Pinned Tweet
ระบบสืบค้นวิดีโอการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร
asrs.parliament.go.th
สามารถค้นหาจาก คำ,ชื่อ สส,พรรคการเมือง, วดป ได้
ขอบคุณเจ้าหน้าที่สภาฯทุกท่าน ที่นำความเห็นที่ดีของ คณะกรรมการโปร่งใส ที่หมออ๋องตั้งขึ้นมาในระหว่างเป็นรองประธานสภาฯ ไปต่อยอดการทำงานของสภาฯให้โปร่งใสมากขึ้นนะครับ
[ 🚌 ข่าวดีชาวจอมทอง-บางขุนเทียน! เตรียมพบรถเมล์สายใหม่ 4-72 🧡 ]
.
ข่าวดีสำหรับพ่อแม่พี่น้องชาวจอมทอง-บางขุนเทียนครับ!
มีแผนเดินรถโดยสารสาธารณะสายใหม่ 4-72 วงกลมวัดสหธรรมาราม–ถนนพระรามที่ 2 ครอบคลุมเส้นทางชายทะเลบางขุนเทียน ไปจนถึงสะพานรักษ์ทะเลบางขุนเทียน พร้อมเชื่อมต่อสถานที่สำคัญหลายแห่งในพื้นที่ เพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน
.
เส้นทางนี้เกิดจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่และการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้กรมการขนส่งทางบกเปิดรับคำขอเพื่อพิจารณาผู้ประกอบการเดินรถ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะให้กับพี่น้องชาวบางขุนเทียน โดยเฉพาะพื้นที่ชายทะเล
.
โดยตามแผนมีกำหนดเดินรถวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ครับ🧡
.
#ทนายคิว #คิวพงษ์สรณัฐ #พรรคประชาชน #รถเมล์สายใหม่ #สาย4_72 #ชายทะเลบางขุนเทียน
พงษ์สรณัฐ ทองลี -คิว- retweeted
เข้าชื่อร่าง พ.ร.บ.บัตรคอนเสิร์ตกันครับ 😀
3 เดือนที่แล้ว ช่วยประสานกลุ่มผู้เสียหายถูกหลอกบัตรคอนเสิร์ต แม้จับกุมผู้หลอกลวงได้แล้ว แต่ปัจจุบันผู้เสียหายก็ไม่ได้เงินคืนเสียที ทำให้รู้ว่า ปัญหานี้มันหนักหน่วงจริง ๆ
เลยชวนภาคประชาชนกลุ่มผู้เสียหาย ทำกฎหมาย พ.ร.บ.บัตรคอนเสิร์ต
ปัจจุบัน ประธานสภาได้อนุญาตให้ภาคประชาชนเข้าชื่อ ร่าง พรบ.บัตรคอนเสิร์ตแล้วครับ : ) fairticket.org
ต้องการ 10,000 รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อยื่นเข้าสู่สภา ลองอ่านรายละเอียดก่อนได้ครับ
#fairticket #พรบบัตรคอนเสิร์ต
[รถไฟฟ้าขนขยะที่มีการจัดเตรียมไว้แล้วหรือไม่?]
ภาพที่ปรากฎอยู่นี้ เป็นภาพที่เคยถูกใช้ในการอภิปราย ญัตติการตั้งคณะกรรมการวิสามัญแก้ปัญหาจัดหารถขยะของกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568
.
โดยสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในขณะนั้น ได้ตั้งคำถามไว้หลายประการในโครงการจัดหารถไฟฟ้าขยะของกรุงเทพมหานคร ทั้งเรื่องการทดลองวิ่งว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่ ความพร้อมของสถานีชาร์จแบตเตอรี่ และหยิบยกความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่เคยให้คำแนะนำต่อกรุงเทพมหานครไว้มาอภิปราย
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดมากที่สุด คือ คำถามที่ว่ารถขนขยะจำนวนมากกว่า 1000 คันที่จะหมดสัญญาลง และจำเป็นต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างหารถขยะไฟฟ้าใหม่ภายใน 8 เดือน นั้น
.
ทำอย่างไรจึงจะสามารถหารถขยะไฟฟ้าจำนวนดังกล่าวได้ภายในระยะเวลา 8 เดือน!
.
คำถามดังกล่าวแม้จะเป็นคำถามที่ตั้งด้วยความสงสัย แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับรูปภาพมุมสูงที่ถ่ายจากโดรนที่คล้ายกับรถบรรทุกและมีถังบรรจุท้ายรถสีเขียว ที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่อภิปรายนำมาอ้างอิง และตั้งข้อสงสัยด้วยว่า “มีการจัดเตรียมรถขนขยะไฟฟ้าไว้แล้วหรือไม่? ก็ทำให้ผมต้องตกใจเป็นอย่างยิ่ง
.
ภายหลังญัตติดังกล่าว ผมยังไม่ได้ยินคำตอบจากผู้บริหาร และรายงานของคณะกรรมการที่อธิบายถึงข้อสงสัยของสมาชิกสภากรุงเทพที่อภิปรายไว้ ถ้าท่านไหนมีคำตอบหรือรายงานก็สามารถส่งให้ผมได้
.
ผมเห็นว่าสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร มีสิทธิโหวตเห็นด้วยกับโครงการใดก็ตามที่จำเป็นและเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน
.
ในทางตรงกันข้าม หากโครงการใดที่สุ่มเสี่ยงต่อการใช้งบประมาณ และมีความยังไม่แน่นอนในเรื่องข้อมูลผมก็เห็นว่าสมาชิกฯก็มีสิทธิตั้งคำถาม หากไม่สามารถตอบคำถามได้ ก็มีสิทธิโหวตไม่เห็นด้วย
.
