กรมคนพิการเปิดข้อมูลจ้างงานมาตรา 33–35 ปี 68 พบสถานประกอบการ 843 แห่งไม่ทำตามกฎหมาย
กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเผยแพร่ข้อมูลการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 มาตรา 34 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประจำปี 2568 โดยพบว่านายจ้างและสถานประกอบการที่อยู่ในระบบมีทั้งกลุ่มที่ปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วน ปฏิบัติไม่ครบถ้วน และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ข้อมูลดังกล่าวเผยแพร่ตามอำนาจมาตรา 39 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการฯ ซึ่งกำหนดให้มีการโฆษณาข้อมูลการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 มาตรา 34 และมาตรา 35 ต่อสาธารณะอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
จากข้อมูลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พบว่า มีนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วน 13,189 แห่ง แบ่งเป็น
ปฏิบัติตามมาตรา 33 จำนวน 6,945 แห่ง
ปฏิบัติตามมาตรา 34 จำนวน 2,359 แห่ง
ปฏิบัติตามมาตรา 35 จำนวน 1,083 แห่ง
ปฏิบัติตามมาตรา 33 และมาตรา 34 จำนวน 1,969 แห่ง
ปฏิบัติตามมาตรา 33 และมาตรา 35 จำนวน 670 แห่ง
ปฏิบัติตามมาตรา 34 และมาตรา 35 จำนวน 35 แห่ง
ปฏิบัติตามมาตรา 33 มาตรา 34 และมาตรา 35 จำนวน 128 แห่ง
ขณะเดียวกัน มีสถานประกอบการ 797 แห่งที่ปฏิบัติตามกฎหมายแล้วแต่ไม่ครบถ้วน และอีก 843 แห่งที่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยรายละเอียดของแต่ละสถานประกอบการระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายประกาศ
มาตรา 33 ของกฎหมายกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐรับคนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด ขณะที่มาตรา 34 เปิดทางให้นายจ้างหรือสถานประกอบการดำเนินการโดยส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และมาตรา 35 กำหนดแนวทางการจัดให้มีสิทธิหรือประโยชน์อื่นแก่คนพิการแทนการจ้างงานตามมาตรา 33
ประกาศฉบับนี้ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ลงนามโดยนางสาวสนธยา บุญญฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
ที่มา facebook.com/photo?fbid=1465…
คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะต้องหงอย?
"คนคิดว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะต้องหงอย เหมือนมีฝนตกอยู่บนหัวตลอดเวลา แบบมันจะดูหมอง ๆ มันจะดูเศร้า ๆ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลยนะคะ
เวลาทำงานก็ทำงาน เวลาเรียนก็เรียนแบบเรียนบ้าเรียนบอ เวลาปาร์ตี้ก็ปาร์ตี้สุด
หลาย ๆ คนตอนที่หมิวไปบอก ก็บอกว่า 'เป็นหรอ' เพราะว่าเวลาหมิวอยู่กับเพื่อน เราแบบเต็มที่อ่ะ เราเฮฮาเราแบบพลังล้นอ่ะ ล้นมาจริงๆ แต่ไม่มีใครเชื่อหรอกว่ากลับไปบ้านอ่ะ หมิวเหมือนแบบถูกสูบพลังและวิญญาณออกไปหมดแล้ว"
#ล้วงกระเป๋าคนพิการ
คนพิการมีงานแล้ว แต่ได้ “งานที่มีคุณภาพ” หรือยัง? : ถึงเวลาปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดนโยบายจ้างงานคนพิการประเทศไทย
บทความโดย คชรักษ์ แก้วสุราช
เมื่อพูดถึงการจ้างงานคนพิการ คำถามที่เรามักได้ยินคือ ประเทศไทยจ้างงานคนพิการได้กี่คนแล้ว
