มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
พระอาทิตย์ สัญญะสำคัญใน THE RULES กฎหลังเที่ยงคืน
#TheRulesกฏหลังเที่ยงคืน #TheRules #กฎหลังเที่ยงคืน #ViuOriginal
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ "ไฟดับทั้งเมือง" ขึ้นมาจริง ๆ เราควรทำอะไรเป็นอันดับแรก และต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ?
ผมไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินมา เลยสรุป 6 เรื่องที่ทุกบ้านควรรู้และเตรียมพร้อมไว้ครับ 📝
1. น้ำประปาอาจไม่ไหล โดยเฉพาะคนอยู่คอนโด
อาคารสูงหลายแห่งใช้ปั๊มไฟฟ้าในการสูบน้ำขึ้นไปยังถังพักน้ำ เมื่อไฟดับ ระบบปั๊มอาจหยุดทำงาน ทำให้น้ำประปาในบางชั้นได้รับผลกระทบ
สิ่งที่ควรทำคือสำรองน้ำดื่มและน้ำใช้ไว้ล่วงหน้า รวมถึงสอบถามนิติบุคคลว่าอาคารมีระบบสำรองน้ำอย่างไร หากน้ำยังไหลอยู่ก็ควรใช้อย่างประหยัด และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำโดยไม่จำเป็น
2. สำรองน้ำและอาหารให้เพียงพอ
น้ำดื่มเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรเตรียมน้ำสะอาดและอาหารที่เก็บได้นาน โดยเฉพาะอาหารที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าในการปรุง
ควรมีภาชนะสำหรับเก็บน้ำสำรองไว้ด้วย และตรวจสอบวันหมดอายุของอาหารอยู่เสมอ
3. ประหยัดแบตเตอรี่มือถือ
อย่าเพิ่งใช้แบตเตอรี่ไปกับการไถโซเชียลหรือดูคลิปต่อเนื่อง ปิดแอปและฟังก์ชันที่ไม่จำเป็น ลดความสว่างหน้าจอ และเปิดโหมดประหยัดพลังงาน
เก็บแบตเตอรี่ไว้สำหรับการติดต่อฉุกเฉินและติดตามประกาศสำคัญ ควรมี Power Bank ที่ชาร์จเต็มพร้อมใช้งานด้วย
4. มีเงินสดติดบ้านไว้บ้าง
ในสถานการณ์ที่ไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตขัดข้อง ระบบสแกนจ่าย โอนเงิน หรือ ATM อาจไม่สามารถใช้งานได้
การมีเงินสดสำรองจำนวนหนึ่งจะช่วยให้เราซื้ออาหาร น้ำดื่ม หรือของจำเป็นได้ในช่วงที่ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์มีปัญหา
5. เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อม
สิ่งที่ควรมีติดบ้าน เช่น
ไฟฉายและถ่านสำรอง
Power Bank
น้ำดื่มและอาหารแห้ง
ยาประจำตัวและชุดปฐมพยาบาล
วิทยุแบบใช้ถ่านหรือหมุนมือ
เงินสด
ถุงขยะและอุปกรณ์สุขอนามัย
เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินที่จดเก็บไว้
เบอร์สำคัญที่ควรจำ:
191 แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย
199 แจ้งเหตุเพลิงไหม้และกู้ภัย
6. วางแผนรับมือกับสถานการณ์ล่วงหน้า
ถ้าไฟดับเป็นวงกว้าง ลิฟต์อาจหยุดทำงาน การเดินทางและการติดต่อสื่อสารอาจลำบากกว่าปกติ
ควรรู้ตำแหน่งบันไดหนีไฟ ทางออกฉุกเฉิน และช่องทางติดต่อกับนิติบุคคล รวมถึงวางแผนกับคนในครอบครัวว่าจะติดต่อกันอย่างไรหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
หากไฟดับ ไม่ควรใช้ลิฟต์ และควรหลีกเลี่ยงการใช้เทียนหรือเปลวไฟ เพราะอาจเกิดอัคคีภัยได้ง่าย ควรเลือกใช้ไฟฉายแทน
ที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องกักตุนจนเกินความจำเป็น และไม่ควรเปิดเผยข้อมูลว่าเรามีทรัพยากรหรือสิ่งของสำรองอะไรอยู่บ้างโดยไม่จำเป็น