เพราะท้ายที่สุดแล้วในฐานะสมาชิกสภาฯ คงไม่มีใครสามารถใช้คำว่าแค่ “เชื่อใจ” ในการตัดสินใจเรื่องเงินซึ่งเป็นภาษีของประชาชนได้
ลิ้งการประชุมสภากรุงเทพมหานครสมัยประชุมสามัญ สมัยแรก ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2568 วท 15/1/2568 (ช่วงที่สอง)
youtube.com/live/nMpS54PvQG8…
พงษ์สรณัฐ ทองลี -คิว- retweeted
3 ปัญหาหลักที่ผมสังเกตเห็นเกี่ยวกับมติเสียงข้างมากของ กกต. ในวันนี้ (ซึ่งมีการสั่งฟ้อง “เพียงแค่ส่วนน้อย” ของผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. โดยเป็นการสั่งฟ้อง สว. เพียง 26 คน และไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) แม้แต่คนเดียว)
.
1. กกต. ปฎิเสธความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว.
.
หลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ชี้ชัดว่าการโกง สว. ที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำในรูปแบบของ “ขบวนการ” ที่ครอบคลุมผู้สมัคร สว. จำนวนและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก - เช่น:
- หมายเลขผู้สมัคร สว. ที่ปรากฎในโพยใบสั่ง และในบัตรเลือกตั้งมีอย่างน้อย 130 คน
- การนัดหมายผู้สมัครและการดำเนินกิจกรรมที่ศูนย์ทำโพยตามโรงแรมใกล้เคียง กทม. (เช่น อยุธยา / ปทุมธานี / นครนายก) 1-2 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ มีขั้นตอนและรูปแบบที่เหมือนๆกัน
- จำนวน สว. ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมน หลังได้รับเลือก เพื่อเข้ารับการ “ปฐมนิเทศ” และตกลงเรื่องการเลือกประธาน-รองประธานวุฒิสภา มีหลายสิบ (หรืออาจเกินร้อย) คน
.
ดังนั้น การที่ กกต. สั่งฟ้อง สว. แค่ 26 คน เป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการกระทำในรูปแบบของขบวนการ ที่ไม่ควรตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน
.
2. กกต. ไม่ให้น้ำหนักกับกับโพยใบสั่ง ทั้งที่เป็นหลักฐานที่ชัดกว่าหลักฐานในคดีที่ กกต. เคยสั่งฟ้องในอดีต
.
การที่ กกต. ไม่ได้มีมติสั่งฟ้อง สว. ทั้ง 130+ คน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง (ซึ่งคณะไต่สวนฯชุดที่ 26 และ เลขาธิการฯ เห็นตรงกันว่าควรสั่งฟ้อง) ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต:
- ในคดีเมื่อปีก่อน กกต. เคยมีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล แม้มีหลักฐานเพียงข้อความ LINE ไม่กี่ข้อความ ระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คน ที่มีการขอจับคู่-แลกคะแนนกัน (โดยไม่มีการเสนอเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพิ่มเติม)
- แต่ในคดีนี้ กกต. กลับไม่สั่งฟ้อง สว. ในโพยทั้งหมดไปที่ศาล ทั้งๆที่โพยใบสั่ง (และผลการลงคะแนนที่ตามมา) เป็นหลักฐานของการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ เสียยิ่งกว่าการจับคู่--แลกคะแนนกันระหว่างผู้สมัคร 2 คน
.
3. กกต. นำการกลับคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา มาเป็นข้ออ้างหลักในการตัดตอนให้เรื่องไม่สาวไปถึงนักการเมืองในภูมิใจไทย
.
กกต. แถลงชัดว่าเหตุผลหลักที่ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) จากพรรคภูมิใจไทย เป็นเพราะพยานรหัส 16 (เอกราช ช่างเหลา) มีการกลับคำให้การ
.
อย่างไรก็ตาม (ตามที่ผมได้สื่อสารเมื่อวานเช้าก่อน กกต. ลงมติ) ผมเห็นว่าการกลับคำให้การดังกล่าว ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย เพราะ:
- 1. นอกจากคำให้การของ เอกราช ยังมีหลักฐานอื่นที่เชื่อมโยงกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย (เช่น ประวัติการโทร / การกระทำของผู้ช่วยหรือทีมงานประจำตัว)
- 2. การกลับคำให้การเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล และเป็นการให้การเป็นหนังสือ จึงอาจถูกตั้งคำถามได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือมีการข่มขู่-กดดันโดยคนจากซีกรัฐบาล ณ เวลาดังกล่าวหรือไม่
- 3. การให้คำให้การครั้งที่ 2 (ซึ่งเป็นการกลับคำให้การครั้งที่ 1) มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดต่อสาธารณะ (เช่น ปฏิเสธว่าไม่มีโพยฮั้ว สว. / ปฏิเสธว่าไม่มีการยึดโพยจากผู้สมัคร)
.
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อหลายคนในบรรดา 77 คน ที่ กกต. สั่งฟ้อง ล้วนมีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย (เช่น ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาจากพรรคภูมิใจไทย / สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สส. พรรคภูมิใจไทย / อดีตผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย / ผู้บริหารท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย) จึงเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากว่าบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย จะไม่รับรู้หรือมีส่วนกับขบวนการดังกล่าว
.
#สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229
พงษ์สรณัฐ ทองลี -คิว- retweeted
วันนี้ (14 ก.ย.) กกต. มีมติเสียงข้างมากสั่งฟ้องเพียงส่วนน้อยของผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. ตามที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 เสนอ โดยสั่งฟ้อง สว. เพียง 26 คน และไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งรัฐมนตรี สส. หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยเลยแม้แต่คนเดียว
มติดังกล่าวเป็นการตัดตอนไม่ให้เรื่องของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ถูกพิสูจน์ในชั้นศาลฎีกา ทั้งที่หลักฐาน ทั้งโพยใบสั่ง สถิติบัตรลงคะแนน เส้นทางการเงิน คลิปเสียง การนัดหมายศูนย์ทำโพย และประวัติการโทรศัพท์ ล้วนบ่งชี้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำผิดในรูปแบบขบวนการ ที่ไม่ควรถูกตัดทอนแยกพิจารณา อีกทั้งหลักฐานชุดนี้ยังมีความชัดเจนยิ่งกว่าหลักฐานของคดีเลือก สว. ในอดีต ที่ กกต. เคยสั่งฟ้องจากหลักฐานเพียงข้อความแชต LINE ไม่กี่ข้อความ
พรรคประชาชนเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจของ กกต. เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายและมาตรฐานเดิม ถือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม พ.ร.ป.กกต. จึงจะเดินหน้าดำเนินการใน 5 ด้าน ได้แก่
(1) ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินคดีทางกฎหมายกับ กกต. ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.ป.กกต.
(2) ดำเนินการทุกช่องทางทางกฎหมาย เพื่อนำหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาคดีโกง สว. ที่ยังไม่ถูก กกต. สั่งฟ้อง เข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล
(3) ตรวจสอบนักการเมืองที่เกี่ยวข้องผ่านกลไกรัฐสภา เช่น การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการรณรงค์ในสังคม เพื่อสร้างความรับผิดชอบทางการเมือง
(4) ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อจำกัดอำนาจวุฒิสภา ปฏิรูปองค์กรอิสระให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
(5) เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลประชามติ 8 ก.พ. 2569 ผ่าน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยไม่เปิดช่องให้ สว. มีอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษมาขัดขวางเจตจำนงของประชาชน
อยากให้ท่านภูมิธรรมระลึกตนเอง
ไม่ใช่พรรคส้มไม่ไว้ใจ แต่อดีตมันพิสูจน์ความซื่อสัตย์
เมื่อเคยตระบัดสัตย์มา 1 รอบ รอบที่ 2 และ 3 ทำไมจะเกิดขึ้นไม่ได้?
แต่ก็แปลก ทีพรรคส้มต่อรองกันตั้งแต่ ตำแหน่งประธานสภา ทีพรรคน้ำเงินประเคนให้ประธานสภาเขาทันที
ไม่รู้แบบนี้ ใครรักใครมากกว่ากัน
สรวงศ์ยืนยันข้อเสนอเพื่อไทยจะยุบสภาทันที แต่
คนดี อย่างส้มไม่สนใจ
รักน้ำเงินมากกว่าเพื่อไทย
...อะไรที่น้ำเงินพูดดีไปหมด น่าเชื่อถือไปหมด
“คิดเอง ทำเอง
แล้วจะไปชี้มือโทษใคร
นอกจากหันกลับมาชี้มือใส่ตัวเอง...ถ้ากล้าหาญพอ”
facebook.com/share/v/1EWTeX6…
[พยานคดีฮั้ว สว. กลับคำให้การน่าเชื่อถือหรือไม่ อย่างไร]
.
พยานบุคคลถือเป็นพยานหลักฐานประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งการจะเป็นพยานในคดีใดได้ย่อมต้องเป็นผู้ที่รู้เห็นถึงการกระทำที่อ้างว่าได้เกิดขึ้นหรือเป็นความผิดนั้นโดยตรง และคำให้การของพยานจะน่ารับฟังได้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากการมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยพิจารณาว่าเป็นผู้กระทำ ผู้มีส่วนร่วม หรือผู้รู้เห็นการกระทำนั้นด้วยตนเอง ซึ่งพยานในกรณีนี้เรียกว่าประจักษ์พยาน
.
อย่างไรก็ดี แม้จะอ้างตัวว่าเป็นประจักษ์พยาน แต่ก็ต้องประกอบด้วยหลักฐานแวดล้อมอิสระที่สนับสนุนว่าผู้นั้นเป็นประจักษ์พยานจริง เช่นว่า มีหลักฐานกล้องวงจรปิดว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ หรือจะมีผู้รู้เห็นว่าประจักษ์พยานนั้นอยู่ในที่เกิดเหตุจริง
.
การที่ประจักษ์พยานซึ่งเป็นสมาชิกหรือเคยเป็นพรรคสมาชิกพรรคภูมิใจ สมัครใจเข้าให้การกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษเอง ว่ามีการโกงการเลือก สว. เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าพนักงานสอบสวนเองย่อมต้องมีวิจารณญาณพิจารณาพยานหลักฐานแวดล้อมที่เกี่ยวกับผู้ที่อ้างตัวเป็นพยานดังกล่าวว่า เกี่ยวกับคดีโกง สว. ด้วยหรือไม่ ?
.
ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานการโทรเข้า-ออก หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชี หลักฐานการพักที่โรงแรม หลักฐานการเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ และหลักฐานอื่นใดประกอบ จึงจะเชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นประจักษ์พยานที่เป็นผู้มีส่วนร่วมจริง ๆ
.
ดังนั้น คำให้การข้างต้นที่ผ่านการสอบสวนและมีหลักฐานสนับสนุนคำให้การ ย่อมไม่กลายเป็นไม่ชอบหรือรับฟังไม่ได้ เพียงเพราะ พยานดังกล่าวภายหลัง “กลับคำให้การ” ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4815/2528 และคำพิพากษาฎีกาที่ 85/2562
.