จำนวนคนพิการที่เข้าสู่การจ้างงานเป็นตัวเลขสำคัญ เพราะสะท้อนว่าคนพิการสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้มากน้อยเพียงใด และสะท้อนการดำเนินงานตามนโยบายและกฎหมายของรัฐ
แต่มีคำถามอีกข้อที่อาจสำคัญไม่แพ้กัน และอาจถูกพูดถึงน้อยกว่า คนพิการที่ได้งานเหล่านั้น ได้ “งานที่มีคุณภาพ” หรือไม่ เพราะการมีงานทำกับการมีงานที่ดีไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
บริษัทแห่งหนึ่งอาจจ้างคนพิการครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด แต่ตัวเลขนั้นไม่ได้บอกว่า คนพิการได้รับค่าจ้างอย่างไร ทำงานประเภทไหน มีความมั่นคงหรือไม่ มีโอกาสพัฒนาทักษะและก้าวหน้าในอาชีพหรือไม่ หรือสามารถเลือกงานที่สอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพของตัวเองได้มากน้อยเพียงใด
คำถามนี้ทำให้ต้องย้อนกลับไปดูว่า “สิทธิในการทำงานของคนพิการ” ตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศนั้นหมายถึงอะไร
CRPD
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ หรือ CRPD มาตรา 27 รับรองสิทธิของคนพิการในการทำงานบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกับบุคคลอื่น แต่สิ่งที่มาตรา 27 พูดถึงไม่ได้มีเพียงการทำให้คนพิการ “มีงาน”
“promote employment opportunities and career advancement for persons with disabilities in the labour market, as well as assistance in finding, obtaining, maintaining and returning to employment" - Convention on the Rights of Persons with Disabilities”
CRPD พูดถึงโอกาสในการทำงานใน ตลาดแรงงานเปิดที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้ รวมถึงสิทธิในการเลือกหรือยอมรับงาน สภาพการทำงานที่เป็นธรรมและปลอดภัย ค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน การฝึกอาชีพ การพัฒนาทักษะ ความก้าวหน้าในอาชีพ การรักษางาน และการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
พูดง่าย ๆ คือ CRPD ไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า “คนพิการได้งานหรือยัง?” แต่ถามว่า “คนพิการได้มีโอกาสทำงานอย่างเท่าเทียมกับคนอื่นหรือยัง?”
ความแตกต่างระหว่างสองคำถามนี้มีความสำคัญ เพราะคนหนึ่งอาจมีงานทำ แต่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมในฐานะคนทำงาน
กฏหมายจ้างงานของไทย
เมื่อกลับมาดูประเทศไทย พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กำหนดกลไกการส่งเสริมการจ้างงานไว้ โดยเฉพาะมาตรา 33–35
มาตรา 33 กำหนดให้นายจ้างหรือสถานประกอบการรับคนพิการเข้าทำงานตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด หากไม่ดำเนินการตามมาตรา 33 ยังมีทางเลือกตามมาตรา 34 ซึ่งเป็นการส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และมาตรา 35 ซึ่งเปิดทางให้ดำเนินมาตรการอื่นเพื่อส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำของคนพิการ
โครงสร้างดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะทำให้รัฐมีเครื่องมือในการผลักดันให้สถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมกับการจ้างงานคนพิการ แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ประเทศไทยมีกฎหมายส่งเสริมการจ้างงานหรือไม่”
เพราะคำตอบนี้มีคำถามที่น่าสนใจกว่าคือ กฎหมายและระบบเหล่านี้กำลังวัดความสำเร็จจากอะไร?
