📌ติดต่องาน Inbox ออฟฟิศ 0.4 : Finalist Best Entertainment Social Media 2021 สาขา Podcast จาก Thailand Zocial Awards 2021 FB: https://xitter.cf/t.co/c6jG7Rt7Y1

Thailand
Joined July 2018
ไปเจอเนื้อหานึงที่เขึยนถึงการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่โอกาส แต่คือการเลือกตัดสินใจของเรา ซึ่งการต้องเลือกเนี่ยแหละ มันมีเส้นบาง ๆ หลายเส้นให้เราต้องพยายามใช้ความกล้าในการตัดสินใจข้ามไปให้ได้ แต่บางคนก็คิดเยอะจนไม่กล้าเลือก แล้วต้องคิดยังไงให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง เรามี 3 เทคนิคมาฝากกัน 1. Re-Framing ด้วยการเปลี่ยนความกลัวเป็นเชื้อไฟ ต้องยอมรับว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนแปลงตัวเอง คือ ความกลัวในสิ่งที่เรามองไม่เห็น ที่เรามักจินตนาการไปเองว่าการเปลี่ยนแปลงคือหน้าผาที่อันตราย ทำไปแล้วจะดีไหมนะ มันจะเป็นยังไงบ้างนะ ทางที่ดีให้เราลองเขียนความแตกต่างระหว่างการอยู่ที่เดิม กับ การก้าวออกไปเพื่อเปลี่ยแปลง เพื่อให้เห็นต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงกว่าความเสี่ยงในการเริ่มต้นใหม่ หรือถ้าเราไม่เปลี่ยนตอนนี้ ตอนไหนที่สถานการณ์จะบังคับให้เราเปลี่ยนอยู่ดี ถ้าเป็นแบบนั้น เราควรรีบเปลี่ยนในวันที่เรายังควบคุมชีวิตแบบไม่ต้องเร่งรีบดีกว่าไหม 2. พลังของ Micro-Actions ทำให้เรามีพลังใจมากกว่า Grand Plan ข้อนี้นี่ตีหัว ออฟฟิศ 0.4 มากๆ เพราะคนส่วนใหญ่มักติดกับดักว่าการจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้น ต้องมีแผนยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ หรือแบบอยากเขียนสเตตัสให้ชาวเน็ตรู้ว่าเราเจ๋งแค่ไหน และเรากำลังจะมี Big Move ที่ต้องติดตามนะ แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังเกิดจากการขยับทีละนิด ๆ เหมือนออกกำลังกายจะลีนหุ่น ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ เราคงไม่มาโฟกัสมวลกล้ามทุกวันหรอกปวดหัวตาย แต่การรู้ว่าออกกำลังกายวันไหน กินอะไรที่มีประโยชน์ และให้สิ่งเหล่านี้ค่อบ ๆ อยู่ในจังหวะชีวิตไปเรื่อย ๆ จะช่วยให้เรามีพลังใจในการเห็นการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น 3. ลองเขียน Roadmap ของการเปลี่ยนแปลง ข้อนี้เหมือนเป็นการเช็กลิสต์ให้เราได้คุยกับตัวเองแบบชัด ๆ ไปเลยว่า เฮ้ย! ติดอะไรตรงไหน ถ้าเปลี่ยนจะดียังไง และถ้าไม่เปลี่ยนจะมีปัญหาตรงไหน เรียกว่าไม่ต้องหลอกตัวเองด้วยการแพ้เสียงในหัว แต่ให้เขียนออกมาเป็นหลักฐานแบบจับต้องได้ไปเลย เช่น - ระบุให้ชัดว่าจุดไหนที่เรากำลังติดปัญหาอะไรที่จะไม่กล้าเปลี่ยน เหมือนเขียนปีศาจตัวนั้นออกมาให้ชัด แล้วค่อย ๆ หาทางกำจัดมัน - ลองประเมินความเสียหายหากเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงภายใน 6-12 เดือนข้างหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้น จะมานั่งบ่นเสียดายแบบปีก่อน ๆ อีกไหม - ลองเริ่มต้นวันนี้ด้วยหนึ่งกิจกรรมเล็กๆ ที่ช่วยให้เราขยับออกจาก Comfort Zone ดูก่อนไหม เช่น ถ้าอยากเริ่มวิ่ง ก็ลองพาตัวเองไปเดินก่อนก็ได้ - ลองหาแนวร่วมของคนที่มีภารกิจอยากเปลี่ยนตัวเองเหมือนกับเรา เพื่อช่วยประคับประคองหรือเป็นตัวเร่งชวนไปทำเป้าหมายที่วางไว้ด้วยกัน แท้จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นเรื่องของโชคส่วนหนึ่ง จังหวะชีวิตส่วนหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่มักเกิดจากความกล้าหาญในการตัดสินใจที่จะเลือกของเราเอง เมื่อเราเลิกกลัวและยอมรับว่าเราคือเจ้าของกระบวนการในการที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต แค่เริ่มคิดและลองออกแบบความกล้าที่จะเปลี่ยนดู แค่นี้ชีวิตก็มีอะไรใหม่ๆ ให้เราเรียนรู้เพื่อปรับตัวและเปลี่ยนแปลงมากขึ้นแล้ว.. อ้างอิง : Change is a choice: Embrace your power to transform #ออฟฟิศศูนย์จุดสี่
