ค้นหาวิธีทำงานกับ AI ให้ Meaningful

Bangkok, Thailand
Joined January 2022
Whoop พังก่อนหมดสามเดือน ว่าจะ cancel อยู่แล้ว ทำไงดี 1 หาที่ซ่อม มันดึง data ไม่เข้า 2 ดึง data เองด้วย claude เลย แต่คำนวณ แม่นไหมไม่รู้ไง 3. Apple Watch 12 จะใส่สายนอนยังไง ให้มันนอนสะดวก แต่เริ่มกลับมาถ่าย content ด้วย iPhone ใช้ดูมุมกล้องหลังได้ 4. Ultrahuman แต่คนอย่างเราอยากได้ Pro เหมือนยังไม่เข้าไทย แต่น่าสนใจมากก 5. Garmin Band ใหม่ คิดว่าทนกับ UI ไม่ได้ Luna band ก็น่าสนเพราะสวย ค่ายอื่นก็ไม่ แน่ใจ 6. Oura ring ก็ไม่อยากจ่ายรายเดือน แล้วว่า ไม่ได้ใส่ whoop มาสิบวัน ความกังวลน้อยลงเยอะ ไม่มีคนมาชี้ชีวิต หรือไม่ควรใส่แล้วดี ใครมี solution เด็ดๆ บ้าง
1
1
255
อันนี้แอร์ดรอป หรือปล่อยพลังนะะะะ
What if your iPhone and Mac were one screen? Apple never made this, so we're building it NameDrop, but between your iPhone and your Mac. Fastest and most satisfying way to share files We might be cooking something crazy here
1
1
183
Understand Anything คือ plugin ที่เปลี่ยนโค้ดทั้งโปรเจกต์ให้กลายเป็นแผนที่ภาพที่คลิกดูได้ ว่าไฟล์ไหน ฟังก์ชันไหน ต่อกับอะไร แล้วยังพาเดินทัวร์อธิบายเป็นภาษาคนให้ด้วย เขาเปิด README ด้วยคำถามที่ใครเคยย้ายทีมน่าจะอิน เพิ่งเข้าทีมใหม่ โค้ดมี 200,000 บรรทัด จะเริ่มอ่านตรงไหนดี ปกติเราก็เปิดไฟล์ไล่อ่านไปเรื่อยๆ จนหลง ตัวนี้ให้ agent หลายตัวช่วยกันสแกนทั้งโปรเจกต์ก่อน แล้วสร้างเป็น knowledge graph ที่ทุกไฟล์ ทุกฟังก์ชัน ทุก class เป็นจุดที่คลิกเข้าไปดูได้ ใช้ใน Claude Code แค่ลง plugin แล้วพิมพ์ /understand รอมันสแกนเสร็จก็พิมพ์ /understand-dashboard จะเปิดหน้าเว็บที่จัดกลุ่มโค้ดตามชั้นให้เป็นสี เช่น ส่วน API ส่วนข้อมูล ส่วนหน้าจอ คลิกจุดไหนก็เห็นโค้ดกับคำอธิบายของมัน ที่ผมชอบคือมันไม่ได้หยุดแค่ภาพสวย มีทัวร์ที่เรียงลำดับให้ว่าควรอ่านอะไรก่อนหลัง ถามได้ว่าส่วนไหนจัดการเรื่องการชำระเงิน ดูได้ว่าโค้ดที่เราเพิ่งแก้จะกระทบส่วนไหนบ้าง และสั่งทำคู่มือ onboarding ให้คนเข้าทีมใหม่ได้ด้วย หน้าจอยังปรับรายละเอียดตามคนดู จะเป็น dev มือใหม่ PM หรือคนที่คล่องแล้วก็ได้ นอกจากโค้ดยังเอาไปใช้กับคลังโน้ตแบบ LLM wiki ที่ Karpathy เคยเสนอได้ด้วย ได้กราฟที่เห็นว่าความรู้แต่ละก้อนเชื่อมกันยังไง รองรับ Claude Code, Codex, Cursor, Copilot, Gemini CLI และอีกเพียบ เป็น open source แบบ MIT ตอนนี้บน GitHub มีราว 86,000 stars ประโยคที่เขาเขียนไว้คือ AI should help people, not replace them ซึ่งผมว่าตรงกับตัวเครื่องมือดี เพราะมันช่วยให้คนเข้าใจโค้ดเองได้เร็วขึ้น ข้อควรรู้ที่เขาเตือนไว้เองคือรอบแรกที่สแกนทั้งโปรเจกต์ใช้ token เยอะมากถ้าโปรเจกต์ใหญ่ แนะนำให้ใช้กับแพ็กเกจแบบรายเดือน หรือเลือกสแกนแค่บางโฟลเดอร์ก่อน รอบถัดไปมันสแกนเฉพาะไฟล์ที่เปลี่ยน ส่วนภาษาคำอธิบายตอนนี้ยังไม่มีภาษาไทย มีอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี รัสเซีย เวียดนาม #peesamac #UnderstandAnything #ClaudeCode #KnowledgeGraph #OpenSource
16
1
30
814
CLI-Anything คือโปรเจกต์ที่เปลี่ยนโปรแกรมที่ปกติเราต้องคลิกเมาส์ใช้ ให้กลายเป็นคำสั่งพิมพ์ที่ AI agent สั่งงานได้เอง พิมพ์ /cli-anything ตามด้วยโปรแกรมที่อยากได้ ที่เหลือ agent ทำให้ ไอเดียของเขาง่ายมาก ทุกวันนี้ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ทำมาให้คนใช้ มีปุ่ม มีเมนู แต่ agent อย่าง Claude Code ถนัดคุยผ่านคำสั่งพิมพ์มากกว่า ถ้าโปรแกรมไหนมีคำสั่งให้เรียกได้ agent ก็ใช้มันได้ทันที ทีมเขาเลยทำตัวช่วยสร้างคำสั่งแบบนี้ให้กับโปรแกรมอะไรก็ได้ พอสั่งแล้ว agent จะทำ 7 ขั้นเอง เริ่มจากอ่านซอร์สโค้ดของโปรแกรมนั้นว่าแต่ละปุ่มไปเรียกอะไรข้างใน ออกแบบชุดคำสั่ง เขียนโค้ด เขียนเทส เขียนเอกสาร แล้วติดตั้งให้พร้อมใช้ ได้ทั้งผลลัพธ์แบบที่คนอ่านง่ายและแบบ JSON ที่ agent เอาไปใช้ต่อได้ ทำเสร็จแล้วยังสั่งให้ไปเติมคำสั่งที่ขาดเพิ่มได้อีกเรื่อยๆ ถ้าไม่อยากสร้างเอง ตอนนี้มีคลังชื่อ CLI-Hub รวมของที่คนในชุมชนทำไว้แล้ว เช่น GIMP, Blender, LibreOffice, FreeCAD, Obsidian, Zotero, MuseScore, Godot ติดตั้งผ่าน pip ทีละตัวได้เลย หรือจะลง skill ให้ agent ไปหาเองว่างานนี้ควรใช้ตัวไหนก็ได้ รองรับทั้ง Claude Code, Codex, Cursor, OpenClaw และอีกหลายตัว ใน Claude Code ลงเป็น plugin ได้ในสองคำสั่ง เป็น open source แบบ Apache 2.0 ตอนนี้บน GitHub มีราว 54,000 stars มีเทสที่ผ่านอยู่ 2,461 ตัว และมีงานวิจัยบน arXiv ประกอบด้วย ส่วนตัวผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจกว่าตัวเครื่องมือ คือมุมว่าผู้ใช้ซอฟต์แวร์ในอนาคตจะไม่ได้มีแค่คน agent ก็เป็นผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่ง ใครทำโปรดักต์อยู่ลองถามตัวเองดูว่าถ้า agent อยากใช้ของเรา ตอนนี้มันใช้ได้หรือยัง ที่ต้องรู้ไว้คือตัวคำสั่งเป็นแค่ทางเข้า ถ้าเป็นโปรแกรมอย่าง GIMP หรือ Blender ก็ยังต้องลงโปรแกรมตัวจริงไว้ในเครื่องด้วย และคำสั่งที่ agent สร้างให้ใหม่ก็ควรลองใช้และเช็คผลเองก่อนเอาไปใช้กับงานจริง #peesamac #CLIAnything #ClaudeCode #AIagent #OpenSource
2
12
20
783
Ruflo คือชุดเครื่องมือที่ครอบ Claude Code กับ Codex ไว้อีกชั้น ให้ agent ทำงานเป็นทีม มีความจำข้ามวัน และมีหน้าจอให้เราดูว่าตอนนี้ใครทำอะไรอยู่ ใช้ token ไปเท่าไหร่ ประโยคที่เขาเขียนไว้แล้วผมชอบคือ Agent = Model + Harness โมเดลเป็นคนเขียน ส่วน harness คือโต๊ะทำงานรอบๆ ที่ให้เครื่องมือ ความจำ ลูปทำงานซ้ำ และการควบคุม Ruflo วางตัวเองเป็นโต๊ะทำงานตัวนั้น ที่มาของมันคือโปรเจกต์ Claude Flow ของ Reuven Cohen (rUv) commit แรกวันที่ 2 มิถุนายน 2025 แล้วค่อยเปลี่ยนชื่อมาเป็น Ruflo ตอนนี้บน GitHub ได้ไปราว 76,000 stars เป็น open source แบบ MIT ติดตั้งได้ 2 ทาง ทางแรกเบาๆ คือเพิ่มเป็น plugin ใน Claude Code แล้วพิมพ์ /ruflo จะได้คำสั่งกับหน้า console มาใช้ ไม่มีไฟล์อะไรโผล่ในโปรเจกต์เลย ทางที่สองคือ npx ruflo init อันนี้ลงเต็มชุด agent เกือบร้อยตัว มีคำสั่ง skill และ hook ที่คอยส่งงานให้ agent ที่เหมาะเองเบื้องหลัง ส่วนที่ผมว่าน่าเล่นสุดคือหน้า console ที่เขาเรียกว่า cockpit ดูได้ว่า agent ตัวไหนรันอะไร ใช้โมเดลไหน เสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เปิดดู log ย้อนหลังแล้วเทียบกันได้ และให้ Claude เป็นคนกดสั่งงานใน console เองได้ด้วย ค่าเริ่มต้นคืออ่านได้อย่างเดียวและต้องถามเราก่อนทุกครั้ง จะปล่อยให้ทำมากขึ้นค่อยปรับเอง นอกจากนั้นยังมี plugin อีก 35 ตัวให้หยิบใช้เฉพาะที่ต้องการ ทั้งเรื่องความจำระยะยาว สร้างเทสอัตโนมัติ เขียนเอกสาร ติดตามค่า token และตั้งงบ ส่วนตัวผมมองว่าเหมาะกับคนที่ใช้ Claude Code หนักแล้วเริ่มอยากได้ระบบรอบๆ มาช่วยจัดการ แต่ของเยอะมากจริงๆ แนะนำให้เริ่มจาก plugin ตัวเดียวก่อน ไม่ต้องลงเต็มชุดตั้งแต่วันแรก ตัวเลขประสิทธิภาพหลายตัวในหน้า README เป็นตัวเลขที่ทีมเขาวัดเอง ลองกับงานตัวเองดูจะเห็นชัดกว่า และเขาก็เตือนไว้เองว่า mods รันด้วยสิทธิ์บัญชีเราเต็มๆ ควรเปิดโค้ดดูก่อนติดตั้ง #peesamac #Ruflo #ClaudeCode #Codex #AIagent
10
43
1,385
XERJ คือเครื่องมือค้นหาที่ทำมาให้ AI agent ใช้โดยเฉพาะ มันจะจัดทำดัชนีโค้ด เอกสาร และข้อมูลของเราไว้ก่อน พอ agent อยากรู้อะไรก็ถามจากดัชนีเอา ไม่ต้องเปิดไฟล์อ่านทีละไฟล์จนเปลือง token ใครใช้ Claude Code หรือ Cursor ทุกวันน่าจะเคยเจอ agent เดาชื่อฟังก์ชันที่ไม่มีอยู่จริง รันไม่ผ่าน แก้แล้วแก้อีกวนไปหลายรอบ ทุกรอบคือ token ที่จ่ายไป หรือใช้ grep หา ก็ได้แค่บรรทัดที่เจอ สุดท้าย agent ก็ต้องเปิดทั้งไฟล์มาอ่านอยู่ดี ไอเดียหลักที่เขาเรียกว่า reference coding คือให้ agent ไปโหลดโปรเจกต์ open source ที่ใกล้กับงานเรามาทำดัชนีเก็บไว้ ก่อนเขียนโค้ดก็ค้นดูก่อนว่าคนอื่นแก้ปัญหานี้ยังไง