กลไกการจ้างงานตามมาตรา 33–35 ทำให้เกิดระบบที่สามารถนับจำนวนและตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายของสถานประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม สถานประกอบการต้องจ้างตามสัดส่วน หรือเลือกใช้ช่องทางอื่นที่กฎหมายกำหนด
แต่การนับจำนวนคนที่เข้าสู่ระบบการจ้างงานไม่ได้ตอบคำถามทั้งหมดเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของคนพิการ สมมติว่าสถานประกอบการแห่งหนึ่งจ้างคนพิการครบตามสัดส่วน ตัวเลขบอกว่าเกิดการจ้างงาน
แต่เรายังไม่รู้ว่า คนพิการเหล่านั้นได้รับค่าจ้างเท่าไร งานที่ทำมีลักษณะอย่างไร เป็นงานที่ตรงกับทักษะและความต้องการหรือไม่ มีโอกาสฝึกอบรมและพัฒนาทักษะหรือไม่ สามารถเลื่อนตำแหน่งได้หรือไม่ สถานที่ทำงานเข้าถึงได้หรือไม่ ได้รับการปรับสภาพการทำงานที่จำเป็นหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด คนพิการมีอำนาจในการเลือกและกำหนดเส้นทางอาชีพของตัวเองมากแค่ไหน คำถามเหล่านี้คือสิ่งที่ตัวเลขจำนวนการจ้างงานไม่สามารถตอบได้
คำว่า “การจ้างงาน” อาจทำให้เรามองคนพิการในฐานะคนที่ต้องถูกนำเข้าสู่ตลาดแรงงานให้ได้ แต่ถ้ามองจากหลักสิทธิในการทำงาน คนพิการไม่ควรเป็นเพียง “จำนวนหนึ่ง” ที่ถูกเติมให้ครบตามเป้าหมาย
พวกเขาคือแรงงานที่มีสิทธิ ทั้งสิทธิในการเลือกงาน ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม พัฒนาทักษะ ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มีโอกาสก้าวหน้า และได้รับการปรับสภาพการทำงานที่จำเป็นเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเท่าเทียม
ระบบสนับสนุนการจ้างงาน
รายงานของ UNDP เสนอว่า การส่งเสริมการจ้างงานคนพิการไม่ควรพึ่งพาระบบโควตาเพียงอย่างเดียว แต่ควรมี บริการสนับสนุนการจ้างงาน เข้ามาทำหน้าที่เชื่อมระหว่างคนพิการ นายจ้าง และตลาดแรงงาน
บริการดังกล่าวสามารถครอบคลุมตั้งแต่ การค้นหาและจับคู่คนพิการกับงาน การให้คำแนะนำด้านการจ้างงาน การพัฒนาทักษะ การให้คำแนะนำแก่นายจ้าง การประเมินและปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตลอดจนการสนับสนุนคนพิการหลังจากเข้าสู่การทำงานแล้ว รายงานเสนอว่าบริการสนับสนุนการจ้างงานควรดำเนินควบคู่กับระบบโควตา เพื่อช่วยให้คนพิการสามารถเข้าถึงและอยู่ในตลาดแรงงานได้มากขึ้น
กลไกแรกจึงอาจเริ่มตั้งแต่ ก่อนคนพิการได้งาน เพราะการมีตำแหน่งงานว่างไม่ได้หมายความว่าคนพิการจะสามารถเข้าถึงตำแหน่งนั้นได้ รายงานพบว่าการหางานของคนพิการจำนวนหนึ่งยังพึ่งพาเครือข่ายส่วนตัว องค์กรคนพิการ หรือคนในชุมชน ทำให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายเหล่านี้อาจเข้าถึงโอกาสในการทำงานได้น้อยกว่า การมีระบบบริการจัดหางานและจับคู่ที่เข้าถึงได้จึงเป็นกลไกสำคัญในการลดช่องว่างดังกล่าว