2
12,721
39
10,169
390,280
ซื้อใจงับ
10
32
1,600
เคยรู้สึกไหมครับว่า.. ทำไมการทำงานประจำยุคนี้ถึงเหนื่อยล้าและเครียดสะสม ทั้งที่เราก็พยายามเต็มที่แล้ว? Ben Meer อดีตที่ปรึกษาการบริหารจาก Ernst & Young และเป็นผู้เขียน How to Be Good at Life Ben ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่เพราะเราขาดวินัย แต่คือ Cognitive Load หรือภาระทางสมองที่ล้นเกิน จากอีเมล ข้อความ งานแทรก และประชุมมหาศาล ขณะที่ความจุสมองเท่าเดิม จนการใช้ชีวิตทำงานยุคนี้รู้สึกเหมือนการบริหารบริษัทขนาดเล็กที่เราไม่เคยถูกฝึกมาให้จัดการ Ben อธิบายว่า คนส่วนใหญ่พยายามแก้ปัญหาด้วยการสร้าง "นิสัย" แต่ Ben อ้างงานวิจัยว่า นิสัยช่วยเราได้ราว 40% ของชีวิตประจำวันเท่านั้น ส่วนอีก 60% ที่เหลือคืองานเชิงกลยุทธ์ โปรเจกต์ใหม่ หรือความสัมพันธ์ ซึ่งซับซ้อนเกินกว่าจะทำแบบ Autopilot ได้ สิ่งที่เราต้องมีจึงไม่ใช่แค่วินัย แต่คือ เครื่องมือเชิงระบบ เช่น Checklist หรือ Project Plan และการแก้ปัญหาที่ต้นตอจริง ๆ เหมือนกรณีที่ Donald Messersmith นักชีววิทยา แก้ปัญหาหินอ่อนอนุสาวรีย์ Lincoln ที่สึกหรอได้สำเร็จ ไม่ใช่ด้วยการขัดถูขี้นกบ่อย ๆ แต่ด้วยการตั้งคำถาม "Why" ซ้ำ ๆ จนพบว่าต้นตอ คือ ไฟสปอตไลต์ตอนพลบค่ำที่ดึงดูดแมลงและนกมาเกาะอยู่บ่อยๆ แค่เปลี่ยนเวลาเปิดไฟสปอตไลต์ช้าลง 1 ชั่วโมง จึงแก้ปัญหาได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องขัดหินเพิ่ม เช่นเดียวกับคนทำงาน ที่ไม่ควรอ่านแล้วลบอีเมลขยะทุกเช้า แต่ควร Unsubscribe ออกตั้งแต่แรก หากต้องการสร้างระบบให้สำเร็จ Ben Meer ได้เสนอโมเดล DRIVE คือ Define, Reverse Engineer, Implement, Validate, Evolve ซึ่งเป็นกรอบความคิดที่เปลี่ยนเป้าหมายให้กลายเป็นกระบวนการที่ทำได้จริง เช่น การวางตารางฝึกซ้อมลง Calendar โดยพึ่งพาตารางงานแทนแรงจูงใจ แล้วค่อย ๆ ปรับแก้ตาม Feedback Loop และจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดสำหรับคนทำงานประจำคือการสยบอาการวิตกกังวลเย็นวันอาทิตย์ หรืออาการ Sunday Scaries ซึ่งแท้จริงแล้วคือสมองกำลังร้องขอแผนงาน เพียงแค่แบ่งเวลา 30–60 นาทีในวันหยุดมาจัดลำดับความสำคัญและลง Calendar ไว้ รวมถึงใช้เวลานี้ ติดตั้งระบบทุ่นแรงใหม่สัปดาห์ละ 1 อย่าง เช่น ตั้ง Auto-pay ค่าน้ำค่าไฟ หรือการเตรียมสื่งที่ต้องประชุมเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นต้น สุดท้าย Ben Meer อ้างคำกล่าวของ Dr. Paul Batalden ว่า.. "ทุกระบบถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่เป็นอยู่" หากคุณเลิกงานมาแล้วเหนื่อยล้าจนทำอะไรไม่ได้ อย่าเพิ่งโทษตัวเองว่าขาดวินัย แต่จงหันมามองการออกแบบระบบชีวิต เช่น หากนอนดึกเพราะไถมือถือ ก็แค่ย้ายมือถือไปชาร์จห้องอื่นแล้วใช้นาฬิกาปลุกธรรมดา เพราะการออกแบบระบบที่ถูกต้อง ย่อมชนะแรงฮึดหรือวินัยเสมอ แค่ปรับระบบเล็ก ๆ ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วปล่อยให้พลังของ Compound Effect ทำงานแทนคุณ เท่านี้ก็ช่วยเซฟพลังงานไปมหาศาลแล้ว.. อ้างอิง - Want an easier week? Try this 30-minute Sunday routine - How to Be Good at Life
44
78
2,623
ในภาษาเยอรมัน มีคำศัพท์คำหนึ่งชื่อว่า ‘Freizeitstress’ แปลตรงตัวว่า “ความเครียดที่เกิดจากเวลาว่าง” เมื่อร่างกายและสมองของเราคุ้นชินกับการทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง ปฏิทินที่ว่างเปล่าจึงไม่ได้รู้สึกเหมือนอิสรภาพ แต่กลับรู้สึกเหมือนภัยคุกคามมากกว่า ปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นอย่างรุนแรงกับกลุ่มคนที่เป็น “ผู้นำ” หรือ “ผู้บริหาร” เพราะสำหรับพวกเขานั้น งานไม่ได้เป็นเพียงแค่หน้าที่ แต่เป็นสิ่งที่คอยตอกย้ำว่า “เรายังเป็นคนที่ประโยชน์อยู่” ดังนั้น พอความต้องการเหล่านั้นหายไปชั่วคราวในช่วงวันหยุด