การส่งสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษไปยังอัยการ หรือการยื่นคำร้องของ กกต. ไปยังศาล จึงควรยึดตามพยานหลักฐานประกอบที่มั่นคงแน่นอนตามหลักของ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มิใช่เพียงเพราะรับฟังเพียงแค่การกลับคำให้การเท่านั้น
.
อีกทั้ง การยกเลิกผลการสอบสวนเดิมและการยกเลิกการกล่าวหาผู้กระทำความผิดเดิม เพราะเหตุการกลับคำให้การ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับคำให้การนั้น เกิดขึ้นภายหลังวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่มีพรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นรัฐบาล ก็ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ที่พยายามทำให้การพิจารณาคดีเปลี่ยนหรือไม่ ?
.
วันนี้ ประชาชนทั่วประเทศทราบว่า เพราะเหตุใดแนวทางการส่งคำร้อง และฟ้องของทั้ง กกต และกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงน่ากังวล ใช่เพราะนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกง สว. หรือไม่?
.
ดังนั้น วันที่ 14 กันยายน นี้ จึงเป็นวันที่ กกต. ควรยื่นคำร้องคดีต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต่อศาล และไม่ควรตัดสินใจหรือด่วนสรุปเองว่าคำให้การที่กลับคำไม่ควรรับฟัง เพราะหน้าที่อย่างเดียวของ กกต. คือ พิจารณา “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มิใช่การตัดสินซึ่งเป็นหน้าที่ของ ”ศาล“
.
และนี้จะพิสูจน์ ข้อครหาที่สังคมสงสัยว่า กกต. ตกอยู่ภายใต้ความครอบงำของรัฐบาลภูมิใจไทยว่าจริงหรือไม่?
[ 💰 งบ DSI กว่า 1,316 ล้านบาท กับคำถามที่ประชาชนควรรู้ ]
.
ปี 2570 DSI ขอตั้งงบประมาณกว่า 1,316 ล้านบาท โดยเป็นงบบุคลากรกว่า 829 ล้านบาท
.
แต่เมื่อใช้งบประมาณและทรัพยากรไปกับการทำคดี คำถามสำคัญคือ ระบบของ DSI สามารถทำให้คดีเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และไปถึงปลายทางได้หรือไม่
.
ผมจึงชวนกรรมาธิการดู “เส้นเวลา” ของคดีหมูเถื่อน คดีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. พร้อมตั้งคำถามว่า งบประมาณที่ใช้ไป สร้างผลลัพธ์ให้กับคดีได้มากน้อยแค่ไหน
.
#ทนายคิว #คิวพงษ์สรณัฐ #พรรคประชาชน #ประชุมสภา #งบประมาณ70
พงษ์สรณัฐ ทองลี -คิว- retweeted
อภิปรายงบยืดไปอีกวัน!
ไม่รู้ใครยื้อ 🤔
รายงานชำแหละ กกต. อดเข้าสภาพรุ่งนี้ (อีกแล้ว)
พงษ์สรณัฐ ทองลี -คิว- retweeted
[ พรรคประชาชนยื่นญัตติ ทบทวนการทำงานของ ‘ประธาน-รองประธานสภา’ ]
.
วันนี้ (8 ก.ย. 2569) ที่รัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย พงษ์สรณัฐ ทองลี, ภัณฑิล น่วมเจิม, ภัสริน รามวงศ์, สกล สุนทรวาณิชย์กิจ, และเอกราช อุดมอำนวย แถลงข่าวยื่นญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ทบทวนการปฏิบัติหน้าที่ของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งในด้านการควบคุมการประชุมและการบริหารกิจการสภา หลังพบปัญหาเรื้อรังในสมัยประชุมนี้ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิและการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรอย่างต่อเนื่อง
.
พงษ์สรณัฐระบุว่า นับตั้งแต่เปิดสภาสมัยนี้ ปัญหาการใช้อำนาจและดุลพินิจของประธานและรองประธานสภาเริ่มสร้างข้อจำกัดต่อการทำหน้าที่ของ สส. ซึ่งแตกต่างจากสภาสมัยที่แล้วอย่างสิ้นเชิง ที่เปิดโอกาสให้ สส. ได้อภิปราย นำเสนอข้อมูล และสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่
.
หากพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา 119 ประธานสภามีหน้าที่ดำเนินกิจการสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ ต้องวางตนเป็นกลาง และสนับสนุนให้สมาชิกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับพบปัญหาหลัก 2 ด้าน คือ
.
(1) ปัญหาการควบคุมการประชุมที่ลิดรอนสิทธิ สส. โดยมีการใช้ดุลพินิจจำกัดเวลา ตัดทอนเนื้อหาการอภิปราย และปิดกั้นการนำเสนอข้อมูลของสมาชิก จนเกิดข้อเคลือบแคลงต่อความเป็นกลาง ทำให้ สส. ไม่สามารถสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
.
(2) ปัญหาระบบการบริหารกิจการสภา ซึ่งกระทบต่อการทำงานของทั้ง สส. และเจ้าหน้าที่สภาอย่างหนัก โดยเฉพาะการสแกนและปิดบังสไลด์ประกอบการอภิปรายจนทำให้การอภิปรายสะดุด รวมถึงระบบสนับสนุนการประชุมในช่วงค่ำคืนที่ไม่พร้อม
.
ขณะที่ภัณฑิลได้กล่าวถึงปัญหาการบริหารงานสภา โดยยกตัวอย่างกรณีการประชุมที่ลากยาวถึง 21:00–22:00 น. แต่ร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสภากลับปิดทำการทั้งหมด จนกระทบต่อเจ้าหน้าที่และสมาชิกที่ต้องทำงานยามดึก
.