อีกกลไกหนึ่งคือ การพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน เพราะการทำให้คนพิการมีงานไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คนพิการสามารถแข่งขันและเติบโตในตลาดแรงงานได้ในระยะยาว รายงานจึงเสนอให้มีการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเสนอให้ทบทวนการใช้มาตรา 35 เพื่อให้การส่งเสริมอาชีพเชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะในลักษณะดังกล่าว
เมื่อเข้าสู่การทำงานแล้ว อีกกลไกที่สำคัญคือ การสนับสนุนในสถานที่ทำงานและการปรับสภาพการทำงานอย่างเหมาะสม รายงานพบว่านายจ้างจำนวนหนึ่งยังขาดความเข้าใจว่าการปรับสภาพการทำงานควรตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคลของคนพิการ ไม่ใช่เพียงการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกแบบเดียวให้ทุกคน และจึงเสนอให้มีบริการที่สามารถให้คำปรึกษาทางเทคนิคแก่นายจ้าง รวมถึงการประเมินสิ่งอำนวยความสะดวก และการสนับสนุนด้านการทำงาน
กลไกเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การสนับสนุนคนพิการไม่ได้ควรจบลงทันทีที่มีการเซ็นสัญญาจ้าง แต่ควรมีระบบช่วยให้คนพิการสามารถทำงานต่อไปได้จริง พัฒนาทักษะ และมีโอกาสเติบโตในอาชีพ
ขณะเดียวกัน ระบบยังต้องมีกลไก ติดตามและตรวจสอบผลลัพธ์ของการจ้างงาน รายงานเสนอให้มีการติดตามและรายงานการจ้างงานคนพิการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเสนอให้เปิดเผยข้อมูลว่าหน่วยงานใดจ้างคนพิการและมีจำนวนเท่าใด เพื่อให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบการปฏิบัติตามเป้าหมายได้ โดยรายงานยกตัวอย่างแนวทางของญี่ปุ่นในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว
หากนำกลไกเหล่านี้มาเรียงตามเส้นทางของคนพิการในตลาดแรงงาน จะเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า ระบบไม่ได้ควรทำหน้าที่เพียง หาตำแหน่งงานให้คนพิการ แต่ต้องทำงานต่อเนื่องตั้งแต่
พัฒนาทักษะ จับคู่กับงานเข้าสู่การจ้างงาน ปรับสภาพการทำงาน สนับสนุนให้รักษางาน พัฒนาทักษะและความก้าวหน้าและติดตามผล
นี่จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการมอง “คุณภาพการจ้างงาน” เพราะคุณภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง แต่เกิดจากระบบสนับสนุนที่ทำงานต่อเนื่องตลอดเส้นทางการทำงานของคนพิการ
หากประเทศไทยต้องการวัดความสำเร็จของนโยบายจ้างงานคนพิการอย่างรอบด้าน ตัวเลขจำนวนคนที่ได้งานอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ คนพิการได้ทำงานประเภทใด ได้รับค่าตอบแทนอย่างไร สามารถเข้าถึงการปรับสภาพการทำงานหรือไม่ รักษางานไว้ได้หรือไม่ และมีโอกาสพัฒนาตัวเองและก้าวหน้าในอาชีพหรือไม่
คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยจ้างงานคนพิการได้กี่คนแล้ว” แต่คือ “ระบบจ้างงานที่ประเทศไทยสร้างขึ้น ทำให้คนพิการสามารถทำงานและเติบโตในฐานะแรงงานได้มากเพียงใด”