สิ่งที่เหลืออยู่จึงเป็นความว่างเปล่า… ว่างเปล่าจนเริ่มไม่แน่ใจว่า จริงๆ แล้ว เราคือใคร และ เรามีความสำคัญอย่างไร จนกลายเป็นความวิตกกังวลของจิตใจไปโดยปริยาย เรื่องนี้สำคัญอย่างไร ? Rob Cross ผู้เขียนหนังสือ Ask 3 Questions: How to Live Well in a Distracted World ได้อธิบายว่า แม้เราจะพาตัวเองออกไปต่างจังหวัดเพื่อพักผ่อน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าร่างกายและจิตใจจะได้ฟื้นฟูเสมอไป ตราบใดที่เรายังคิดเรื่องงานอยู่ตลอดเวลา แม้สภาพแวดล้อมรอบตัวจะเปลี่ยนไป แต่สภาวะภายในของเราก็ไม่ได้เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย วิธีแก้ไข Rob Cross ชวนให้ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ด้วยการลองปล่อยให้วันหยุดนี้เป็นวันหยุดจริง ๆ ผ่าน 3 คำถามนี้ 1. ตอนนี้ตัวตนของเราคือใคร? ต้องยอมรับว่าหัวโขนหรือบทบาทของผู้นำสามารถกลืนกินตัวตนของเราได้ง่ายมาก เมื่อเวลาผ่านไป ตำแหน่ง ความรับผิดชอบ และการยอมรับจากสังคม จะเริ่มหลอมรวมเข้ากับคุณค่าของตัวคุณจนแยกไม่ออก และยามที่งานถอยห่างออกไป ลองสังเกตดูว่า อะไรคือสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ และคุณคือใคร… ในวันที่ไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ ไม่ได้เป็นคนแก้ปัญหา และไม่ได้ทำตามความคาดหวังของใคร แค่เริ่มจากการทำสิ่งที่ชอบ โดยไม่จำเป็นต้องทำได้ดี เช่น ลองทำอาหารแบบห่วยๆ ดูบ้าง อ่านหนังสือที่ไม่เกี่ยวกับงานเลยสักนิด เดินเล่นโดยไม่ต้องเปิดสมาร์ทวอทช์นับก้าว ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ คือการเชื่อมต่อกับชิ้นส่วนของตัวเองที่เคยถูกชีวิตการทำงานเบียดเบียนจนหายไปนั่นเอง 2. เรากำลังใช้ชีวิตไปเพื่ออะไร? คำถามนี้ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็น Statement ก็ได้ Rob Cross บอกว่าแค่ถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่คู่ควรกับเวลาและพลังงานอันมีจำกัดของเราจริงๆ เช่น ใครคือคนที่สำคัญกับเรา คุณค่าแบบไหนที่เราอยากสร้างไว้ และมีอะไรบ้างที่เราผลัดวันประกันพรุ่งมาตลอด เพียงเพราะมีเรื่องด่วนกว่าแทรกเข้ามาเสมอ เมื่อรู้แล้วว่าอะไรสำคัญ ก็ให้ลองโฟกัสให้กับสิ่งนั้น ตัดสิ่งรบกวน วางโทรศัพท์ลง เลิกพยายามทำสองอย่างพร้อมกันเพื่อเพิ่ม Productivity แล้วปล่อยให้การได้โฟกัสก็เพียงพอแล้ว 3. หลังจากนี้ เราจะใช้ชีวิตอย่างไร? Rob Cross บอกว่า ข้อคิดที่ตกผลึกจะมีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อมันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิต ลองคิดดูว่า คุณอยากนำอะไรกลับไปจากการหยุดพักครั้งนี้ บางทีคุณอาจจะอยากเป็นคนที่ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวน้อยลง ลองตั้งขอบเขตการทำงานให้ชัดเจนขึ้น หรือเลิกมองว่าทุกคำขอมีความสำคัญเท่ากันหมด ด้วยการเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เฉพาะเจาะจง เช่น ยกเลิกประชุมประจำที่ไม่จำเป็นออกไปสัก 1 ประชุม บล็อกเวลา 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไว้สำหรับการใช้ความคิดโดยไม่มีใครรบกวน กำหนดช่วงเย็นที่ไม่เช็กอีเมลอีกต่อไป กระจายงานบางอย่างที่คุณเคยถือไว้ เพียงเพราะการเป็นที่ต้องการมันทำให้รู้สึกมั่นใจ สุดท้าย ข้อคิดของเรื่องนี้ที่ Rob Cross อยากฝากไว้คือ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่บริหารพลังงานเพื่อให้กลับไปสร้างผลงานได้มากขึ้นเท่านั้น แต่พวกเขาควรรู้ว่า การพักผ่อน คือการดึงมุมมอง ความมีสติ และความสามารถในการเลือกใช้ชีวิตอย่างตั้งใจ กลับคืนมาด้วย อ้างอิง : ‘Freizeitstress’: Why leaders struggle to switch off—and how to truly rest this summer
22
1
29
1,693
ไม่เหงา..แต่ปวดหัวนิดหน่อย 😅
32
2
66
1,879