ได้ตัวฟังก์ชันจริงพร้อมไฟล์และเลขบรรทัดกลับมาเลย ตัวเลขที่เขาวัดเองคือ 8 งาน 4 ภาษา รันฝั่งละ 16 รอบ แบบใช้ XERJ ใช้ output token น้อยกว่าแบบ grep 2.7 เท่า ค่าใช้จ่ายเหลือราวครึ่งเดียว (1.58 ดอลลาร์ เทียบ 3.27 ดอลลาร์) และทำสำเร็จ 16 จาก 16 เท่ากัน ส่วนกับไลบรารี Rust ที่โมเดลไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้ามีดัชนีให้ค้นทำได้ 9 จาก 9 แต่ถ้าให้ทำจากความจำล้วนทำได้ 0 จาก 9 ที่ผมชอบคือเว็บเขาเขียนตรงๆ ว่าไม่ได้ชนะทุกอย่าง ในการทดสอบตอบคำถาม 10 ข้อจากข้อมูล 518 MB ฝั่ง XERJ ตอบถูก 9 ข้อกับถูกบางส่วนอีก 1 ข้อ ส่วนฝั่ง grep กับ python ตอบถูกครบ 10 ข้อ เขาเรียกเองว่าเสมอ และบอกด้วยว่ามันช่วยมากกับโค้ดภายในบริษัทหรือของเฉพาะทาง แต่กับไลบรารีดังๆ ที่โมเดลรู้จักอยู่แล้วอาจไม่ได้ช่วยอะไร ตัวโปรแกรมเป็นไฟล์เดียวเขียนด้วย Rust เป็น open source แบบ Apache 2.0 รองรับ API แบบเดียวกับ Elasticsearch ของเดิมที่เคยใช้ก็ต่อได้เลย มีคำสั่ง xerj init ผูกเข้า Claude Code กับ Cursor ให้ในคำสั่งเดียว ตอนนี้บน GitHub มีราว 8,200 stars ส่วนตัวผมว่าน่าลองกับโปรเจกต์ที่โค้ดเยอะหรือใช้ไลบรารีใหม่ๆ ที่โมเดลยังไม่รู้จัก แต่ต้องรู้ไว้ว่าตัวช่วยค้นแบบ semantic ที่ติดมาเป็นแบบจับคำ ยังไม่ใช่โมเดลที่เข้าใจความหมายจริง และโหมดรันง่ายๆ บนเครื่องตัวเองจะปิดระบบยืนยันตัวตนไว้ ใช้คนเดียวบนเครื่องตัวเองได้ แต่อย่าเปิดให้คนอื่นเข้าถึง #peesamac #XERJ #ClaudeCode #AIagent #OpenSource
13
12
636
REA คือเครื่องมือที่ให้ AI agent ช่วยอธิบายว่าฟีเจอร์ในแอปที่เราใช้อยู่ทุกวันมันทำงานยังไงข้างใน โดยไม่ต้องมีซอร์สโค้ดของแอปนั้น เคยไหมครับ ใช้แอปไหนแล้วเจอฟีเจอร์ที่ชอบมาก อยากรู้ว่าเขาคิดลอจิกนี้ยังไง อยากเอาไอเดียไปทำในโปรดักต์ของตัวเองบ้าง REA เกิดมาเพื่อตอบคำถามนี้ เราพิมพ์ถาม agent อย่าง Claude Code, Codex, Cursor หรือ Gemini CLI ได้เลยว่า ฟีเจอร์ค้นหาในแอปนี้ทำงานยังไง ขอดูหลักฐานด้วย แล้วช่วยทำแบบคล้ายๆ กันให้โปรเจกต์ผมหน่อย ตัว REA เป็น MCP ที่เชื่อม agent เข้ากับเครื่องมือวิเคราะห์ซอฟต์แวร์ที่มีอยู่แล้วอย่าง Ghidra, IDA หรือ Hopper ส่วนแอปที่เขียนด้วย JavaScript หรือ Electron ไม่ต้องลงอะไรเพิ่ม ทุกอย่างรันบนเครื่องเรา และทุกคำตอบจะแนบหลักฐานกับข้อจำกัดมาด้วยว่าส่วนไหนมั่นใจ ส่วนไหนยังไม่รู้ ในเว็บมีเคสตัวอย่างที่ชอบคือเกมเก่า DX-Ball เขาให้ agent ไล่หาว่าเกมคำนวณเสียงซ้ายขวาตามตำแหน่งลูกบอลยังไง แล้วเขียนกลับมาเป็นโค้ด C ที่ให้ผลตรงกับของเดิมครบ 3,205 เคส อีกเคสคือไล่ดูว่า Notion จัดการ clipboard ยังไงตอนเรา copy ของข้ามหน้า ตอนนี้โปรเจกต์ได้ไปกว่า 316,000 stars บน GitHub และเปิดเป็น open source แบบ MIT ติดตั้งได้ด้วยคำสั่งเดียว npx rea-agents setup ส่วนตัวผมมองว่ามันเหมาะกับการเรียนรู้มากกว่าการ clone ทั้งแอป จากที่คนลองกันมา เคสที่ได้ผลดีคือฟีเจอร์เล็กๆ เฉพาะจุด พอเป็นโปรแกรมใหญ่ซับซ้อน agent ยังมีพลาดหรือเดาอยู่ ผลลัพธ์ต้องให้คนตรวจเองทุกครั้ง อีกเรื่องที่ทีมเขาย้ำไว้ชัดคือใช้กับซอฟต์แวร์ที่เราเป็นเจ้าของหรือได้รับอนุญาตเท่านั้น เอาไว้ศึกษา ทำให้ระบบคุยกันได้ หรืออนุรักษ์ซอฟต์แวร์เก่า และเครื่องมือเสียเงินอย่าง IDA หรือ Hopper ก็ต้องมี license ถูกต้อง ผมว่าเส้นนี้สำคัญ เพราะการเข้าใจว่าเขาทำยังไงกับการลอกงานเขาไปทั้งดุ้นมันคนละเรื่องกัน #peesamac #REA #ClaudeCode #MCP #AItools
21
39
1,323