และนั่นอาจเป็นจุดที่ต้องเริ่มต้นทบทวนว่า ตัวชี้วัดที่เราใช้วัดความสำเร็จของนโยบายจ้างงานคนพิการในวันนี้ กำลังวัดสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตการทำงานของคนพิการครบแล้วหรือยัง
ปัญหาของระบบการรักษาสุขภาพจิต
“ สิทธิการรักษาไม่ควรที่จะถูกวินิจฉัยว่าป่วยก่อน แล้วค่อยไปเจอจิตแพทย์แล้วได้รับการเบิก แล้วค่อยไปให้แพทย์วินิจฉัยว่าคุยกับนักจิตแล้วได้รับการเบิก หรือไปทำกิจกรรมบำบัดแล้วได้รับการเบิก
“มันควรจะต้องกลับกันแบบนี้ว่า คุณใช้สวัสดิการอย่างพวกแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่สามารถ อย่างสายด่วนสุขภาพจิตโอเคใช้ได้ฟรี แอปพลิเคชันอื่นล่ะ รัฐช่วยซัพพอร์ตได้มั้ย
เอาคนที่ไม่ป่วย อย่าให้เป็นคนป่วย พอป่วยแล้วรักษายาก เอาคนที่แบบแค่มีภาวะ ให้เขาไปทำกิจกรรมบำบัดได้มั้ย โดยมีสวัสดิการ ให้เขาไปคุยกับนักจิตได้มั้ย โดยที่มีการสวัสดิการในการเบิกจ่ายได้”
#ล้วงกระเป๋าคนพิการ
ความยากของการเป็นคนพิการสำหรับผมคือสภาพแวดล้อม ผมรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตมันดีได้มากกว่านี้ แต่ว่าด้วยสภาพแวดล้อมหลายๆ อย่าง เหมือนแค่เรื่องผมจะไปขึ้นรถไฟฟ้า ผมยังรู้สึกว่ามันเป็นอุปสรรคเลย
ผมเคยไปเที่ยวต่างประเทศ มากกว่า 1 ประเทศ ผมรู้สึกว่าจากที่พักอะไปถึงขนส่งสาธารณะ มันง่ายกว่า มันแค่แบบเข็นไปเลยแบบฟุตบาทมันเรียบ หรือถึงมันไกล แต่คุณเดินไปเรื่อยๆ คุณไม่ต้องกังวลว่ามันจะเจอฟุตบาทมั้ยวะ หรือว่ามันจะเจอทางชัน ที่แบบคุณไปได้ด้วยตัวเองมั้ย มันไม่มีไง
ผมรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมของประเทศเรามันยังไม่เอื้อขนาดนั้น
ส่องกระเป๋าเอกนั่งวีลแชร์ เขาพกอะไรในกระเป๋า
youtu.be/ulqJ-4GPw9w?si=Zgyx…
เวลาทำงานกับคนพิการ พ่อแม่มักจะพูดว่า "ฉันตายไม่ได้หรอก ถ้าฉันตายแล้วลูกจะอยู่ยังไง" ระบบจึงควรสร้างให้ยืดหยุ่น
เช่น บางวันอาจเลือกเป็นผู้ดูแล แต่บางวันนวันใช้ผู้ช่วยคนพิการเพื่อให้พ่อแม่ได้พัก ถ้าพ่อแม่เป็นอะไรขึ้นมา เราคงไม่อยากส่งลูกหลานออทิสติกไปอยู่ในสถานดูแล เพราะยิ่งทำให้เขาต้องปรับตัวยาก
ควรให้เขาได้อยู่ในพื้นที่ของเขาเอง โดยมีคนเข้ามาช่วยดูแล ซึ่งผู้ช่วยคนพิการของออทิสติกกับคนพิการทางร่างกายก็คงไม่เหมือนกัน
ในบางประเทศบอกว่าการฝึกอบรมผู้ช่วยคนพิการไม่ต้องมีคอร์สกลาง ให้คนพิการเป็นคนอบรมเองตามความต้องการ แต่บางประเทศก็มองว่าควรมีคอร์สพื้นฐาน ให้เข้าใจเรื่องความพิการ ข้อจำกัด สิทธิมนุษยชน
ซึ่งควรอบรมทุกคนทั้งผู้ดูแลและผู้ช่วยคนพิการ สำหรับเมืองไทย อาจารย์คิดว่าควรมีพื้นฐานร่วมกันก่อน แล้วค่อยให้คนพิการมาฝึกปฏิบัติจริง เพราะถ้าให้คนพิการจัดการฝึกเองทั้งหมด
อาจจะเหมาะกับแค่บางคนที่มีการศึกษาดี แต่คนส่วนใหญ่อาจจะกังวล การผ่านการอบรมพื้นฐานก่อนแล้วมาฝึกปฏิบัติร่วมกับคนพิการน่าจะเหมาะสมกับบริบทบ้านเรามากกว่า
ผู้ช่วยคนพิการ ต้องเป็นอาชีพ ไม่ใช่ความเสียสละ : ถอดรหัสผู้ช่วยคนพิการ ตอน 3
thisable.me/content/2026/09/…