หลายคนคิดว่าการได้ทำงานจากที่บ้านหรือแบบ Hybrid คือคำตอบสุดท้ายของความสุขในการทำงาน แต่ผลวิจัยล่าสุดของ Jason Schloetzer และคณะ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพนักงานสหรัฐฯ กว่า 165,000 คน กลับชี้ไปในทางเดียวกันว่า.. สถานที่ทำงานไม่ได้ส่งผลต่อความพึงพอใจในงาน มากเท่ากับ “ความสัมพันธ์กับหัวหน้า” และ “การได้รับการยอมรับ” เมื่อเจาะลึกปัจจัยต่างๆ พบว่าความได้เปรียบเรื่องความสุขของคนทำงาน Remote จะหายไปทันที เมื่อมีการนำปัจจัยเรื่องบรรยากาศการทำงานมาคิดร่วมด้วย เพราะปัจจัยคลาสสิกอย่างการได้รับการประเมินอย่างเป็นธรรม งานไม่หนักเกินไป คำแนะนำที่ชัดเจน และหัวหน้าพร้อมซัพพอร์ต คือตัวตัดสินความสุขที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานที่เข้าออฟฟิศและมีหัวหน้าดี กลับมีความสุขสูงกว่า เพราะได้รับโอกาสในการพัฒนาและการโค้ชชิ่งแบบเห็นหน้ากันอย่างเต็มที่ ในทางกลับกัน แม้การ WFH จะช่วยลดความเครียดจากการเดินทาง แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องงานล้นมือหรือหัวหน้า toxic แถมยังมีผลข้างเคียงด้านสังคม โดยงานวิจัยจากกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์อย่าง Natalia Emanuel, Emma Harrington และ Amanda Pallais พบว่า การขยายตัวของงาน Remote สัมพันธ์กับภาวะรู้สึกโดดเดี่ยวและสุขภาพจิตที่แย่ลง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่คนเดียว สุดท้าย บทสรุปจึงไม่ใช่การบังคับทุกคนกลับเข้าออฟฟิศเพื่อตอกบัตร แต่คือการที่องค์กรและหัวหน้าต้องสร้างความหมายในการเจอหน้ากัน โดย Jim Harter นักวิจัยจาก Gallup เสนอว่า หัวหน้าควรให้ฟีดแบ็กและพูดคุยกับพนักงานอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 15-30 นาที เพราะต่อให้ทำงานจากที่ไหน หัวหน้าที่เข้าใจและสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ดี ย่อมสำคัญกว่าสถานที่ทำงานเสมอ อ้างอิง : Why a good boss matters more than working from home
235
5
251
13,729
ออฟฟิศ 0.4 retweeted
เราไปฟังช่อง ออฟฟิศ 0.4 ของพี่หนอมกับคุณโอมมา อยากชวนทุกคนไปฟังกันค่ะ ตอนนี้เป็นเรื่องของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) สรุปมาคร่าวๆ 1. ได้กำไรตั้งแต่แรกเริ่ม เราออมเท่าไหร่นายจ้างช่วยจ่ายสมทบให้อีกแรง เท่ากับได้กำไรตั้งแต่เริ่ม (อันนี้% การออมแล้วแต่แต่ละบริษัทนะ) 2. เลือกแผนรวยได้ : หลายบริษัทมีแผนการลงทุนให้เลือกทั้งแบบเสี่ยงต่ำ กลาง สูง อยู่ที่เราเลือก (Employee Choice) 3. ลดหย่อนภาษีได้: เงินที่หักไปเอาไปลดหย่อนภาษีปลายปีได้สูงสุดถึง 500,000 บาท 4. บังคับออมในตัว: โดนหักก่อนเงินเข้าบัญชี อันนี้สร้างวินัยดีมาก 5. ห้ามถอนตอนย้ายงาน: ย้ายงานให้โอนเงินตามไปที่บริษัทใหม่ หรือโอนเข้ากองทุน RMF for PVD อย่าเพิ่งรีบเอาออกมาใช้ เพราะนี่คือเงินก้อนใหญ่ไว้ใช้ตอนแก่
8
148
1
160
10,898
ความลับของพนักงานที่ไม่เคยลาจากการท้องเสีย
18
28
1,689
ขออ่านแค่บรรทัดแรกพอนะ
1
13
37
1,748
เวลาต้องเจอสถานการณ์กดดัน หรืองานที่มีเดิมพันสูง สัญชาตญาณแรกของคนเราคือ “พยายามให้หนักขึ้น” และ “โฟกัสผลลัพธ์ให้มากขึ้น” แต่เชื่อไหมว่า ยิ่งกดดันตัวเองด้วยการพยายามเท่าไหร่ เราอาจมีโอกาสผิดพลาดสูงขึ้นเท่านั้น 

ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า “Archer’s Paradox” ที่มักเกิดขึ้นในกีฬายิงธนู Archer’s Paradox จะทำงานทางกายภาพทันทีเมื่อเราเกิดความกดดัน จนทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียด ซึ่งความตึงเครียดจะไปทำลายการควบคุมกล้ามเนื้อมือและนิ้วที่ละเอียดอ่อน ลองนึกภาพตามดู พอตั้งใจมากไป เราจะเริ่มเกร็ง กลั้นหายใจ และพยายามบังคับการปล่อยลูกธนู จนพุ่งเบี้ยวออกนอกเป้า ในทางกลับกัน นักยิงธนูระดับโลกบอกว่าชอตที่ดีที่สุด คือนัดที่พวกเขารู้สึกว่า ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ แค่ทำตามลำดับขั้นตอนที่ฝึกมา แล้วปล่อยให้ลูกธนูแล่นออกไปเอง