมบัติที่สังคมเคยยกย่องเสื่อมค่าลงเพราะมีระบบที่ทำสิ่งเดียวกันได้ในคุณภาพ ความเร็ว และขนาดที่เทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่า และเขาบอกว่ามันอาจจะเกิดขึ้นโดยที่การจ้างงานไม่กระทบเลยก็ได้
.
โดย Tan แยกภาวะนี้ออกเป็น 4 ขั้น
.
1. การถูกแทนที่ในระดับหน้าที่ (functional displacement) ซึ่งอันนี้เราคุ้นเคยดี งานที่คนเคยทำ ตอนนี้ AI ทำแทนได้แล้ว
.
2. การถูกแทนที่ในระดับสถานะ (status displacement) สิ่งที่เคยเป็นของหายากเช่นวุฒิการศึกษา สาขาความเชี่ยวชาญ หรือตัวตนทางอาชีพลดลง หลายคนใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีเพื่อเชี่ยวชาญบางอย่างจนถูกยกว่าเป็นคนเก่งในสังคม วันนี้อาจจะพบว่าผลลัพธ์ระดับเดียวกันถูกสร้างได้ด้วย AI แม้งานยังอยู่ เงินยังเท่าเดิม แต่ความนับถือจากคนรอบข้างที่เคยติดมากับความสามารถนั้นจะลดลง
.
3. การถูกแทนที่ในระดับอำนาจตัดสินใจ (agency displacement) คนยังรับผิดชอบงานตามตำแหน่ง แต่พึ่งพาคำแนะนำของ AI ที่ตัวเองตรวจสอบและทำซ้ำเองไม่ได้แล้ว
.
4. การถูกแทนที่ในระดับการดำรงอยู่ (existential displacement) เมื่อความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ และวิจารณญาณไม่ได้จำกัดอยู่แค่มนุษย์อีกต่อไป คำถามที่ตามมาคือแล้วความพิเศษของมนุษย์คืออะไร? ซึ่งก็เป็นคำถามที่ทั้งสังคมต้องตอบ
.
Tan อธิบายว่าภาวะที่อันตรายที่สุดคือช่วงเปลี่ยนผ่านที่เรากำลังขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสังคมยังคงตั้งเงื่อนไขของคุณค่าของการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือสังคมแบบเดิมอยู่ คือต้องเก่ง ต้องมีผลงาน ต้องพิสูจน์ฝีมือให้เห็น ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจเริ่มจะไม่ได้ต้องการสิ่งนี้เท่าเดิม
.
เงื่อนไข กับ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง กำลังไปคนละทาง
.
โดยเขาเรียกระยะห่างนี้ว่า ‘meaning-legitimacy gap’ หรือ ‘ช่องว่างระหว่างความหมายกับความชอบธรรม’
.
สิ่งที่ตามมาคือสังคมที่เต็มไปด้วยผลิตผลที่เพิ่มมากขึ้นแต่คนข้างในกลับรู้สึกกลวงเปล่าและรู้สึกว่าจำเป็นน้อยลงเรื่อยๆ
.
สิ่งที่รุ่นน้องคนนั้นเจอคือช่องว่างตรงนี้ ที่ยังถูกวัดด้วยไม้บรรทัดอันเดิมและได้รางวัลจากมัน แต่มันไปวัดสิ่งที่เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำเลย
.
.
แต่ผมไม่ได้จะสรุปว่าอย่าใช้ AI นะครับ เพราะข้อสรุปแบบนั้นมันไม่จริงและแน่นอนว่าทำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ
.
ผมมองว่าเส้นแบ่งของการทำงานร่วมกับ AI และยังให้ความรู้สึกว่างานมีความหมายคือความพยายามทางความคิดของเราที่ยังต้องคิด ต้องตัดสินใจ ต้องรับผิดชอบต่อแนวทางและร่างสุดท้ายของมัน
.
งานไหนที่เป็นตัวตนของเรา ที่เราอยากเก่งขึ้น อยากพัฒนา สิ่งเหล่านี้เอามาทำเอง แล้วมันจะให้ความหมายกับเรา
.