คนงานที่พิการจากการทำงานถูกตัดหายไปจากขบวนการแรงงาน
นอกจากคนพิการที่เข้าสู่ตลาดแรงงานผ่านมาตรา 33 และมาตรา 35 แล้ว ศรีไพรยังชี้ให้เห็นแรงงานอีกกลุ่มหนึ่งที่มักไม่ปรากฏอยู่ในวงสนทนา คือคนงานที่กลายเป็นคนพิการจากอุบัติเหตุหรือโรคจากการทำงาน
ตลอดหลายสิบปีในขบวนการแรงงาน เธอพบว่า เมื่อคนงานประสบอุบัติเหตุรุนแรงหรือมีความพิการ หลายคนถูกตัดออกจากสถานที่ทำงานอย่างรวดเร็ว บางคนถูกเลิกจ้าง บางคนต้องพักรักษาหรือฟื้นฟูเป็นเวลานาน และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหรือสหภาพแรงงานเดิมก็ค่อยๆ ขาดหายไป
“พอเกิดเหตุปุ๊บ เขาถูกตัดออกจากระบบทันที ถึงที่สุดแล้วนายจ้างก็ไม่เอาเขาอยู่ตรงนั้น และถ้าเพื่อนร่วมงานไม่ไปติดตามเอง ก็ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตเขาเป็นอย่างไรต่อ” ศรีไพรเล่า
ในโรงงาน อุบัติเหตุอาจถูกนำไปทำเป็นกรณีศึกษาเรื่องความปลอดภัย แต่สิ่งที่มักไม่ถูกติดตามคือ คนงานที่ได้รับบาดเจ็บรักษาไปถึงไหน กลับมาทำงานได้หรือไม่ ได้รับค่าชดเชยหรือไม่ และใครรับผิดชอบต่อชีวิตของเขาหลังจากออกจากโรงงาน ความพิการจากการทำงานจึงมักถูกแยกออกจากประเด็นแรงงาน ทั้งที่อุบัติเหตุ สภาพงานที่ไม่ปลอดภัย สารเคมี และแรงกดดันในการทำงาน ล้วนสามารถทำให้คนงานกลายเป็นคนพิการได้
ศรีไพรตั้งข้อสังเกตว่า นายจ้างจำนวนหนึ่งไม่ต้องการเปิดเผยว่ามีคนงานเจ็บป่วยหรือพิการจากการทำงาน เพราะเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบ ชื่อเสียง และมาตรฐานของสถานประกอบการ
บางกรณี ผู้บังคับบัญชาพยายามทำให้เหตุที่เกิดในโรงงานกลายเป็นอุบัติเหตุส่วนบุคคล เช่น แนะนำคนงานที่ถูกโฟล์คลิฟต์ชนให้บอกแพทย์ว่าตกบันไดที่บ้าน หากคนงานให้ข้อมูลเช่นนั้น ก็อาจเสียสิทธิจากกองทุนเงินทดแทนและสิทธิจากการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน
“ถ้าเขาบอกหมอว่าตกบันไดที่บ้าน เขาก็เข้าไม่ถึงสิทธิแล้ว เพราะสิทธิจากอุบัติเหตุที่บ้านกับที่ทำงานต่างกัน เงินชดเชยก็ต่างกัน” ศรีไพรเล่า
ในบางอาชีพ คนงานยังต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิต ศรีไพรยกตัวอย่างคนขับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้รับคำสั่งไม่ให้ล็อกตู้กับหัวลาก เพื่อให้หัวลากไม่เสียหายหากเกิดอุบัติเหตุ
เมื่อเกิดเหตุตู้คอนเทนเนอร์หล่นบนถนน สังคมมักกล่าวโทษคนขับรถ แต่ไม่เห็นคำสั่งของนายจ้างและแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่อยู่เบื้องหลัง
“เวลาสังคมเห็นอุบัติเหตุก็จะด่าคนขับรถ แต่ไม่รู้ว่าสาเหตุมันเชื่อมโยงมาจากคำสั่งของนายจ้างอย่างไร”
“คนพิการไม่ได้อยากได้งานที่สงเคราะห์ แต่อยากได้งานที่เลือกได้” จากความไม่มั่นคงของมาตรา 35 สู่ข้อเสนอองค์กรแรงงานคนพิการ
thisable.me/content/2026/09/…
อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงสิทธิอะไรที่เป็นรูปธรรมที่สุด?