การเตรียมตัวไม่ใช่การคิดว่าจะเกิดเรื่องร้าย แต่เป็นการทำให้ตัวเองและคนรอบข้างมีทางเลือกมากขึ้น หากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นมาจริง ๆ ครับ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
🇫🇮 โสดอยู่ใช่ไหม? ฟินแลนด์อาจออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ไปเดตถึง Helsinki ❤️
Visit Finland เปิดรับคนโสดทั่วโลก 16 คน เที่ยวฟรี 4 วัน รวมตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหาร พร้อมกิจกรรม Blind Date กับคนฟินแลนด์
สมัครได้ถึง 10 Nov เดินทาง Feb 2027 คนไทยก็มีสิทธิ์
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
ปัก
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
อันนี้ดีมาก🥺
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
Omg Post of the year 🥺
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
นั่งน้ำตาซึมตอนสามทุ่ม ดีมากต้องอ่านนะ
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
โคตรดี Mama Bear หนังสั้นสยองขวัญ 5 นาทีเรื่องใหม่ของผกก. Curry Barker (Obsession) ว่าด้วยหนุ่มคนหนึ่งที่พบว่าจู่ๆเพื่อนโทรมาเตือนว่าเดี๋ยวจะมีผู้หญิงมาฆ่าเขาถึงในบ้าน แถมไปๆมาๆเขากลับพบสิ่งมีชีวิตลี้ลับซ่อนตัวอยู่ในเงามืดที่อาจเป็นตัวการของเรื่องทั้งหมด
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
ชั้นอ่านแล้วชั้นร้องไห้อะ TT
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
ตรงนี้ผ้มน้ำตาไหล เป็นทวีตที่ฮีลใจมากค่า เรากำลังคิดจะปรึกษาแพทย์ คือไม่ได้อยากตายแต่มีคิดแว้บๆเวลาเครียด แต่แว้บเดียวจริงๆ เพราะเรามีเหตุผลให้อยู่ต่อเยอะมาก แต่เจอเรื่องร้ายจนกลายเป็นคนกลัวไปก่อน เช่นกลัวหมาตาย กลัวตัวเองป่วย ไว้จะลองไปค่า เผื่อจะได้เจออะไรที่จุดประกายไฟในตัวเอง
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
อ่านทวิตนี้แล้วคิดถึงครั้งอรกที่ไปแอดมิดจิตเวช เราเจอคนไข้คนหนึ่งเขาเกิดอุบัติเหตุทำให้ความทรงจำหาย สภาพเขาเหมือนกลายเป็นเด็ก เดินตามคนอื่นต้อย ๆ ติดแจเหมือนเด็กเดินตามผู้ใหญ่ เค้าเป็นพี่เรา พี่เค้าสนิทกับกลุ่มที่เราอยู่มาก จนคนในกลุ่มทยอยออกจากวอร์ดไป ใครเคยแอดมิด+
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
เป็นทวีตที่ดีมากเลย คุณจขทวเก่งมาก ขอบคุณที่มาแชร์ให้อ่านนะคะ 🥹✨
เมื่อวานเพิ่งคุยกับเพื่อนที่เพิ่งออกจากวอร์ดจิตเวช ที่เข้าไปด้วยอาการ depress ซึ่งคนที่คะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทคือเราเอง
ประมาณ 10 ปีที่แล้วเราแอดมิทครั้งแรกเพราะมีอาการ depress หนักมาก พูดไม่เป็นคำ ร้องไห้ตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี รู้สึกอยากตายตลอดเวลาเลย ทั้งที่ก็มีเสียงค้านมาว่า แกไม่มีอะไรให้สมควรตายเลย
แต่ความรู้สึกอยากตายก็กัดกินใจตลอดเวลา พอไปคุยกับหมอ คุยไม่รู้เรื่อง หมอต่อสายหาแม่ ขออนุญาตให้เราแอดมิท