ส่วนงานที่สั่งแล้วรอรับผลลัพธ์ แล้วหาเงินได้ มันอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรก็ได้ก็ให้ AI ทำ
.
ที่จริงเคยเขียนเรื่อง Job & Gym ไว้ อธิบายสั้นๆ คืองานที่ต้องการแค่ต้องการผลลัพธ์ เร็ว ถูก ใครทำก็ได้ ให้ AI ทำไปเลย (Job) แต่ถ้างานที่คุณค่าของคุณอยู่ในนั้น เป็นสนามฝึก เหมือนการเข้ายิมยกน้ำหนักให้ร่างกายแข็งแรง ให้เอามาทำเอง (Gym)
.
ปัญหาเลยอาจจะเป็นการแบ่งงานให้ชัดเจนมากกว่า
.
อ่านมาถึงตรงนี้ (กราบบบบ) ผมว่าน้องไม่ได้ต้องการคำปลอบใจหรอกว่าการใช้ AI เป็นทักษะอย่างหนึ่งนะ บลาๆๆ (ถึงแม้มันจะจริงก็เถอะ) เพราะคำปลอบแบบนั้นน่าจะไม่ได้ช่วยเรื่องสิ่งที่เขารู้สึกอยู่
.
แต่สิ่งที่เขาน่าจะต้องการคือการมองเห็นว่าความรู้สึกนั้นเป็นสัญญาณบางอย่าง ไม่ใช่ความอ่อนแอ ความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นกำลังบอกว่ามีบางอย่างที่เขาให้คุณค่าจริงๆ แต่ยังไม่ได้ทำ และเขาก็สามารถเลือกได้ว่าจะเอาคุณค่าของตัวเองไปวางไว้ตรงไหน
.
หาให้เจอ กันงานส่วนนั้นไว้ ให้เป็นของเราเอง
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
.
(บอกเลยว่ายาวมาก ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ กราบแนบอกงามๆ สามรอบ 🙏🥹🙏)
หลังจากไม่ได้กลับบ้านมาเกือบสองเดือน ระหว่างที่นั่งอยู่ข้างๆ เตียงเตี่ย ในหัวมีคำถามเดียวที่วิ่งวนไปเรื่อยๆ ว่าจะมีโอกาสได้อยู่แบบนี้อีกกี่ครั้งกันนะ
.
มือของเตี่ยยังอุ่นในมือของผม สมองพยายามจดจำความอบอุ่นนี้เอาไว้
.
เล่าเรื่องงานให้เตี่ยฟังทั้งที่รู้แหละว่าเขาตอบสนองอะไรแทบไม่ได้แล้ว เล่าไปเรื่อยๆ เหมือนประหนึ่งว่าได้เหนี่ยวรั้งเวลาให้ยืดออกไปได้หากผมยังไม่หยุดเล่า
.
มนุษย์เราใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับสองอย่างคือช่วงเริ่มต้นที่ทุกอย่างเป็นของใหม่ กับช่วงเวลาที่ดีที่สุด มีความสุขที่สุด สวยงามที่สุด
.
เราตื่นเต้นกับผลไม้ลูกแรกของฤดูกาลเก็บเกี่ยว ถ่ายรูปช่วงเวลาที่ทุกอย่างลงตัว สมบูรณ์แบบ แต่ผมว่ามันมีช่วงเวลาหนึ่งที่มักถูกมองข้ามแต่สวยงามมากไม่น้อยไปกว่ากัน คือช่วงเวลาที่เรารู้สึกได้ว่าบางอย่างยังคงอยู่...แต่กำลังจะจางหายไป
.
ในภาษาญี่ปุ่นมีคำว่า ‘นาโงริ’ (名残) แปลตรงตัวว่าร่องรอย เศษที่หลงเหลืออยู่ สิ่งที่ยังค้างอยู่หลังจากบางอย่างผ่านพ้นไปแล้ว
.
คำนี้อธิบายช่วงเวลาแบบนี้ได้เป็นอย่างดี
.