ภัณฑิลย้ำชัดว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่อง ‘ข้าวของ สส.’ และไม่ได้มาเรียกร้องอาหารฟรี แต่สิ่งนี้สะท้อนถึงคำถามสำคัญว่า ประธานสภาในฐานะผู้บริหารสูงสุด ได้จัดระบบและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนให้คนทำงานในสภาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่แล้วหรือยัง
.
พงษ์สรณัฐกล่าวทิ้งท้ายว่า การยื่นญัตติครั้งนี้ไม่ได้ต้องการเพียงแค่บ่นหรือโจมตีตัวบุคคล แต่เป็นการนำปัญหาเข้าสู่กลไกสภาอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมกันหาข้อเสนอแนะและปรับปรุงการทำงานของประธานและรองประธานสภา เพราะการประชุมสภามีเพียงสัปดาห์ละ 2 วัน เวลาทุกนาทีจึงมีค่า และไม่ควรถูกจำกัดด้วยดุลพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล
.
พรรคประชาชนยืนยันว่า ประธานสภาไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ควบคุมการประชุมให้จบไป แต่ต้องทำให้สภาแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ตัวแทนของประชาชน สามารถทำงาน ตรวจสอบรัฐบาล และสะท้อนเสียงของพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพสูงสุด
[ยื่นญัตติทบทวนการทำหน้าที่ประธานสภและรองประธานสภาเพื่อให้สภาทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ]
.
วันนี้ผมและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน ได้เสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ที่ประชุมพิจารณาปัญหาและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งในเรื่อง การกำกับการประชุมและการบริหารกิจการของสภา
.
สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่สำคัญในการตรากฎหมาย พิจารณางบประมาณ และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน สมาชิกจึงต้องสามารถอภิปราย เสนอข้อเท็จจริง และสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างเต็มที่ภายใต้รัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม
.
แต่ที่ผ่านมา เราพบปัญหาจากการควบคุมการประชุมและการใช้ดุลพินิจที่กระทบต่อการทำหน้าที่ของสมาชิก ทั้งการจำกัดหรือตัดทอนการอภิปราย การนำเสนอข้อมูล ตลอดจนการบริหารเวลาและระเบียบวาระ จนเกิดข้อเคลือบแคลงต่อความเป็นกลาง และทำให้สมาชิกไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
.
ในการแถลงข่าว สส. ภัณฑิล น่วมเจิม ได้สะท้อนปัญหาจากการตรวจและปิดบังสไลด์ประกอบการอภิปราย ซึ่งบางครั้งทำให้การอภิปรายสะดุด รวมถึงปัญหาการบริหารกิจการภายในสภาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกและเจ้าหน้าที่
.
ประเด็นเหล่านี้ไม่ควรจบเพียงการพูดหรือบ่นกันระหว่างสมาชิก แต่ควรถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาอย่างเป็นทางการ เพื่อให้มีการพิจารณาปัญหาและเสนอแนะแนวทางให้ประธานและรองประธานนำไปปรับปรุงการกำกับดูแลการประชุมและการบริหารจัดการของสภา
.
รัฐธรรมนูญมาตรา 119 กำหนดให้ประธานสภามีหน้าที่และอำนาจดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ และต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ขณะเดียวกัน ประธานสภายังมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการและการบริหารงานของสภาเพื่อสนับสนุนให้สมาชิกสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
นอกจากนี้ สส. ภัณฑิล น่วมเจิม ยังสะท้อนอีกว่าปัญหาการบริหารกิจการภายในสภาหลายเรื่อง ตั้งแต่การตรวจและปิดบังสไลด์ประกอบการอภิปราย ไปจนถึงระบบสนับสนุนการประชุมในช่วงกลางคืน ซึ่งบางครั้งสมาชิกและเจ้าหน้าที่ต้องประชุมต่อเนื่องถึง 3–4 ทุ่ม ขณะที่ร้านค้าในอาคารปิดแล้ว สส.ภัณฑิล ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่ได้เรียกร้องอาหารฟรีและพร้อมชำระค่าอาหารด้วยตนเองโดยกล่าวว่า “ผมยอมเสียตังค์ 300 500” “ไม่ได้ขอกินฟรี” และเห็นว่าประธานสภาในฐานะผู้มีหน้าที่ดำเนินกิจการของสภาควรจัดระบบให้เหมาะสม เพื่อให้การประชุมสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด
.
ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่อง “ข้าวของ ส.ส.” แต่เป็นคำถามว่า เมื่อสภาต้องทำงานจนดึก ระบบบริหารของสภาพร้อมสนับสนุนให้คนในสภาทำงานได้เต็มที่หรือยัง
.
ประธานสภาจึงมิได้มีหน้าที่เพียงทำให้การประชุมดำเนินต่อไป แต่ต้องทำให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะหากการประชุมและการบริหารกิจการของสภามีปัญหา ย่อมกระทบต่อการตรวจสอบรัฐบาล การพิจารณากฎหมาย และการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่สภา
.
ปัจจุบันการประชุมสภามีเพียงสัปดาห์ละ 2 วัน พวกเราจึงเห็นว่าควรใช้เวลาที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เพื่อให้สมาชิกสามารถอภิปรายและนำเสนอปัญหาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเพื่อให้การประชุมสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างเหมาะสม
.
ญัตติที่พวกเรายื่นนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อให้สภาได้พิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และหาข้อเสนอแนะร่วมกัน เพื่อให้การทำหน้าที่ของประธานและรองประธานสภา การควบคุมการประชุม และการบริหารกิจการของสภา สามารถสนับสนุนการทำงานของสมาชิกได้อย่างเต็มที่
.