ผมอยากเน้นเรื่อง "การศึกษาที่เท่าเทียม" ปัจจุบันเด็กพิการในพื้นที่แทบไม่มีที่เรียน ต้องไปเรียนโรงเรียนเฉพาะทางที่จังหวัดอื่น ซึ่งทำให้เขาต้องแยกจากสังคม
ผมอยากเห็นการเรียนร่วมที่ครูมีความเข้าใจและปกป้องเด็กจากการบูลลี่ได้ และที่สำคัญที่สุดคือ การมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเรื่องสันติภาพหรือการพัฒนาท้องถิ่น
ต้องมีคนพิการไปนั่งอยู่ในโต๊ะตัดสินใจด้วย เพราะพวกเราคือเจ้าของปัญหาที่สัมผัสความเจ็บปวดจริง และเราไม่อยากให้ความสูญเสียแบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก ไม่ว่าเขาจะเป็นไทยพุทธหรือไทยมุสลิมก็ตาม
ปัตตานี-รถโชเล่-วีลแชร์ คุยกับ สุขกรี อีแต ถึงโอกาสและชีวิตของคนพิการ 3 จังหวัด
thisable.me/content/2026/09/…
‘ลูเต้อร์’ สุนัขนำทางของทราย เกษียณหลังอายุครบ 11 ปี ใช้ชีวิตต่อในฐานะสัตว์เลี้ยง
ทราย เจ้าของลูเต้อร์ สุนัขนำทางที่เคยทำหน้าที่ช่วยในการเดินทาง ประกาศว่าลูเต้อร์เกษียณจากการเป็นสุนัขนำทางแล้ว หลังอายุครบ 11 ปี โดยปัจจุบันลูเต้อร์ยังมีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริง และจะใช้ชีวิตอยู่กับทรายต่อไปในฐานะสัตว์เลี้ยง
ทรายเปิดเผยผ่านข้อความถึงผู้ติดตามว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา ลูเต้อร์เริ่มมีอาการเสียสมาธิมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความสามารถและความต้องการในการทำหน้าที่สุนัขนำทางเริ่มลดลง ประกอบกับอายุที่มากขึ้น หลังปรึกษากับโรงเรียนฝึกสุนัขนำทางของลูเต้อร์ ทรายจึงตัดสินใจให้เขาหยุดทำหน้าที่หลังวันเกิดอายุครบ 11 ปี เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา
หลังเกษียณ ลูเต้อร์จะยังคงใช้ชีวิตอยู่กับทรายเช่นเดิม แต่จะไม่มีสถานะเป็นสุนัขนำทางอีกต่อไป ทำให้ทรายไม่สามารถพาเขาเข้าไปในสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกเหมือนที่ผ่านมา
สำหรับการใช้สุนัขนำทางตัวใหม่ ทรายระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนขอสุนัขนำทางตัวใหม่ และจะกลับมาใช้ไม้เท้าแทน เนื่องจากปัจจุบันทำงานจากที่บ้านในสหรัฐอเมริกา และไม่ค่อยได้เดินทางออกไปข้างนอก จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้สุนัขนำทางมากเท่าเมื่อก่อน
ชีวิตหลังเกษียณของลูเต้อร์จึงเป็นการพักผ่อนอยู่ที่บ้าน และออกไปเดินเล่น ดมหญ้าและดอกไม้ในช่วงเย็น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำในช่วงที่ยังทำหน้าที่สุนัขนำทาง
ปัจจุบันทรายทำงานจากที่บ้านในฐานะนักจิตบำบัด ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต โดยเธอได้กล่าวขอบคุณผู้ติดตามที่ให้การสนับสนุนเธอและลูเต้อร์ รวมถึงเคารพความเป็นส่วนตัวของทั้งคู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ที่มา: facebook.com/guidedogluther