tv-vibehack คือโปรเจกต์ที่ใช้ Claude Code ล้างโฆษณาและแอปที่ติดมากับ Android TV ออก แล้วทำหน้าโฮมใหม่ให้สะอาดหน้าตาคล้าย Apple TV ใช้เวลาแค่บ่ายเดียว เรื่องเริ่มจากทีวี Xiaomi ที่บ้านพ่อแม่ของ Gathin ที่ขึ้นโฆษณาก่อนจะกดเข้า Netflix ได้ เขาเลยบอกรุ่นทีวีให้ Claude Code ไป มันหาทีวีเจอผ่าน Wi-Fi เอง ปิดแพ็กเกจของ Xiaomi ไป 25 ตัว แล้วเขียนหน้า launcher ใหม่ให้ทั้งหน้า โพสต์บน X มีคนดูไปกว่า 1.5 ล้านครั้งในวันเดียว วิธีที่เขาใช้ไม่ได้แปลกอะไร ทีวี Android มีช่องสำหรับนักพัฒนาแบบเดียวกับมือถือ พอเปิดโหมดนักพัฒนาบนทีวี กดอนุญาตคอมพิวเตอร์ของเราหนึ่งครั้ง agent ก็คุยกับทีวีได้ มันจะสำรองรายการแอปก่อน แล้วค่อยปิดตัวที่เป็นโฆษณา ตัวเก็บข้อมูลการใช้งาน และแอปที่ไม่ได้ใช้ โดยถามเราก่อนทุกตัวที่อาจจะใช้อยู่ จุดที่ผมว่าเขาคิดมาดีคือไม่ลบอะไรทิ้งเลย ไม่ต้อง root ไม่ต้องแฟลชเฟิร์มแวร์ใหม่ แค่ปิดการทำงานไว้ อยากได้ของเดิมคืนก็รันคำสั่งเดียวย้อนกลับได้ หรือไปเปิดแอปกลับเองในหน้าตั้งค่าทีวีก็ได้ ทำเสร็จแล้วก็ปิดโหมดนักพัฒนาได้ หน้าโฮมใหม่ยังใช้งานได้ตามปกติ หน้าโฮมใหม่ก็ทำมาละเอียด พื้นดำ มีแอปโปรด 4 ตัวอยู่แถบล่าง นาฬิกาตัวใหญ่ ปุ่มเปลี่ยนช่อง HDMI กับ Wi-Fi และตั้งค่า ตัวแอปเล็กแค่ราว 1.6 MB ออกแบบให้ทีวีแรม 1 GB ใช้ได้ลื่น ที่ผมชอบที่สุดคือเขาใส่ prompt ที่ใช้จริงไว้ในหน้า GitHub ด้วย ใครมีทีวี Android หรือ Google TV แค่เอา prompt ไปวางใน Claude Code แล้วใส่รุ่นทีวี agent จะไล่หาเองว่าทีวีรุ่นเราต้องปิดอะไร คนที่ลองตามบอกว่าใช้เวลาราว 15 นาที ตอนนี้มีรายการของ Xiaomi, TCL, OnePlus ที่คนช่วยกันเพิ่มเข้ามาแล้ว ส่วน Samsung, LG และ Fire TV ยังใช้ไม่ได้เพราะเป็นระบบอื่น สำหรับผมนี่คือตัวอย่างที่ดีมากของการใช้ AI แก้ปัญหาเล็กๆ ในบ้านที่เจอกันทุกคน ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็ทำตามได้ ขอแค่ใจเย็นตอบคำถามที่ agent ถามระหว่างทาง ตอนนี้บน GitHub ได้ไปราว 1,000 stars แล้ว เป็น open source แบบ MIT #peesamac #ClaudeCode #AndroidTV #VibeCoding #OpenSource
1
26
3
48
8,528
เฮ้ยยย น่าสนใจ รำคาญ tv os สุดช้าา
I just vibe-coded my TV It showed an ad before I could even open Netflix. Gave Claude Code the model number. It found the TV on Wi-Fi, removed 25 Xiaomi packages and built this launcher. Basically an Apple TV now.
1
8
44
4,893
CoreSpeed คือ MCP ตัวเดียวที่รวมของที่ AI agent ต้องใช้ไว้ที่เดียว ทั้งการเชื่อมแอปที่เราใช้อยู่ ความจำของทีม เครื่องมือในตัว และการควบคุมสิทธิ์กับงบ ใช้ได้กับ Claude Code, Codex, Cursor หรือ MCP client ตัวไหนก็ได้ ฝั่งการเชื่อมแอป กดล็อกอินแอปละครั้งเดียว ไม่ต้องไปขอ API เอง มีให้ต่อทั้ง Gmail, Slack, Notion, GitHub, Google Calendar, Google Drive, HubSpot, Figma, Jira, Linear, Stripe, Shopify, Salesforce และอีกหลายสิบตัว ต่อครั้งเดียวแล้วเอเจนต์ทุกตัวใช้ได้หมด ส่วนที่ผมชอบคือการอนุมัติแบบภาษาคน เราเขียนบอกเลยว่าอะไรเอเจนต์ทำเองได้ อะไรต้องถามก่อน เช่นตอบลูกค้าที่รู้จักแล้วส่งเลย แต่โพสต์ประกาศสาธารณะต้องถามก่อน หรือใช้เงินเกินงบที่ตั้งไว้ให้ปฏิเสธ พอถึงจังหวะที่ต้องถาม เอเจนต์จะหยุดรอเราก่อนลงมือ มีความจำกลางของทีม จำว่าใครดูแลอะไร ทีมเขียนแบบไหน และตัดสินใจอะไรไปแล้ว ตัวอย่างในเดโมคือบอก Claude Code ครั้งเดียวว่าโปรเจกต์นี้ใช้ bun ไม่ใช้ npm พอผ่านไปหลายชั่วโมงสั่งเพิ่ม Stripe มันก็เลือกใช้ bun เองเพราะดึงจากความจำทีม ทั้งหมดนี้ติดตัวไปกับเอเจนต์ ถ้าวันหนึ่งย้ายจาก Claude Code ไป Codex แอปที่ต่อไว้ ความจำ และกฎอนุมัติยังอยู่ครบ ไม่ต้องตั้งใหม่ มีเครื่องมือในตัวอย่างสร้างภาพ เสียงและวิดีโอ ค้นเว็บ และรีเสิร์ชโซเชียล รวมบิลไว้ใบเดียว ส่วนให้เอเจนต์จ่ายเงินเองตามเพดานที่ตั้งไว้กำลังตามมา ผมว่าตอบโจทย์คนที่ใช้เอเจนต์หลายตัวมาก เพราะตอนนี้ต้องตั้งค่า MCP แยกกันทีละเครื่องมือ แต่การรวมสิทธิ์เข้าแอปทั้งหมดไว้ที่บริการเดียวก็แปลว่าต้องไว้ใจผู้ให้บริการเจ้านี้เต็มที่ ควรอ่านเรื่องการเก็บข้อมูลให้ดีก่อนต่อบัญชีงานครับ #peesamac #CoreSpeed #MCP #AIAgents #ClaudeCode
11
25
958