แล้วในโลกการทำงาน เราตกหลุมพรางนี้อย่างไร? หากเราเป็นผู้นำหรือคนทำงาน เราอาจกำลังโดน Archer’s Paradox เล่นงานโดยไม่รู้ตัว เช่น - เตรียมคำตอบมากไป จนลืมฟังคำถามที่แท้จริง - รีบพูดแทรกความเงียบ ในห้องประชุม เพราะกลัวเสียการควบคุม - เร่งรัดการตัดสินใจ เพราะรับไม่ได้ถ้าจบวันโดยไม่มีข้อสรุป - แถมการสั่งตัวเองให้ใจเย็น ก็กลายเป็นการสร้างความกดดันซ้ำซ้อน ทำไมการสั่งให้ตัวเองสงบถึงไม่ได้ผล ? เพราะในภาวะกดดัน สมองคือส่วนที่กำลังติดขัด การสั่งให้ความคิดที่ติดขัดไปแก้ไขตัวเอง จึงเหมือนการเอาเครื่องมือที่เสียไปซ่อมตัวเอง สถาบันบริหารธุรกิจ IMD พบว่า เมื่อผู้บริหารต้องลงแข่งขันหรือถูกจับจ้อง ยิ่งความอยากชนะสูงขึ้น ความเครียดจะพุ่งสูง และประสิทธิภาพจะลดลงทันที การยิ่งเพิ่มแรงกดดัน จึงเป็นวิธีที่การันตีได้ดีที่สุดว่าจะทำให้ผลงาน "แย่ลง" เรามี 3 วิธีปรับ Mindset แก้เกมจาก Archer’s Paradox 1. โฟกัส Process ไม่ใช่ Outcome จากโจทย์ที่ต้องปิดดีลนี้ให้ได้ ยังไม่ต้องหมกหมุ่น แต่ให้ลองถามคำถามจนกว่าจะเข้าใจความกังวลของลูกค้าด้วยการเขียนเป้าหมายเชิงกระบวนการ 1 ข้อใส่กระดาษก่อนเข้าประชุม เหมือนการเก็งข้อสอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพอควบคุมได้ 2. Reset ร่างกายเพื่อก้าวข้ามสมองที่เครียด เมื่อสมองตึงเครียด อย่าใช้สมองซ่อมสมอง ให้ใช้กายภาพเข้าช่วย ด้วยการหายใจ 4-2-6 คือ สูดเข้า 4 วินาที กลั้น 2 วินา ออก 6 วินาที วิธีนี้จะช่วยลดอัตราเต้นหัวใจ และลองปรับท่าทางดึงไหล่ไปด้านหลังและกดลงค้างไว้ 3 วินาที สุดท้าย หัวใจสำคัญของการยิงธนูเพื่อแก้อาการ Archer’s Paradox ที่คนทำงานเอาไปปรับใช้ได้เพื่อให้ชีวิต Move on ต่อก็คือ ทำตามกระบวนการให้เต็มที่ แล้วยอมรับจุดที่ลูกธนูตก และถ้ายิงพลาด ก็แค่รับรู้ ปล่อยมันไป แล้วเซ็ตคันธนูนัดใหม่ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร... ให้มันเป็นเรื่องของลูกธนูที่ปล่อยออกไปแล้วกัน อ้างอิง : The archer’s paradox: Why trying harder makes you perform worse
4
18
1,484
วิ่งสุดชีวิต
1
1
17
1,495
ใครทำงานวันหยุดอาจจะไม่รู้สึกเหงาอีกต่อไป.. เพราะมีการสรุปผลสำรวจล่าสุดจาก Owl Labs ผู้ให้บริการระบบประชุมทางไกลในสหรัฐฯ ได้เจาะลึกพฤติกรรมคนทำงานออฟฟิศ 2,000 คน พบประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ 1. คนทำงาน 74% ทำงานวันอาทิตย์ ในจำนวนนี้มีถึง 21% ที่นั่งทำงานเต็มวันหรือเกือบเต็มวัน โดยกลุ่ม Gen Z (76%) และ Millennials (62%) ยอมรับว่าทำงานวันอาทิตย์เป็นประจำ สูงกว่ากลุ่ม Gen X และ Baby Boomers อย่างเห็นได้ชัด 2. AI ตัวช่วย หรือ ตัวเร่งงาน? พนักงาน 82% ใช้ AI ช่วยทำงาน (Gen Z ใช้สูงถึง 90%) แม้ 69% มองว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ 62% กลับรู้สึกว่า AI ทำให้ถูกคาดหวังภาระงานต่อวันสูงขึ้น และ 46% กังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของตนเอง 3. ประชุมจนไม่ได้ทำงาน พนักงาน 38% ล้าจากการประชุมซ้อน ประชุมยาว หรือมีประชุมมากเกินไปในวันธรรมดา จนต้องเจียดเวลาวันอาทิตย์มานั่งเก็บงานที่ค้างอยู่ 4. เทรนด์ Microshifting มาแรง 61% สนใจการแบ่งเวลาทำงานเป็นช่วงสั้นๆ ตามจังหวะชีวิต เช่น สลับไปดูแลลูก ออกกำลังกาย หรือพักผ่อน แทนการนั่งทำงานยาวรวดเดียว จึงทำให้เวลาทำงานกระจายมาถึงวันอาทิตย์ ภาพรวมการเข้าออฟฟิศ คนทำงานแบบเข้าออฟฟิศเต็มเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 65% ขณะที่การทำงานแบบ Hybrid ลดลงเหลือ 25% แต่ความต้องการทำงานแบบยืดหยุ่นยังคงสูงอยู่ถึง 46% จากสถิติในเรื่องนี้ ตรงกับชีวิตคนทำงานของคุณข้อไหนบ้าง แชร์กันมาได้นะ อ้างอิง: Most workers are working on Sundays , Fastcompany
1
33
32
1,928