เพราะท้ายที่สุด สภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นพื้นที่ที่ตัวแทนซึ่งประชาชนเลือกเข้ามา สามารถทำงานและสะท้อนเสียงของประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
พงษ์สรณัฐ ทองลี -คิว- retweeted
ขอแสดงความยินดีกับทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยครับ 🇹🇭🏐
.
ชัยชนะครั้งนี้มีความหมายมาก เพราะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์พาทีมชาติไทยสู่โอลิมปิก 2028
.
ขอบคุณนักกีฬา โค้ช และทีมงานทุกคนที่ทุ่มเทมาตลอดครับ
.
ขอบคุณที่ทำให้คนไทยได้ลุ้น ได้เชียร์ ได้มีความสุข และได้ภูมิใจไปด้วยกันครับ
.
ทีมชาติไทยของเราเก่งมากครับ 🇹🇭❤️
ขนาดรอยตัดเส้นผมน้องชมพู่ยังนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิดในศาลอาญาได้ แล้วหลักฐานการโทรศัพท์ช่วงเก็บมือถือตอนเลือก สว. หรือการใช้โรงแรมเดียวกันก่อนเลือก สว. จะไม่เพียงพอต่อคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ที่จะทำเพียงแค่ส่งฟ้องศาลได้หรือ?
ข่าวคดี ฮั้ว สว. กำลังจะสาวถึงตัวการใหญ่ ข่าวใหญ่ในอดีตก็เริ่มทยอยออกมาดึงความสนใจของประชาชน จะเป็นการเบี่ยงประเด็นชักจูงสังคมให้สนใจประเด็นข่าวการฮั้ว สว. น้อยลงหรือไม่ จะเป็นการลดแรงต้านซึ่งงวดเข้ามาในการส่งคดีเข้าสู่กระบวนการของศาลหรือไม่ ผมไม่อาจหยั่งรู้ได้แน่ชัด แต่ผมเชื่อว่าประชาชนทุกท่านย่อมเห็นข้อผิดสังเกตนี้ไม่ต่างจากผม
.
ในขณะเดียวกันข่าวคดีตกน้ำของคุณแตงโมนี้ก็มีดีอย่างน้อยอยู่ 3 อย่าง ที่ผมเชื่อว่าผู้ติดตามทั้งคดีอาชญากรรมและการเมืองน่าจะได้รับประโยชน์ถ้วนทั่วกันทุกคน
.
อย่างแรก คือ การพิสูจน์ว่าคดีของคุณแตงโมนั้น มีการบิดเบือนขบวนการยุติธรรม หรือที่หลายท่านเคยได้ยินคำว่า "เป่าคดี" หรือไม่? การเป่าคดี คือ กระบวนการทำสำนวนคดีให้อ่อนลง บิดเบือนพยานหลักฐาน เลือกหรือตัดพยานหลักฐานเพื่อให้คดีเป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจ ข่าวการเป่าคดีอันโด่งดังที่ผ่านมาคือกระบวนการเปลี่ยนความเร็วรถให้ลดลงในคดีบอส เพื่อทำให้พฤติการณ์จำเลยในคดีนั้นไม่เป็นประมาท เมื่อไม่เป็นประมาทก็ไม่เป็นเหตุให้เป็นความผิดได้รับโทษร้ายแรง
.
อย่างที่สอง คือ การพิสูจน์ทราบความจริง 2 ชุดที่สังคมยังไม่สิ้นสงสัย โดยบางส่วนเชื่อพยานหลักฐานในสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดี บางส่วนเชื่อพยานหลักฐานที่คุณอัจฉริยะนำมาเปิดเผย ในส่วนเนื้อหาของคดีผมเชื่อว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง (แม้ว่าจะมีบางท่านเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจระดับชาติก็ตาม) ซึ่งผมเชื่อว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะเป็นการถ่วงดุลกระบวนการทำสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกจากระบวนการปกติอีกชั้นหนึ่ง
.
อย่างสุดท้าย คือ จำนวนผู้ถูกกล่าวหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมในคดีคุณแตงโมครั้งนี้มีมากถึง 40 คน จำนวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มากมายขนาดนี้ย่อมเป็นเครื่องเตือนใจให้ DSI รวมถึง กกต. ที่เป็นทั้งเจ้าหน้าทุกระดับชั้นซึ่งทำสำนวนคดี ”ฮั้ว สว.” ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน อธิบดี รองอธิบดี รัฐมนตรี เลขาฯกกต. หรือแม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบหากมีการบิดเบือนพยานหลักฐาน ไม่ฟ้องผู้กระทำความผิดในคดีฮั้ว สว.
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ทั้งหมดจะตระหนักว่าตอนนี้ทั้งสังคมได้เห็นข้อมูลในคดีทั้งหมดแล้ว หากท่านช่วยบุคคลใดไม่ต้องรับโทษ หรือบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม พวกท่านอาจจบไม่สวยเหมือนเจ้าหน้าที่ที่เปลี่ยนความเร็วรถในคดีบอสก็เป็นไปได้
พงษ์สรณัฐ ทองลี -คิว- retweeted
เมื่อวานนี้ ผมได้รับทราบจากการให้สัมภาษณ์ในรายการ The Standard ว่า สว. สรชาติ ได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีกับผมในความผิดฐานหมิ่นประมาท เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ทีผ่านมา
.
เท่ากับว่าตอนนี้ จากข้อมูลที่ปรากฎต่อสาธารณะ ผมถูกแจ้งความฐานหมิ่นประมาทสืบเนื่องจากการตรวจสอบคดีโกง สว. แล้ว จากนักการเมือง 3 คน:
.