การทำงานของฉันกับ AI เปลี่ยนไปตอนไหนกัน? แค่วันนี้มีเวลาตกผลึกกับตัวเอง เลยตั้งข้อสังเกตหนึ่งว่า สองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเปลี่ยนวิธีการทำงานไปค่อนข้างเยอะ บอกบริบทหรือ Context ก่อนนะ คือ Tech Stack ของผมคือการใช้ Claude Code แล้วก็โครงสร้างไฟล์ในการเก็บโปรเจกต์เป็นแบบ PARA ของ Second Brain เนาะ ก็คือ Project, Area ดังนั้นเวลามีโปรเจกต์อะไรใหม่ๆ เข้ามา โปรเจกต์ลูกค้าที่เยอะมาก Nature ของงานในบริษัทตัวเองมีโปรเจกต์ 10–20 โปรเจกต์ ทั้งโปรเจกต์ที่ต้องไปสอนลูกค้า Internal Process Improvement โปรเจกต์ Innovation Hackathon ดังนั้นเมื่อมีโปรเจกต์แบบนี้ ทุกครั้งที่มีโปรเจกต์ใหม่เราก็จะเปิดโปรเจกต์ แต่ระหว่างทางมันจะมี Change เกิดขึ้นเยอะมาก เช่น เมื่อน้อง Project Manager เปิดโปรเจกต์ แล้วเราต้องทำสไลด์ในการ Kick-off Innovation Program ให้ลูกค้า เราลองเปลี่ยนกระบวนการ คือเราซื้อแอป Lifetime Deal มาสองตัว ช่วยอัดเสียง และช่วยอัดประชุม ซึ่ง เพิ่งมาอัพเกรดมี MCP ทั้งคู่ทำให้ประชุมจบดึงเสียงมาได้เลย อัดเสร็จเราจะให้มันดึงเสียงและการถอดของมัน ซึ่งไม่ค่อยแม่นมาได้เลย เสร็จ เราจะบอกให้ Claude ถอดเสียงนี้ด้วย ElevenLabs ถ้าเป็นงานลูกค้า เพราะว่าต้องคำต่อคำที่แม่น หรือเป็น Whisper หรือ Gemini ได้ ถ้าเป็นงานที่ไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น แต่เวลาเราส่งอะ ชุดคำถามที่เราจะใช้ก็คือ Context นั่นแหละ แบบเราอยากได้อะไรจากเขา เช่น เราอยากได้สไลด์ในการ Kick-off โปรเจกต์กับลูกค้า แล้วสิ่งที่ AI จำเป็นต้องรู้คืออะไรบ้าง เช่น บริบทในโปรเจกต์ ซึ่งเราจะบอกให้เขาอ่านโปรเจกต์ที่เราเปิดไว้ตั้งแต่เริ่ม น้องส่งไฟล์บรีฟมาให้ ซึ่งในนั้นมีดีเทลอยู่ระดับหนึ่ง แต่ระหว่างประชุมอะ เราก็มีการปรับดีเทล แล้วก็เปลี่ยนกันแบบสดๆ เลย ว่าให้แก้ตรงนี้ ให้ทำสิ่งนี้ ให้เพิ่มตรงนี้ ตรงนี้ไม่เอาแล้ว ดังนั้นข้อมูลที่ Final ที่สุดจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในเสียง อยู่ในเสียงเสร็จ เราก็จะบอกเพิ่มไปว่า ให้ไล่ฟังเสียงจากหน้าไปหลัง เอา Source of Truth หรือ Fact ล่าสุดนี้อยู่ข้างหลัง แล้วก็บอกเพิ่มไปว่าอันไหนที่มันยังขาดอยู่ ทำเป็น To-do List ไว้หน่อย ทำแบบนี้สองสามรอบ รอบแรกมันมี 70% ข้อมูลที่ขาด เราส่งข้อมูลให้น้อง แล้วประชุมกันอีกรอบนึง เราอัดเสียง แล้วเราก็โยนไปแบบนี้อีกรอบนึง มันก็ถอดออกมาได้ แล้วมันก็ทำเป็นสไลด์ได้ ซึ่งแน่นอนเราต้องมี Skill ในการเตรียมทำสไลด์ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ Sequence กับลำดับ หรือก็ Note ที่มักจะลืมเวลาคุยกับลูกค้าที่มันเป็นดีเทล ดีเทลมากอะ หลายครั้งเราจะหลุดไป แต่อันนี้มันไม่หลุดเลย พอเราทำวิธีนี้ได้ เราก็เลยเริ่มลองกับบางโปรเจกต์ที่มันเป็นแบบ Internal กระบวนการของเราก็เป็นแบบนี้ เปิดโปรเจกต์ มี Meeting อะไร อัดเสียงไว้ ถ้าบางอันที่มันเป็นข้อมูลที่เราตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า เขาหรือ AI จะต้องรู้เรื่องอะไรบ้างถึงจะทำสิ่งนี้ได้ เช่น แค่เสียงไม่พอ ต้องอ่านภาพ เราจะใช้ Skill /watch ให้ Claude อ่านภาพไปด้วยแล้วฟังเสียงไปด้วย ก็เพียงพอที่จะทำให้เขามี Context ที่ทำให้เขาตอบได้แม่นมากขึ้น เนี่ยแหละทั้งหมดนี้ พอทำมาสักหนึ่งถึงสองสัปดาห์ เราก็เริ่มรู้สึกว่า ความละเอียด ความ Human Error ความไม่แม่น ทั้งหมดที่เมื่อก่อนอะ หรือความสื่อสารกันยาก Miscommunication อะ เราถ่ายโอนอันนี้ไปให้ AI ช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่เรายังทำพาร์ตประชุมกันอยู่ พาร์ตสรุป พาร์ต Discuss พาร์ตออกแบบกันอยู่ ซึ่งเรารู้สึกว่ารู้ตัวอีกทีกับคำถามสองคำถามว่า 1. เราอยากได้อะไรจากเขา? 2. แล้วถ้าเราอยากได้สิ่งนี้ Context ที่ต้องโยนให้เขาเพื่อให้เขาจบงานอะ มีอะไรบ้าง? คิดตรงนี้ครบ แค่นี้เลยที่ทำให้เราเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราไป
7
13
897
จะมาปิดแอพแบบธรรมดาไม่ได้
my notch is a black hole now
1
6
613
Clamshell พับจอ MacBook แล้ว Agent ยังทำงานต่อ ลองสั่ง Claude Code ก่อนขึ้น BTS ถึงบ้านงานเสร็จพอดี ไม่ต้องใส่รหัสเครื่อง แต่เครื่องร้อนหน่อยนะ ฟรี 10 วัน ซื้อขาด $9.99 #peesamac #Clamshell #ClaudeCode #AIAgent #MacBook