ถ้าใครกำลังประสบปัญหาของการมีเวลาไม่พอในการทำงานหรือทำเป้าหมายในชีวิตส่วนตัวไม่สำเร็จ ออฟฟิศ 0.4 อยากแนะนำข้อคิดน่ารักจาก Laura Vanderkam ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเวลา และเป็นผู้เขียนหนังสือ Big Time: A Simple Path to Time Abundance ที่จะช่วยให้เราเจอชั่วโมงทองคำในการจัดสรรชีวิตได้ดีขึ้น.. 1. บันทึกเวลาให้เห็นชีวิตตัวเอง Laura ได้บันทึกการใช้เวลาของตัวเองลงในสเปรดชีตทุกสัปดาห์มานานกว่า 11 ปี และเธอได้ให้คน 279 คนทดลองจดบันทึกการใช้เวลาของตนเองเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งพบว่ามีความพึงพอใจในเวลาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Laura อธิบายว่าการจดบันทึกเวลาทำให้เราเลือกสิ่งที่ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะพวกเขาไม่อยากเขียนลงบันทึกว่าวันนี้ตัวเองนั่งไถ YouTube ไปแล้ว 3 ชั่วโมง เลยอยากจะเลือกไปทำกิจกรรมอื่นที่สร้างสรรค์กว่า ซึ่งสิ่งนี้มันช่วยเปลี่ยนความเข้าใจผิดของเรา เพราะจริงๆ แล้วถึงเราจะงานยุ่ง แต่เราไม่ได้ทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง การเห็นตัวเลขจริงจะทำให้รู้ว่า เราพอมีเวลาว่างและเวลาให้ครอบครัวอยู่บ้าง และหากต้องการปรับเปลี่ยน ก็เป็นเพียงการปรับแต่งเวลาเล็กๆ น้อยๆ โดยที่ไม่ใช่ต้องรื้อระบบชีวิตใหม่ทั้งหมด 2. เรื่องใหญ่สำเร็จได้ด้วยก้าวเล็ก Laura บอกว่าหลายคนชอบคิดว่าตัวเองไม่มีเวลาทำสิ่งสำคัญ แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถทำได้ ถ้าย่อยให้เรื่องเหล่านั้นให้เล็กลงและให้เวลากับมันนานพอ เช่น Laura เคยตั้งเป้าอ่านหนังสือ War and Peace ซึ่งยาวมาก และมีทั้งหมด 361 บท เธอจึงออกแบบด้วยการเลือกอ่านแค่วันละ 1 บททุกวันเป็นเวลา 1 ปี ใช้เวลาแค่วันละไม่กี่นาทีทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยเกินไป แต่สุดท้ายเธอก็อ่านจบก่อนสิ้นปี Laura อธิบายเพิ่มอีกว่า เมื่อเราย่อยเป้าหมายให้เล็กลง ความท้อแท้ในใจจะลดลง และเมื่อเราทำสิ่งสำคัญได้ที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ ความรู้สึกกับเหตุผลที่ว่าชีวิตไม่มีเวลาก็จะหายไป แถมยังเปลี่ยนความเชื่อใหม่ว่า จริง ๆ แล้วเรามีเวลา แต่จะใช้มากหรือน้อยในการทำภารกิจ ก็ขึ้นอยู่ว่าเราบริหารจัดการอย่างไร 3. หาชั่วโมงทองคำของตัวเองให้เจอ Laura แซวว่า ผู้คนชอบหาแต่ปีทองของตัวเอง แต่ง่ายกว่านั้นคือการ หาชั่วโมงทองคำ ในทุก ๆ วันของชีวิตจะดีกว่า เช่น ชั่วโมงไหนของวันที่เราทำงานได้ดี มีสมาธิมากที่สุด เพราะการหาชั่วโมงทองคำของแต่ละวันเจอ ก็เหมือนการที่เราได้ค่อย ๆ ต่อจิ๊กซอว์ปีทองให้เห็นภาพความสำเร็จตามเป้าหมายที่เราวางไว้ชัดขึ้น ด้วยการไม่หักโหมมากจนเกินไป แต่เน้นการสะสมผ่านชั่วโมงทองคำในแต่ละวัน เหมือนกับที่ ออฟฟิศ 0.4 เลือกเขียนบทความในช่วงเช้าทุก ๆ วัน สุดท้าย Laura บอกว่าหากอยากมีเวลาเหลือเฟือและมีความสุขมากขึ้น ให้ลองจดบันทึกเวลา ย่อยเป้าหมายใหญ่ให้เล็ก และตั้งเป้าหมายทำสิ่งที่ชอบ ก็น่าจะทำให้เราทวงเวลาที่เคยทิ้งขวางไว้ ให้กลายเป็นชั่วโมงทองคำจนกลายเป็นปีทอง ที่เราสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ถึงเป้าหมายได้มากขึ้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องงาน เงิน และสุขภาพก็ตาม. อ้างอิง - Big Time: A Simple Path to Time Abundance - ‘Too busy’ all of the time? Here’s how to get things done and make space for fun
3
12
1,281
❌ บอกคนอื่น ✅ บอกตัวเอง
5
24
1,499