1. รองนายกฯ ทรงศักดิ์ ทองศรี (จ.บึงกาฬ)
2. รัฐมนตรี สุขสมรวย วันทนียกุล (จ.อำนาจเจริญ)
3. สว. สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม (จ.หนองบัวลำภู)
.
ในการทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎร ผมยืนยันว่าผมได้ดำเนินการและจะเดินหน้าตรวจสอบประเด็นต่างๆต่อไปบนพื้นฐานของข้อมูลและเหตุผล ซึ่งรวมถึงการนำเสนอชัดเจนว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันแล้ว อะไรเป็นข้อมูลที่หน่วยงานสามารถยืนยันหรือพิสูจน์ได้ อะไรเป็นคำถามที่ต้องการคำชี้แจง และอะไรเป็นความเห็นหรือคำบอกเล่าจากบุคคลที่ให้ข้อมูล
.
หากเรื่องเหล่านี้ไปถึงชั้นศาล ผมเชื่อว่าความจริง หลักฐานเอกสารที่จะเรียกได้เพิ่มเติมในชั้นศาล และ เจตนาที่ชัดเจนของผมในการทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ จะปกป้องและให้ความเป็นธรรมกับผม
.
นอกจากนั้น หากกระบวนการดังกล่าวทำให้ผมต้องเดินทางไปที่จังหวัดต่างๆ ผมก็จะขอใช้โอกาสนี้ในการเดินหน้ารับฟังปัญหาและจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความเห็นกับประชาชนในพื้นที่นั้นๆ
- ตั้งแต่ผมมาร่วมทำงานกับพรรคก้าวไกล ผมมีการเก็บบันทึกไว้ส่วนตัว ว่าผมได้เดินทางไปทำงานหรือร่วมกิจกรรมที่จังหวัดไหนแล้วบ้าง
- ล่าสุด ผมค้นพบว่าผมได้เดินทางไปร่วมงานแล้วใน 62 จังหวัด โดยในบรรดา 15 จังหวัดที่ยังไม่ได้มีโอกาสไป มีทั้ง บึงกาฬ อำนาจเจริญ และหนองบัวลำภู รวมอยู่ในนั้นพอดี!
.
เดินหน้าต่อครับ
พงษ์สรณัฐ ทองลี -คิว- retweeted
ผมและทีม Digital ของพรรคประชาชนคือ @pawoot @maxteerachart ร่วมกันแถลงข่าวเรื่องข้อมูลหน่วยงานราชการรั่วไหล (กรณีรูปภาพและข้อมูลส่วนตัวนายกรัฐมนตรีหลุด) เมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไข
อย่างแรกอยากขออธิบายว่าข้อมูลหลุดได้อย่างไรครับ
- สาเหตุเกิดจากระบบ IT ภาครัฐกระจายศูนย์ ต่างคนต่างทำ และตัวระบบพัฒนามานาน มีความอ่อนแอเป็นทุนเดิม ไม่มีองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทุกหน่วยงาน ทำให้ระบบมีจุดอ่อนมาก 2 จุดใหญ่คือ
1. ยืนยันตัวตนอ่อนแอ - ยืนยันตัวตนผู้ใช้งานด้วย password เพียงชั้นเดียว password หลุดแล้วจบเลย
2. ไม่มีการจำกัดการเข้าถึง (access control) - ไม่มีการจัดระดับชั้นความลับ, ไม่มีการยกเลิกรหัสผ่านของผู้ใช้งานที่ออกไปแล้ว และไม่มี access log ที่บอกว่าผู้ใช้คนไหนเคยเข้ามาดูข้อมูลในระบบได้บ้าง เคยเห็นอะไรไปบ้าง
- พอระบบไม่เข้มแข็ง เจ้าหน้าที่ภาครัฐอาจไม่ระวังในการรักษารหัสผ่าน เช่น แปะไว้ที่โต๊ะ, ตั้งรหัสผ่านง่ายๆ 123456, แชร์รหัสผ่านระหว่างกัน รวมถึงใช้งานในคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่อาจติดมัลแวร์ ทำให้ hacker ได้รหัสผ่านเหล่านี้ไปง่ายๆ หรือเรียกว่าเป็น credential leaks ซึ่งแตกต่างจากการเจาะระบบผ่านช่องโหว่
- เมื่อ hacker ได้รหัสผ่านไปแล้ว เลยสามารถเข้ามาดึงข้อมูลสำคัญๆ แต่อยู่ในระบบที่ดูเหมือนระบบทั่วไป เช่น ทะเบียนรถ ข้อมูลจิตอาสา ข้อมูลการศึกษา และนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ยืนยันตัวตนเข้าระบบอื่นต่อได้ เช่น รู้วันเกิด รู้รหัสประชาชน รู้ laser code หลังบัตร
- ตอนนี้ ข้อมูลส่วนตัวของประชาชนหลุดจนแทบไม่มีอะไรเหลือให้หลุดอีกแล้ว รูปติดบัตรหลุดถือเป็นข้อมูลชิ้นสุดท้ายที่ตัวตนของประชาชนล่อนจ้อนออกมา
=== ข้อเสนอระยะสั้น ควรทำภายใน 30 วัน ===
1. หน่วยงานเจ้าของระบบ ต้องสั่ง force reset เปลี่ยนรหัสผ่านทั้งหมดทันที และไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านเดิม เพราะเป็นรหัสผ่านที่หลุดออกไปแล้ว วิธนี้เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันในวงการอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือหน่วยงานกำกับดูแล สกมช. ต้องเข้ามาตรวจสอบมาตรการเหล่านี้ว่าทำไปจริงๆ