2
20
2
31
5,458
Blume คือ framework ทำเว็บเอกสาร (docs) แบบโอเพนซอร์ส ที่ทำมาให้ทั้งคนและ AI agent อ่าน วิธีใช้ง่ายมาก เอาไฟล์ Markdown ใส่โฟลเดอร์ แล้วได้เว็บ docs พร้อมใช้งานจริงออกมาเลย ไม่ต้องตั้งค่า ไม่ต้องโคลน template เมนูสร้างจากโครงไฟล์ให้เอง มีระบบค้นหา ธีม ภาพ OG หน้า API reference ที่กดลองได้ หน้า changelog และคอมโพเนนต์ให้ใช้อีกกว่า 20 ตัวโดยไม่ต้อง import อะไร ดึงเนื้อหาจาก GitHub repo อื่น Notion, Sanity, Contentful หรือ Obsidian มารวมในเว็บเดียวก็ได้ จุดที่ต่างจากเจ้าอื่นคือฝั่ง agent ทุกหน้ามีฉบับ Markdown ให้ AI อ่านที่ URL เดียวกันแค่เติม .md สร้าง llms.txt ให้ทุกครั้งที่ build มี MCP server ให้ coding agent ค้นและอ่าน docs ได้ตรงๆ และเผยแพร่ agent skills ไว้ในที่ที่เอเจนต์จะมองหา มีคำสั่ง blume audit ไว้ตรวจเว็บทั้งเว็บ แล้วส่งรายการที่ต้องแก้ให้ Codex หรือ Claude Code แก้ให้จนผ่าน และมีคำสั่งย้ายมาจาก Mintlify หรือ Fumadocs โดยให้เอเจนต์ทำ แล้วเรารีวิวเป็น diff ก้อนเดียว ในหน้าเว็บมีเรื่องเล่าจากทีมที่ย้ายมาแล้ว เช่นทีม Ordinal ลงมือเองแค่ 20 นาทีที่เหลือ Claude Code ทำให้ และประหยัดค่าต่ออายุ Mintlify ได้ปีละ 3,000 ดอลลาร์ ส่วน ChatJS ย้าย 71 หน้าจบในแชท AI รอบเดียว ผมว่าตัวนี้น่าสนใจมากสำหรับทีมที่ทำ API หรือเครื่องมือนักพัฒนา เพราะตอนนี้คนอ่าน docs ไม่ได้มีแค่คนแล้ว แต่เป็น AI ที่ช่วยเขียนโค้ดด้วย ถ้า docs อ่านง่ายสำหรับ AI โอกาสที่ AI แนะนำหรือเขียนโค้ดกับของเราได้ถูกก็สูงขึ้น ใช้ฟรีและโอเพนซอร์สครับ #peesamac #Blume #Documentation #AIAgents #OpenSource
1
19
36
1,401
devpit คือแอปสำหรับคุม coding agent ที่เรารันอยู่หลายตัวพร้อมกัน รวมเทอร์มินัล บอร์ดงาน ค่าใช้จ่าย และตัวจัดงาน (orchestrator) ไว้ในหน้าต่างเดียว ตอนนี้รองรับ Claude Code ส่วนตัวอื่นกำลังตามมา ตัวจัดงานเป็นแชทที่อ่านบอร์ดงานของทุกโปรเจกต์ที่เราผูกไว้ ส่งการ์ดงานให้มัน มันจะเปิด session ไปทำแล้วกลับมารายงาน ส่วน session ไหนที่ติดรอให้เราตัดสินใจ จะขึ้นมาก่อนในหัวข้อ Waiting on you ตอบได้ตรงนั้นเลย มีแคปซูลเล็กๆ ลอยอยู่เหนือหน้าต่างอื่น บอกว่าเอเจนต์แต่ละตัวกำลังทำอะไร กดอนุญาตหรือปฏิเสธได้จากตรงนั้น และสั่งให้เตือนได้ เช่นบอกว่าบ่ายสามโมงเตือนให้รีวิว PR มันจะเตือนเฉยๆ โดยไม่ไปเริ่มงานเอง บอร์ดงานเราจัดคอลัมน์เองได้ ลากการ์ดไปคอลัมน์ไหนก็เริ่มงานขั้นนั้น แต่ละขั้นจดผลลัพธ์และค่าใช้จ่ายจริงไว้แล้วหยุดรอ จะไปต่อหรือไม่เราเป็นคนเลือก ตั้งเพดานค่าใช้จ่ายต่อคอลัมน์ได้ด้วย เทอร์มินัลรันอยู่บน tmux ปิดแอปแล้วงานยังรันต่อ เปิดกลับมาก็เจองานเดิม แต่ละโปรเจกต์มีพื้นที่ทำงานของตัวเอง และทุกอย่างเก็บไว้นอก repo ไม่มีไฟล์แปลกๆ หลุดเข้าไปในโค้ดเรา ฟรีและเป็นโอเพนซอร์ส Apache 2.0 รันบนเครื่องเรา ใช้แพลน Claude Code ที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้คีย์ใหม่ ใช้ได้ทั้ง Mac, Linux และ Windows ผมว่าเหมาะกับคนที่เริ่มเปิด Claude Code หลายหน้าต่างพร้อมกันจนจำไม่ได้ว่าตัวไหนรอเราอยู่ จุดที่ผมชอบคือการออกแบบที่ไม่ปล่อยให้งานวิ่งต่อเองโดยไม่ถาม และการเห็นค่าใช้จ่ายของแต่ละงานชัดๆ ครับ #peesamac #devpit #ClaudeCode #AIAgents #OpenSource
1
9
33
1,281
Rill คือเบราว์เซอร์บน Mac ที่ให้ Claude Code กับ Codex ทำงานอยู่ข้างๆ เราระหว่างท่องเว็บ อ่านเจออะไรน่าลอง กด Cmd+E ที่หน้านั้น พิมพ์สั่งเอเจนต์ แล้วอ่านเว็บต่อได้เลย ไม่ต้องสลับไปเปิด Terminal ตัวอย่างที่เขาโชว์คืออ่านเปเปอร์บน arXiv อยู่ แล้วสั่งว่าลองวิธีนี้กับข้อมูลของผมหน่อย เอเจนต์ก็ไปทำในโปรเจกต์ของเรา พอเราเลื่อนอ่านหน้าเว็บจบ กราฟก็ทำเสร็จแล้ว ส่วนที่เด็ดคือ Rill ดูประวัติ Claude Code กับ Codex ของเรา แล้วรู้เองว่าคำสั่งไหนควรไปลงโปรเจกต์ไหน ไม่ต้องตั้งค่าอะไร งานที่ไม่ใช่โค้ดก็สั่งได้ เช่นให้หาตั๋วเครื่องบิน