เราไม่เคยนอนโรงบาลมาก่อนในชีวิต เข้าไปก็ไม่เอาอะไร นอนคลุมโปงร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเป็นแบบนี้อยู่ 2 วัน จนมีหมอเอ็กเทิร์นขอมาซักอาการเรา เราก็ตอบไปร้องไห้ไป
แต่คนเพี้ยน ไปอยู่ที่ไหนมันก็เพี้ยน เราตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ก่อนไปหมอบอก คนไข้ก็ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันนะครับ ทำไมคนไข้ถึงซึมเศร้าได้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน
เราว่าการแอดมิทต้องทำให้อาการดีขึ้นได้อยู่แล้วแหละ ก็ตัดขาดโลกภายนอก กิน นอน ตรงเวลา ไม่ขาดยาแน่นอน อยู่ในสายตาพยาบาลตลอดเวลา ยังไงก็ต้องดีขึ้น
แต่เหตุผลที่เราคะยั้นคะยอให้เพื่อนแอดมิทจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้น
จากประสบการณ์ของเราเอง พอเข้าไป เราจะได้รับรู้ความเป็นมา ปัญหาและสาเหตุที่ต้องแอดมิทที่นี่ของคนไข้คนอื่นด้วย
ตอนที่ทำจิตบำบัดกลุ่ม จะมีให้เราเขียนไทม์ไลน์ชีวิต ว่าเราเจออะไรมา อะไรที่ lead ให้เราเป็นโรคนี้ แล้วมาแชร์กัน
กิจกรรมนี้ทำให้เราได้พบกับคุณป้าที่อยู่ที่นี่มาจะ 2 เดือนแล้ว เพราะลูกไม่เคยมาเยี่ยม และไม่ยอมมารับกลับ (คนไจ้จิตเวชเวลากลับบ้านต้องให้ญาติใกล้ชิดมารับ ถ้าญาติไม่มารับก็กลับไม่ได้)
เราได้พบกับน้องอายุ 13 ที่โดนพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนน้องเสียสติ
รวมถึงเจอคนที่เอามีดแทงตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษ
และอีกหลาย ๆ คน
หลังจากจบกิจกรรมนี้ เราเลิกนอนคลุมโปงร้องไห้ แล้วเริ่มเปิดปากคุยกับคนอื่น วันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 เรายิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้น ทำให้พบว่า
ทุกคนในนี้มีปัญหา
ที่ใหญ่ มาก ๆ ทุกคนเลย
อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าปัญหาของเรา ที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดี ที่มันใหญ่ มันหนักหนา มันคอยทับใจเราอยู่ เรารู้สึกว่ามันเล็กลง
จากที่จมกับตัวเอง เราก็มองเห็นคนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้ เราคิดว่ามีแต่วอร์ดจิตเวชที่จะพาเรามาเจอได้
พอเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็จะพบว่า การทำตัวปกติของเรา มันไปฮีลคนอื่นโดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนนี้แหละว่าสิ่งนี้ก็ฮีลคนอื่นก็ได้ด้วย
เช่น การเรียกชื่อน้องที่อายุ 13 คนนั้น พอเราเรียกชื่อน้องครั้งแรก น้องยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า พี่จำชื่อหนูได้ด้วยหรอ แล้วน้องก็มาติดเรา จากที่เคยดื้อไม่ยอมกินข้าวดี ๆ ก็อยากจะมานั่งกินข้าวติด ๆ เรา
ติด ที่แปลว่า แขนชนแขน
ถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา ชอบสบตาเวลาพูด แบบมองลึกเข้าไปในตาเลย
ปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรกับผมเลย เพราะทำไม่เป็น แต่วันนั้น หลังจากที่เราสระผมเสร็จ คุณป้าที่อยู่มาเกือบ 2 เดือนเสนอจะถักเปียให้เรา เราก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