เวลาพูดถึงพนักงานระดับ High-Performer หรือคนที่ทำงานเก่ง มีความรับผิดชอบสูง และแก้ปัญหาเก่ง ในมุมมองขององค์กร พนักงานกลุ่มนี้เปรียบเสมือน “สินทรัพย์” ที่มีค่าที่สุด เพราะไม่ว่างานจะซับซ้อนแค่ไหน หรือกระบวนการในบริษัทจะติดขัดเพียงใด คนเหล่านี้ก็มักจะหาทางทำจนสำเร็จ และยอมแบกรับงานส่วนเกินเพื่อดันให้ทีมไปต่อได้เสมอ แต่คำถามที่น่าคิดคือ การมีคนเก่งที่คอยแบกทุกอย่างไว้ อาจกำลังทำให้องค์กรนั้นอ่อนแอลง โดยไม่รู้ตัวหรือไม่ ? 1. High-Performer Paradox Lauren Cohen ผู้ก่อตั้ง Cohen Leadership Group ที่ปรึกษาด้านการบริหารระดับผู้นำ ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งที่น่าสนใจว่า พนักงานที่เก่งและพึ่งพาได้มากที่สุด มักกลายเป็นหน้ากากที่ปกปิดความล้มเหลวของระบบองค์กร เมื่อระบบการบริหารจัดการไม่สมบูรณ์ หรือขาดโครงสร้างที่ดี พนักงานเก่งๆ จะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนั้นด้วยความสามารถส่วนตัว จึงทำให้ผลงานยังคงออกมาดูดี ในขณะที่ปัญหาเชิงระบบถูกซุกไว้ใต้พรม ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้บริหารจะไม่เห็นความผิดปกติของระบบ เพราะงานยังสำเร็จลุล่วง แต่นี่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เพราะองค์กรกำลังพึ่งพา “ตัวบุคคล” มากกว่าระบบ และเมื่อไหร่ที่คนเก่งเหล่านี้ทนไม่ไหวจนเกิดภาวะ Burnout หรือตัดสินใจลาออก ระบบที่ไม่มีการพัฒนา ก็พร้อมที่จะพังทลายลงในทันที 2. Leadership Debt ในโลกการทำงาน มีแนวคิดที่เรียกว่า Leadership Debt หรือ “หนี้การบริหาร” นั่นคือ ช่องว่างระหว่าง ขนาดของธุรกิจที่เติบโตขึ้น กับระบบการบริหารจัดการที่ไม่โตตาม ในช่วงเริ่มต้นที่องค์กรยังเล็ก การพึ่งพาความเก่งของตัวบุคคลสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้ แต่ในช่วงขยายตัวเมื่อธุรกิจซับซ้อนขึ้น แต่ระบบการทำงานยังเหมือนเดิม พนักงานเก่งๆ จะต้องรับภาระหนักเป็นเท่าตัวเพื่อประคองให้บริษัทไปรอด สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายองค์กรเลือกแก้ปัญหา Burnout ด้วยการบอกให้พนักงานไปจัดการตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง ต้นตอของปัญหามาจากระบบขององค์กร ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมองค์กรจำนวนมากยังมี Incentive ที่ย้อนแย้ง จากปากบอกว่าสนับสนุน Work-Life Balance แต่กลับให้รางวัล โบนัส หรือการโปรโมต แก่คนที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และไม่เคยใช้วันหยุดพักผ่อน นี่จึงไม่ใช่ปัญหาของแผนก HR แต่เป็น ปัญหาด้านกลยุทธ์ของผู้บริหารที่ต้องตระหนักว่า ระบบการบริหารคือระบบทางธุรกิจที่สำคัญ ไม่แพ้ระบบการเงินหรือการผลิตเลย 3. วิธีบริหารจัดการ เมื่อเราตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ หากเราเป็นพนักงานที่กำลังแบกรับภาระจากระบบที่พัง และยังไม่อาจเปลี่ยนองค์กรได้ในทันที Cohen แนะนำให้แบ่งการมองปัญหาออกเป็น 3 ส่วน.. 🔥 มองหาสิ่งที่ควบคุมได้ ด้วยการจัดการขอบเขตการทำงาน ความคิด และขีดจำกัดของตนเอง 🔥 ต้องปล่อยวาง ยอมปล่อยให้กระบวนการบางอย่างที่ห่วยแตกแสดงผลลัพธ์ที่ล้มเหลวออกมาบ้าง เพื่อให้องค์กรเห็นว่าระบบมีปัญหา 🔥 สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน ด้วยการเปิดบทสนทนาเล็กๆ ที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับที่สูงขึ้น 4. การตั้งขอบเขต (Boundaries) ที่ยากกว่าการพูด สำหรับการก้าวออกจากภาวะ Burnout โดยที่ยังทำงานอยู่ในองค์กรเดิม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตั้งขอบเขตการทำงานที่ชัดเจน ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การลากเส้นบอกว่า "งานนี้ฉันไม่ทำ" แต่อยู่ที่ การยืนหยัดปฏิเสธ เมื่อองค์กรพยายามจะล้ำเส้นนั้นเข้ามาอีกครั้ง เพราะระบบที่เคยชินกับการสาดงานใส่เรา มักจะไม่พอใจเมื่อเราเริ่มปฏิเสธ และหากองค์กรนั้นเป็น Toxic Environment ที่ไม่ยอมรับการสร้างขอบเขตทางสุขภาพจิตของพนักงานเลย คำตอบสุดท้าย อาจไม่ใช่การพยายามแก้ระบบ แต่เป็นการประเมินว่า องค์กรนี้ ยังคุ้มค่าที่เราจะอยู่แบกต่อไปหรือไม่.. อ้างอิง: The surprising downside of high-performing employees ,Are they making your organization weaker, not stronger?
128
1
141
8,426
ชอบแบกก็ไม่บอก..