เอเจนต์จะไปค้นในแท็บด้านหลัง ถ้ามีคำถามมันจะเด้งมาถาม และเขาตั้งไว้ว่าต้องหยุดก่อนขั้นจ่ายเงิน สั่งซื้อ ส่ง โพสต์ หรือลบ ยกเว้นเราบอกชัดว่าให้ทำ และพิมพ์ลงช่องรหัสผ่าน บัตร หรือรหัส OTP ไม่ได้ ฟีเจอร์เบราว์เซอร์อื่นๆ ก็มีครบ ถามเรื่องหน้าเว็บแล้วได้คำตอบข้างๆ เทียบแท็บได้สูงสุด 6 แท็บเป็นตาราง แท็บถูกจัดกลุ่มตามเรื่องที่ทำอยู่ให้เอง ประวัติการท่องเว็บอ่านเหมือนบันทึกประจำวัน และกด Fn ค้างแล้วพูดสั่งงานได้ (ยังเป็น beta) ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัครแพ็กเกจใหม่ ไม่ต้องใช้ API key เพราะรันบนแพลน Claude Code หรือ Codex ที่มีอยู่แล้ว ประวัติกับรหัสผ่านเก็บอยู่บน Mac ตอนนี้เป็น beta ใช้ได้เฉพาะ Mac ชิป Apple silicon ที่เป็น macOS 14 ขึ้นไป ผมว่าไอเดียนี้ตรงกับชีวิตคนใช้ Claude Code มาก เพราะไอเดียส่วนใหญ่มาตอนอ่านเว็บ แต่ต้องสลับหน้าต่างไปสั่งงานทุกครั้ง ข้อควรระวังคือเรื่อง prompt injection ที่เขาเขียนไว้ตรงๆ ว่ามีมาตรการลดความเสี่ยง แต่ยังกำจัดไม่ได้หมด ถ้าให้เอเจนต์ใช้บัญชีที่ล็อกอินอยู่ก็ควรระวังครับ rill.love #peesamac #Rill #ClaudeCode #Codex #AIBrowser
1
413
OpenBot คือแอปเดสก์ท็อปฟรีที่ให้เราตั้งทีม AI agent ไว้ทำงานบนคอมของตัวเอง โดยใช้แพลน AI ที่จ่ายอยู่แล้ว ไม่ต้องซื้อ API เพิ่ม Codex ล็อกอินด้วยแพลน ChatGPT ส่วน Claude Code ล็อกอินด้วยแพลน Claude และ Gemini ใช้แพลน Google AI Pro หรือ Ultra เอเจนต์แต่ละตัวมีชื่อ คำสั่ง และพื้นที่ทำงานของตัวเอง แล้วคุยกันเองได้ ส่งงานต่อกันได้ แชร์ไฟล์กันได้ ตัวอย่างในหน้าเว็บคือมีห้องแชทชื่อ launch ตัวหนึ่งเจอว่าเทสล็อกอินพังบน Safari ก็ส่งงานให้อีกตัวไปแก้ แล้วอีกตัวรีวิวและ merge ให้ จบในห้องเดียว รองรับ Codex, Claude Code, Gemini, Grok, OpenCode, Cursor และ Cline หรือต่อโมเดลในเครื่องผ่าน Ollama กับ LM Studio ก็ได้ ข้อดีคือเปลี่ยนค่าย AI ได้โดยเอเจนต์ยังจำงานและบทสนทนาเดิมอยู่ มีเบราว์เซอร์ในตัวให้เอเจนต์เปิดเว็บเอง และสั่งงานต่อคิวไว้ได้ระหว่างที่มันยังทำงานเก่าไม่เสร็จ ข้อมูลทั้งหมด ทั้งพื้นที่ทำงาน บทสนทนา ไฟล์ และข้อมูลเบราว์เซอร์ เก็บอยู่บนเครื่องเรา ไม่ขึ้นเซิร์ฟเวอร์ของเขา ไม่ต้องสมัครบัญชี ใช้ได้ทั้ง Mac, Windows และ Linux ราคา 0 บาท ไม่มีฟีเจอร์ล็อก ผมชอบตรงที่มันใช้แพลนที่หลายคนจ่ายอยู่แล้ว ไม่ต้องจ่ายค่า API ซ้ำ แต่เขาเตือนไว้เองว่ายังเป็นเวอร์ชันทดลอง เอเจนต์แก้ไฟล์ รันคำสั่ง และใช้เบราว์เซอร์ได้เองโดยไม่ถามทุกครั้ง ควรให้ทำเฉพาะงานที่ไว้ใจได้ และสำรองไฟล์ไว้ก่อนครับ openbot.run #peesamac #OpenBot #AIAgents #ClaudeCode #Codex
46
1
86
2,933
Muse Spark Open โมเดล open-weight ตัวล่าสุดของ Meta ปล่อย weights ให้โหลดแล้ววันนี้ Mark Zuckerberg โพสต์รูปมันรันอยู่บน Mac Studio 2 เครื่องบนโต๊ะทำงานตัวเอง พร้อมขอบคุณ Apple ที่ช่วยกันทำให้รันได้ดี ตัวโมเดลเป็นแบบ Mixture-of-Experts ขนาด 816B พารามิเตอร์ แต่ใช้งานจริงแค่ 42B ต่อครั้ง รับได้ทั้งข้อความ รูป เสียง วิดีโอ แล้วตอบกลับเป็นข้อความ context window 1 ล้าน token Meta บอกว่ามันแยกออกมาจาก Muse Spark ที่ปล่อยไปเมื่อสิงหาคม แล้วเทรนด้าน safety เพิ่ม เพื่อให้เอาไปรันเองแบบไม่มี guardrail ของระบบครอบไว้ได้อย่างปลอดภัยขึ้น จุดที่ Meta ดันคืองาน coding และงาน agent ที่ทำหลายขั้นต่อเนื่อง เรื่องเครื่อง ถ้าใช้ GPU ต้องมี VRAM อย่างน้อย 700GB สำหรับเวอร์ชัน NVFP4 และ 2TB สำหรับ BF16 ส่วนฝั่ง Mac ทาง Meta ปรับให้รันบน Mac Studio ชิป M5 Ultra สองเครื่องผ่าน MLX ซึ่งคือไฮไลต์ของงานนี้ โมเดลระดับนี้ได้มารันบนโต๊ะทำงานแล้ว ใครไม่มีเครื่องแรงขนาดนั้นก็เรียกผ่าน API ของผู้ให้บริการได้ เช่น OpenRouter, Together AI, Fireworks, Groq ส่วน weights ค้นชื่อ Muse Spark Open บน Hugging Face ได้เลย License ใช้ชื่อ Muse Model License ใช้ฟรีสำหรับคนส่วนใหญ่ มีเงื่อนไขสองข้อคือ ต้องแสดงคำว่า Built with Muse Spark Open ในผลิตภัณฑ์ และถ้าเป็นบริษัทที่ขายโมเดลเป็นบริการ รายได้รวมเกิน 20 ล้านดอลลาร์ใน 12 เดือน ต้องคุยทำข้อตกลงกับ Meta ก่อน ส่วนภาษาไทย model card บอกว่าเทรนจากข้อมูลมากกว่า 100 ภาษา แต่ยังไม่ได้ประเมินครบทุกภาษา ใครจะใช้กับงานไทยจริงจังผมแนะนำให้ลองกับงานตัวเองก่อนครับ ผมว่าข่าวนี้น่าสนใจตรงที่ฝั่ง US กลับมาแข่งเรื่อง open weights อย่างจริงจัง และทำให้เห็นว่า Mac กำลังกลายเป็นเครื่องรันโมเดลใหญ่ระดับนี้ได้จริงครับ #peesamac #MuseSparkOpen #Meta #OpenWeights #MacStudio