ตอนถักเปียป้าก็เล่าไปด้วยว่า ป้าอยากสนิทกับลูกสาวแบบนี้บ้าง อยากถักเปียให้ลูกบ้าง แต่ลูกป้าเป็นทอม และไม่ชอบป้า คิดดูว่าตั้งแต่ป้าเข้าโรงบาลเขายังไม่เคยมาเยี่ยมป้าเลย พูดด้วยน้ำเสียงปกติเนี่ยแหละ ไม่ได้เศร้าอะไร
สักพักน้องที่อายุ 13 เดินเข้ามาดู พยาบาลรีบมากันออก เพราะน้องมีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะการดึงผม ในนั้นโดนมาแล้วทุกคน พยาบาลก็ไม่เว้น
เราถามน้องว่า แล้วน้องจะดึงผมพี่มั้ย น้องตอบว่า หนูไม่ดึง เราก็โอเค พยาบาลก็บอกว่า ดูได้อย่างเดียวนะ ห้ามจับ น้องก็พยักหน้า
พอป้าถักเปียให้เราเสร็จ น้องก็ขอจับ เราก็ให้จับ แต่บอกว่า ห้ามดึงนะ พยาบาลเห็นน้องยื่นมือมาจะจับผมเรา รีบวิ่งเข้ามาอีกรอบ แต่น้องไม่ได้ดึง น้องแค่ลูบดูจริง ๆ
น้องบอกว่าน้องอยากมีเปียผมแบบนี้บ้าง ป้าก็บอกว่า ก็เลิกตัดผมตัวเองสิ ผมจะได้ยาวสักที (ตอนที่อาการกำเริบ น้องชอบทำร้ายร่างกายตัวเอง รวมถึงตัดผมตัวเองด้วย)
ป้าบอกกับน้องว่า ถ้าน้องไว้ผมจนยาวนะ ป้าจะถักให้น้องสวย ๆ เลย
น้องติดเรามาก ๆ ชอบอวยว่าเราเป็นนางฟ้า ชอบสบตาแล้วร้องเพลงแพ้ใจให้ฟัง
เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้
วันที่ 6 เราได้ออกจากโรงบาล น้องจ๋อยเลย ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมมองหน้า น้องคลุ้มคลั่ง เลยโดนจับมัด
หลังจากออกมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เราพบว่า การที่เราได้ฮีลคนอื่น มันคือการที่เราก็ได้รับการฮีลด้วยเหมือนกัน ใจเบาขึ้น ความรู้สึกต่อปัญหาที่เรามี มันเล็กลง
เราไม่ได้ออกมาแล้วหายเลย เราไม่ได้หาย
(และจนป่านนี้ก็ยังไม่หาย 5555555)
แต่ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าตอนนั้นเราไม่สามารถมองปัญหาตัวเองให้เล็กลงได้ เราก็คงไม่มี step ต่อไปที่จะเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อะ
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
คลิปจากเบื้องหลังโฆษณาแชมพูเคลียร์ ตอนนั้นผมยาว ๆ เลย น่าร้ากกกกกกกกมาก 🤏🏻🩷
Replying to @trechhichi
เราเซฟจากคุณคนนี้อีกทีนะคะ ขอบคุณสำหรับคลิปน้องนายคนจ๋วยค่ะ xitter.cf/14febyr/status/2116317…
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
เทสระบบเบียร์ชิงเต่า
เบียร์ผลไม้อร่อยมาก ( มากดทุกวัน)
คนเดินกินชิลกันทั้งวัน เข้าใจแล้วทำไมเป็นเมืองเบียร์ กดสนุกเลย 🍺🍻
#preawmemoiretrip
ชิงเต่า— เมืองน่ารักมาก อากาศดีไวป์ดี
แค่เดินเล่น กินกาแฟดีสุดๆ
(Luckin coffeeเหมือนเดิม)
ร้านอาหาร คาเฟ่ ที่เที่ยว
เดี๋ยวมาแปะไว้ให้น๊า ⭐️🍁
#preawmemoiretrip
มินิมัม is จิล วาเลนไทน์ retweeted
✨ ถึงเวลามาเช็กอัป #อันดับคนดวงดีปี2570 แบบฉบับตำรา #ญี่ปุ่น ใครดวงพุ่ง ใครต้องมูเพิ่ม มาดูกันเลย 🔮 #สายมู ไม่ควรพลาดอ่านง่ายไม่จกตาไม่ปวดตาแน่นอน!
เข้าไปดูเดือนนำโชคของแต่ละคนได้ที่ uranai3.com/1000864
#TrueCJ #TrueCJCreations
#ดวง #ดูดวง #ดวงการเงิน #โชคลาภ
#NewYear2027 #ดวงดี2570 #ดวงดี2027 #อันดับคนดวงดีปี2027 #FortuneRanking2027




