จากที่หาข้อมูลเหมือนว่าคำนี้ย่อมาจากคำว่า ‘นามิโนโกริ’ (波残り) ซึ่งแปลว่าสิ่งที่คลื่นทิ้งเอาไว้หลังจากที่ซัดเข้าหาฝั่งแล้วถอยกลับลงสู่ทะเล บนหาดจะเหลือรอยคลื่นหรือร่องนำเล็กๆ เป็นฟอง เศษเปลือกหอย สาหร่าย ฟองคลื่นที่ยังไม่ทันแตกเป็นแถว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งคลื่นเคยอยู่ตรงนี้มาก่อน
.
แม้เพียงชั่วคราวก็ตาม
.
ในภาษาญี่ปุ่นมีอีกคำหนึ่งคือ ‘นาโงริโอชิอิ’ (名残惜しい) ที่ใช้กับความรู้สึกเมื่อต้องจากกัน อาการที่ยังไม่อยากลุกจากโต๊ะ ยังไม่อยากจากสถานที่ที่หนึ่งที่รักมากๆ อยู่กับคนคนหนึ่งมากๆ ยังอยากยืดเวลาตรงนี้ออกไปอีกสักหน่อย
.
สิ่งที่ผมชอบคือคำนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องในอดีต แต่กำลังพูดถึงความรู้สึกในตอนนี้ ตอนที่ทุกอย่างยังอยู่ตรงหน้า อยู่ในมือ แต่เรารู้แล้วว่า...อีกไม่นานทุกอย่างกำลังจะจบลงแล้ว
.
คำว่านาโงริยังถูกนำมาใช้ในการอธิบายถึงรสชาติของวัตถุดิบช่วงสุดท้ายของฤดูกาลด้วย ซึ่งรสชาติของนาโงริคือรสของผลไม้หรือวัตถุดิบที่เรากำลังกินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ลิ้นจะลืมรสชาติและต้องรออีกเป็นปีกว่าที่จะได้พบเจอกันใหม่ ถ้าเรายังอยู่ถึงตอนนั้น
.
ช่วงนาโงริไม่ใช่ช่วงที่เลวร้ายกว่าช่วงที่ผลไม้สุกงอมหอมหวานที่สุด แต่มันเป็นอีกรสหนึ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง
.
.
ไม่นานมานี้ผมไปเจอผลงานถ่ายภาพดอกไม้หลากหลายชนิดของ เออร์วิง เพนน์ จากหนังสือรวบรวมผลงานของเขาชื่อ Flowers (ภาพบางส่วนอยู่ในคอมเมนต์นะครับ) ที่น่าสนใจคือเพนน์จงใจเลือกดอกที่เลยจุดที่สมบูรณ์แบบไปแล้ว ดอกที่มีจุดด่าง ขอบกลีบเป็นสีน้ำตาล ก้านเริ่มบิดงอ ดอกที่กำลังร่วงโรยและใกล้เดินทางกลับสู่ดิน
.
มันเป็นภาพที่สวยงามและเต็มไปด้วยมิติที่แตกต่าง มีสีสันที่ดอกตูมไม่มีวันให้ได้
.
พอมองดูภาพเหล่านี้ทำให้รู้สึกทั้งสุขและเศร้าปนกัน
.
มีงานวิจัยหนึ่งของ เอ็ด โอไบรอัน ในปี 2012 ที่ให้คนชิมช็อกโกแลตห้ารสเรียงกัน ก่อนจะให้ชิ้นที่ห้า ผู้ร่วมการทดลองกลุ่มหนึ่งจะได้ยินว่า ‘ชิ้นต่อไป’ ส่วนอีกกลุ่มจะได้ยินว่า ‘ชิ้นสุดท้าย’
.
ช็อกโกแลตชิ้นเดียวกัน แค่เปลี่ยนคำพูด
.
กลุ่มที่รับรู้ว่านี่เป็นชิ้นสุดท้ายให้คะแนนความอร่อยสูงกว่าอย่างชัดเจน
.
คำว่า ‘สุดท้าย’ เปลี่ยนรสชาติบางอย่างได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
.
(ผมว่าที่ผมชอบเก็บลูกชิ้นเอาไว้ตอนท้ายเวลาทานก๋วยเตี๋ยวก็อาจจะเป็นเพราะแบบนี้ก็ได้นะ)
.