4
6
808
ChatGPT in Chrome อัปเดตใหญ่ล่าสุด ตอนนี้ ChatGPT ใช้แท็บใน Chrome ของเราได้แล้ว ทั้งอ่านข้อมูลข้ามแท็บ และลงมือคลิก กรอก ส่งให้เองได้เลย ที่มาคือ OpenAI ปิด Atlas browser ของตัวเองไปเมื่อสิงหาคม แล้วหันมาทำ extension ใน Chrome เต็มตัวแทน รอบนี้คือการเอาความสามารถแบบ computer use มาใส่ให้คนใช้ Chrome ทุกคน มี 2 โหมดให้เลือก โหมด Chat เอาไว้รวบรวมข้อมูลจากแท็บที่เปิดค้างอยู่ เช่น เปิดโซฟาไว้ 3 ร้าน แล้วสั่งให้เทียบขนาด วัสดุ ระยะจัดส่ง นโยบายคืนของ ได้คำตอบในแชทเดียว ไม่ต้องก๊อปวางทีละหน้า ส่วนโหมด Work ไปไกลกว่านั้น ChatGPT คุมแท็บได้จริง ส่งข้อความ กรอกฟอร์ม ดาวน์โหลดไฟล์ หรือแม้แต่จัดกลุ่มกองแท็บที่เปิดค้างไว้เป็นสิบๆ ให้ด้วย อีกส่วนคือ side chat ในแท็บ Chrome อัปเกรดเป็น ChatGPT เต็มตัว มีประวัติแชททั้งหมดอยู่ตรงนั้น ใช้ Chat หรือ Work ข้างๆ เว็บที่เปิดอยู่ได้เลย ตัวอย่าง prompt ที่ OpenAI ให้มาเห็นภาพดี เช่น "ใช้ข้อมูลใน event brief นี้กรอกฟอร์มลงทะเบียน แล้วหยุดก่อนกดส่ง" หรือ "ดูแท็บผู้รับเหมาทั้งหมดที่เปิดอยู่ แล้วร่างอีเมลไปหารายที่เหมาะกับงานรีโนเวทบ้าน" ความจริงก่อนหน้านี้ extension ก็อ้างอิงแท็บผ่าน sidebar ได้อยู่แล้ว ของใหม่จริงๆ คือดึงหลายแท็บเข้าแชทปกติได้ลื่นขึ้นมาก กับโหมด Work ที่ลงมือทำแทนเรา ผมว่าโหมด Chat ลองได้เลย สบายใจ แต่โหมด Work ที่ให้ AI กดปุ่มในแท็บที่ล็อกอินอยู่ อย่างอีเมลหรือหน้าบัญชีต่างๆ ควรเริ่มจากงานที่พลาดแล้วไม่เจ็บ และสั่งให้หยุดก่อนกดส่งทุกครั้งครับ #peesamac #ChatGPT #OpenAI #Chrome #AIAgent
1
9
12
885
Ghostifier คือแอปที่สแกน Gmail เพื่อหาว่ามีบริษัทไหนบ้างที่มีข้อมูลของเรา แล้วช่วยยกเลิกรับข่าวสาร ขอให้หยุดขายข้อมูล และขอให้ลบข้อมูลทิ้งแทนเรา คนทำเล่าใน Reddit ว่าลองสแกน Gmail ของตัวเองแล้วเจอบริษัทถึง 800 แห่งที่มีอีเมลเขาอยู่ ทั้งร้านที่เคยซื้อของ เว็บที่เคยสมัครรับคูปองครั้งเดียว แล้วก็ส่งเมลมาหาไม่หยุดมาหลายปี เลยทำเครื่องมือนี้ขึ้นมา ตัวแอปบอกว่าเห็นแค่ชื่อผู้ส่ง หัวเรื่อง วันที่ และลิงก์ยกเลิกรับข่าว ไม่ได้เปิดอ่านเนื้อหาอีเมลหรือไฟล์แนบ สแกนย้อนหลังราว 2 ปี แล้วแยกให้ว่าบริษัทไหนส่งแต่การตลาด บริษัทไหนเป็นบัญชีที่ใช้อยู่ หรือเป็นร้านที่เคยซื้อของ ฝั่งที่ดีคือมันมีรายการที่จะไม่ไปขอลบให้แน่นอน เช่น ธนาคาร ประกัน โรงพยาบาล โรงเรียน นายจ้าง อีเมล เก็บไฟล์ บริการที่เราใช้ในปีที่ผ่านมา และแบรนด์ใหญ่อย่าง Google หรือ Spotify และจะไม่ส่งอะไรออกไปจนกว่าเรากดยืนยัน ดูรายชื่อบริษัทและยกเลิกรับข่าวใช้ฟรี ถ้าจะให้ส่งคำขอลบข้อมูลไปทุกบริษัท รวมถึงบริษัทขายข้อมูลที่จดทะเบียนอีก 220 เจ้า คิดครั้งเดียว 29 ดอลลาร์ หรือแบบเฝ้าให้ทั้งปี 59 ดอลลาร์ ทุกคำขอมีบันทึกว่าส่งเมื่อไหร่ บริษัทตอบว่าอะไร และตามทวงให้ถ้าเลยกำหนด ข้อที่คนไทยต้องรู้คือ จดหมายขอลบข้อมูลที่เขาส่งอ้างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของแคลิฟอร์เนีย (CCPA) และกำหนดเวลาตามกฎหมายของแต่ละรัฐในอเมริกา ถ้าเราอยู่ไทย ฟีเจอร์ยกเลิกรับข่าวน่าจะใช้ได้เต็มที่ แต่ส่วนขอลบข้อมูลอาจไม่ได้ผลเท่าคนที่อยู่อเมริกา อีกเรื่องคือคนทำบอกใน Reddit ว่าแอปยังอยู่ระหว่างตรวจความปลอดภัยกับ Google ใครจะให้สิทธิ์เข้า Gmail ก็ชั่งใจดูก่อนครับ #peesamac #Ghostifier #Privacy #Gmail #DataPrivacy
16
24
853