2. ให้สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เร่งรวบรวมรายชื่อระบบไอทีที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งหมดในประเทศไทย เพื่อทำการ audit ความปลอดภัยพื้นฐานก่อน แอดมินระบบต้องยกเลิกบัญชีของพนักงานที่ออกไปแล้วด้วย อธิบดีคนเก่าเกษียณยังเข้าระบบได้อยู่หรือไม่ ต้องทำหน้า dashboard รายงานของทุกหน่วยงาน รายงานหน้าเว็บเลย ว่าหน่วยงานไหน ยังไม่ได้แก้ไขระบบ
3. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส. PDPC) ต้องลงดาบหน่วยงานที่ทำข้อมูลหลุด ไม่งั้นก็จะไม่หลาบจำ จะสามารถอ้างต่อไปได้เรื่อยๆ ว่าระบบไม่ได้ถูกแฮ็ก แต่ข้อมูลก็หลุดให้เห็นคาตาว่ามาจากระบบไหน ดังนั้นถ้าเจ้าหน้าที่ออกแบบระบบไม่รัดกุม อธิบดีหรือเลขาธิการในฐานะผู้รับผิดชอบสูงสุดขององค์กรก็ควรจะต้องได้รับบทลงโทษบางอย่างด้วยเช่นกัน
เท่าที่ผมเห็นข้อสั่งการของรัฐบาลได้ดำเนินการไปในแนวทางเดียวกันแล้ว ก็เห็นด้วยและต้องชื่นชมที่รัฐบาล take action ได้เร็วและตรงจุดครับ
=== ข้อเสนอระยะกลาง 180 วัน (6 เดือน) ===
1. กระทรวง DE และ สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ต้องเร่งออกมาตรฐานกลาง วิธีการ มาตรฐาน เทคโนโลยีระบบกลาง ที่หน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปใช้ได้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำแบบเดียวกัน
2. เว็บไซต์และระบบภาครัฐ ต้องเปลี่ยนวิธียืนยันตัวตนจากการใช้ password อย่างเดียว มาเป็นการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) วิธีที่ง่ายที่สุดคือ เปลี่ยนมายืนยันตัวตนด้วย ThaiD หรือจะใช้แอพอย่าง Google Authenticator / Microsoft Authenticator ช่วยก็ได้
3. เว็บไซต์หน่วยงานภาครัฐ ต้องทยอยยกเลิกการยืนยันตัวตนครั้งแรกตอนลงทะเบียนเข้าระบบ ด้วยการใช้เลขบัตรประชาชน / laser code หลังบัตร รวมถึงข้อมูลอื่นๆ เช่น วันเกิด เพราะข้อมูลเหล่านี้หลุดไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรยืนยันตัวตนได้เลยว่าเป็นบุคคลนั้นจริงๆ ดังนั้นต้องใช้สิ่งที่เจาะจงได้มากกว่านั้น เช่น การสแกนหน้าผ่าน ThaiD
4. ต้องมีระบบ Log กลาง Centralized Log Management: บังคับให้ทุกระบบส่ง Log เข้าศูนย์กลางที่แก้ไขไม่ได้ เพื่อให้ สกมช. สามารถตรวจสอบระบบไอทีภาครัฐทั้งหมดได้ ว่าใครเข้าถึงระบบได้บ้าง
5. สกมช. ควรเพิ่มระบบ โครงการล่าเงินรางวัลจากการหาช่องโหว่ (Bug Bounty) มอบ "รางวัล" (Bounty) หรือผลตอบแทน ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ หรือ Hacker สายขาว (White Hat / Ethical Hacker) ที่มีระบบรับแจ้ง เมื่อสามารถค้นพบและรายงานช่องโหว่ด้านความปลอดภัย (Vulnerability / Bug) ในระบบ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรได้สำเร็จ มักจะเป็น การมอบเกียรติบัตร (Certificate), เงิน, คำขอบคุณ หรือการขึ้นชื่อใน Hall of Fame ของหน่วยงาน แทนที่จะจ่ายเป็นตัวเงิน ตัวอย่างประเทศอื่นที่มีระบบนี้คือ กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ (เช่น โครงการ Hack the Pentagon หรือ Hack DHS)
6. ประเทศไทยต้องมีหน่วย CIO ประเทศ เข้าไปรวบรวมจัดการระบบไอทีภาครัฐในภาพรวมให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว รวมถึงนโยบายด้านอื่น เช่น Cloud First การใช้คลาวด์กลางภาครัฐ, การจัดซื้อครุภัณฑ์, การลงทุนใน Big Data & AI ไม่ให้สะเปะสะปะ กระจัดกระจาย ต้องมีทิศทางและยุทธศาสตร์ใหญ่เดียวกัน
พงษ์สรณัฐ ทองลี -คิว- retweeted
ครึ่งปีผ่านไป สังคมไทยหนึ่งวันพันกว่าเรื่อง แต่ไม่ว่าปีไหน พรรคส้มก็ยังเปิดรับบริจาคตลอดไป 🥹
เพราะพรรคประชาชนคือพรรคการเมืองที่อยู่ได้ด้วยการสนับสนุนจากประชาชน ทุกบาทของท่านช่วยเติมแรงให้เราเดินหน้าทำงานกันได้ยาวๆ ไม่ว่าเป้าหมายไกลแค่ไหนจะไปหา สูงแค่ไหนจะไปถึง
ถ้าชอบ ถ้าถูกใจ กดบริจาคได้เลยที่
donation.peoplesparty.or.th
และตอนนี้มีระบบตัดบัตรแล้ว
บริจาคครั้งเดียว ตัดอัตโนมัติได้ทุกเดือน
ช่วยหน่อยนะครับ สนับสนุนหน่อยนะครับ

