.
ระหว่างที่คิดเรื่องนี้ผมว่าสิ่งที่ทำให้การสูญเสียหลายครั้งทรมานเป็นพิเศษก็อาจจะเป็นเพราะเราไม่รู้ล่วงหน้า ไม่รู้ว่าบทสนทนาครั้งไหนจะกลายเป็นครั้งสุดท้าย เราไม่รู้ว่าครั้งที่เรารีบตอบสั้นๆ บอกว่าต้องรีบไปทำงานแล้วอาจจะเป็นอีกครั้งที่ไม่มีวันได้กลับมาแก้ตัว
.
มันเลยกลายเป็นประสบการณ์ที่เรากลับมาคิดย้อนด้วยคำว่า ‘รู้งี้’ อยู่บ่อยๆ
.
แต่การได้รู้ว่าทุกอย่างกำลังจะจบ ในแง่หนึ่งมันก็เป็นสิ่งที่หายาก
.
นาโงริไม่ได้สอนให้เรานั่งโศกเศร้าล่วงหน้า แต่ผมว่ามันสอนให้เรารู้ว่าอะไรกำลังจะจบลง สายตาในการมองสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไป สิ่งที่เราเคยมองข้ามจะมีความหมายขึ้น เหตุการณ์ตรงหน้าที่เมื่อก่อนไม่ทันสังเกต การ์ดวันเกิดของลูกสาวที่วาดรูปให้ ‘best daddy in the world’
.
คืนที่ได้นอนในบ้านที่เติบโตมา
.
รอยยิ้มของเตี่ยที่ยังพอมีให้เห็นบ้างในบางจังหวะ
.
เสียงหัวเราะของภรรยาที่เล่นกับลูกก่อนนอน
.
(และที่จริงคิดให้ดีนาโงริก็มีอีกด้านหนึ่งด้วย อย่างคำพูดที่ลูกสาวเคยพูดผิดแล้วเราหัวเราะคิกคัก ตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว เราจะไม่ได้ยินอีกแล้ว สิ่งที่หายไปไม่ได้มาพร้อมการจากลาเสมอไป ความสูญเสียและการงอกงามก็เป็นเรื่องเดียวกันได้)
.
ที่จริงแล้วทุกอย่างอยู่ในฤดูกาลของตัวเอง เพียงแต่เราไม่มีทางรู้ว่าเราอยู่ช่วงไหนของฤดูกาลนั้น
.
เพื่อนที่บอกว่าเดี๋ยวเจอกัน มันจะเหลืออีกกี่ครั้งที่ได้เจอกัน?
.
สุขภาพที่แข็งแรง ออกไปวิ่งได้ทุกวัน จะมีเหลืออีกกี่ปี?
.
การรู้แบบนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตหม่นหมอง แต่ทำให้เราลุกไปจับมือคนที่รักบ่อยขึ้น กอดเขาบ่อยขึ้น กดชัตเตอร์ในตอนนี้ ช่วงเวลานี้ ไม่ต้องรอให้มันสวยกว่านี้ มองสิ่งที่ตรงหน้าให้ชัด
.
มองเห็นความสวยงามของช่วงเวลาที่กำลังจะจางหายไป
.
ผมยังกลับบ้านไม่บ่อยเท่าที่ควร งานยังหนักเหมือนเดิม และก็ไม่ได้พยายามเขียนบทความนี้เพื่อจูงใจให้คนลาออกจากงานแล้วกลับมาอยู่บ้านอะไรแบบนั้น
.
แต่สิ่งที่เรียนรู้จากก้อนความคิดนี้มันค่อนข้างเรียบง่ายเลย
.
เวลาที่ผมได้นั่งข้างๆ เตียงเตี่ย จับมือเขา เล่าชีวิตให้ฟังอย่างตั้งใจ
.
จับให้นานกว่าที่คิดว่าจำเป็น
.
คลื่นลูกนี้กำลังจะลอยกลับคืนสู่ทะเล แต่มันยังทิ้งร่องรอยไว้บนหาดตรงนี้
.
ยังอุ่นในมือผมอยู่
.
- โสภณ ศุภมั่งมี