เอกชัยสะท้อนความรู้สึกเดียวกันว่า แม้รู้ว่างานบางอย่างไม่เป็นธรรม แต่คนพิการจำนวนมากแทบไม่มีพื้นที่ต่อรอง เพราะตัวเลือกในตลาดแรงงานมีอยู่อย่างจำกัด
“บางครั้งรู้ว่างานที่ทำอาจไม่แฟร์ แต่ก็ต้องทำ เพราะดีกว่าไม่มีรายได้เลย” เอกชัยสะท้อน
ตลอดชีวิตการทำงาน เอกชัยผ่านทั้งงานอีเวนต์ อสังหาริมทรัพย์ งานธุรการ งานคอมพิวเตอร์ งานดิจิทัล และการผลิตคอนเทนต์ แต่เขากลับพบว่า เมื่อสมัครงานในฐานะคนพิการ หลายองค์กรไม่ได้เริ่มจากการถามว่าเขาทำอะไรได้
ตำแหน่งสำหรับคนพิการมักถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะงานธุรการ งานเอกสาร หรืองานที่องค์กรเห็นว่าไม่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ แม้ผู้สมัครจะมีประสบการณ์หรือมีความสามารถด้านอื่นก็ตาม
“เขาไม่ได้มองว่าเราทำอะไรได้ เขามองว่าเราเป็นคนพิการ” เอกชัยย้ำ
เมื่อเป็นผู้รับเหมาบริการในสัญญาจ้าง แต่เป็นลูกจ้างในทางปฏิบัติ
ปราโมทย์อธิบายว่า มาตรา 35 ไม่ได้มีเฉพาะการจ้างเหมาบริการ แต่ครอบคลุมมาตรการทางเลือกหลายรูปแบบ เช่น การฝึกอบรม การให้สัมปทานพื้นที่จำหน่ายสินค้า การจัดหาสถานที่จำหน่ายสินค้า หรือการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบอื่น สำหรับนายจ้างที่ไม่ได้จ้างคนพิการตามมาตรา 33 และไม่เลือกส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34
แนวคิดของมาตรการทางเลือกคือ การเพิ่มรูปแบบการทำงานให้เหมาะกับสถานการณ์และความต้องการของคนพิการ เช่น การทำงานจากบ้าน การประกอบอาชีพอิสระ หรือการทำงานที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อาจเป็นอันตราย
ดังนั้น เจตนารมณ์ของมาตรา 35 ควรเป็นการเปิดทางเลือกเพิ่มเติม ไม่ใช่การนำมาใช้แทนการจ้างแรงงานปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงหน้าที่และสิทธิที่เกิดขึ้นตามกฎหมายแรงงาน
“แม้สัญญาของมาตรา 35 จะใช้คำว่า “จ้างทำของ” หรือ “จ้างเหมาบริการ” นายจ้างกลับนำลักษณะของการจ้างแรงงานเข้ามาใช้ ทั้งการกำหนดเวลา การเข้ากะ การรับโทรศัพท์ การกำหนดสถานที่ทำงาน และการใช้ตัวชี้วัดหรือ KPI เพื่อประเมินว่าจะต่อสัญญาหรือไม่” ปราโมทย์กล่าว
โครงสร้างเช่นนี้ทำให้คนพิการต้องอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมเหมือนลูกจ้าง แต่ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง ไม่มีสวัสดิการ และไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับการจ้างต่อ
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงความคลุมเครือของคำในสัญญา แต่เป็นช่องว่างที่ทำให้นายจ้างสามารถใช้แรงงานในลักษณะประจำ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิทธิของคนทำงานในระดับเดียวกับการจ้างตามมาตรา 33
“คนพิการไม่ได้อยากได้งานที่สงเคราะห์ แต่อยากได้งานที่เลือกได้” จากความไม่มั่นคงของมาตรา 35 สู่ข้อเสนอองค์กรแรงงานคนพิการ
thisable.me/content/2026/09/…