28
60
1,831
ประเด็นนี้มาจากงานวิจัยล่าสุดจากประเทศเดนมาร์ก ตีพิมพ์ใน The Review of Economic Studies พบปรากฏการณ์น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของหัวหน้าชายที่มีลูกสาวคนแรก ซึ่งส่งผลต่อการบริหารคนในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยเหล่านี้ 💄 โอกาสได้งานเพิ่มขึ้น หลังหัวหน้าชายได้ลูกสาวคนแรก อัตราการรับพนักงานหญิงเข้าทำงานเพิ่มขึ้น 2.9% โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีการศึกษาสูง และทำงานเต็มเวลา 💄 ได้โปรโมตและเงินเดือนเพิ่ม พนักงานหญิงภายใต้การดูแลของผู้บริหารกลุ่มนี้ มีอัตราการโปรโมตเพิ่มขึ้น และมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 4.4% 💄 เกิดผลลัพธ์ทันที การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทันทีหลังลูกสาวลืมตาดูโลก จึงไม่ใช่เรื่องของการทำเพื่อผลประโยชน์ของลูกตัวเอง เพราะลูกยังต้องใช้เวลาอีก 20 ปีกว่าจะเข้าวัยทำงานแต่เกิดจาก Unconscious Bias ที่ลดลง 💄 ประสิทธิภาพองค์กรไม่ลดลง งานวิจัยระบุชัดเจนว่า การรับและดันพนักงานหญิงเพิ่ม ไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลประกอบการของบริษัทแม้แต่น้อย สำหรับเหตุผลที่พฤติกรรมของหัวหน้าเปลี่ยนไป ไม่ได้เกิดจากนโยบายบังคับของบริษัท แต่เกิดจาก Awareness & Exposure หรือการสัมผัสประสบการณ์ตรง เมื่อผู้บริหารชายมีลูกสาว เขาจะเริ่มตระหนักถึงปัญหาช่องว่างทางเพศในสังคมได้ชัดเจนขึ้น ทำให้เปิดใจมองเห็นศักยภาพของพนักงานหญิงอย่างเที่ยงธรรม โดยไม่มีอคติมาบดบัง อย่างไรก็ตาม แม้ผลวิจัยจะชี้ว่า "ลูกสาว" จะช่วยสะกิดความคิดของผู้บริหารชายได้โดยธรรมชาติ แต่องค์กรในยุคใหม่ไม่สามารถรอให้หัวหน้าทุกคนมีลูกสาวก่อนถึงจะปรับวัฒนธรรมองค์กรได้ โจทย์สำคัญของ HR และผู้บริหารยุคนี้ คือการสร้างระบบและนโยบายที่ช่วยลด อคติแบบไม่รู้ตัว ในกระบวนการคัดเลือกและโปรโมตคน เพื่อเปิดโอกาสให้ Talent ที่เป็นผู้หญิงได้เติบโตตามความสามารถจริง โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงปัจจัยส่วนตัวของผู้บริหารอีกต่อไป อ้างอิง : Girl dads make better bosses, study suggests When male managers have daughters, women are hired more, promoted more, and earn more.
9
18
1,536
ไม่จำเป็น ไม่ต้องทำ
21
50
1,658
พรสวรรค์
74
2
81
3,873
ในโลกธุรกิจ ยุคที่ทุกบริษัทอยากเติบโต มีสิ่งหนึ่งที่ระดับผู้บริหารพบเหมือนกันคือ บริษัทที่ยิ่งใหญ่มักถูกสร้างจากความเข้มแข็งและเด็ดขาดของผู้นำ หรือที่เราเรียกว่า Tough นั่นเอง เรื่องนี้ John Baird ได้อธิบายคำว่า Tough ในบริบทของการทำงานว่าไม่ใช่การด่ากราด หัวร้อน ละเมิดสิทธิ์ หรือทำตัวเป็น Toxic Boss ที่เอาแต่สะใจสะสม Ego เพราะนั่นคือ Tough ปลอมที่สร้างแต่ความกลัวและเอาแต่ทำให้มาตรฐานการทำงานของทีมต่ำลง ส่วนความ Tough ที่แท้จริง คือ ความสามารถในการยึดมั่นใน Mission, ยืนระยะได้เมื่อเจอวิกฤต และกล้าที่จะเค้นศักยภาพทีมงานไปสู่จุดสูงสุดแม้จะต้องแลกมาด้วยความไม่เข้าใจของคนบางกลุ่มบ้างก็ตาม แล้วนิสัยของคนทำงานหรือผู้นำในองค์กรที่มี Tough ต้องมีอะไรบ้าง John Baird ได้สรุปมาให้เราได้เช็กลิสต์กันทั้งหมด 7 ข้อ.. 1. สร้างอุดมการณ์และเรื่องราวที่ทำให้ทีมงานเชื่อ และอยากทุ่มสุดตัวเพื่อเป้าหมายเดียวกัน 2. กัดไม่ปล่อย โฟกัสเป้าหมายหลักด้วยความเข้มข้น ลืมเรื่องเกียร์ว่างไปได้เลย 3. ดึงแต่คนที่ใช่ และเชื่อในวิถีเดียวกันมาร่วมทีม คนไม่ใช่ก็ต้องปล่อยไป 4. ใช้พลังทางอารมณ์อย่างสร้างสรรค์ เพื่อปลุกเร้าและขับเคลื่อนทีม ไม่ใช่ใช้เพื่อทำลายบรรยากาศ 5.กล้าชนความจริง ถกเถียงด้วยข้อเท็จจริง ตัดการสวมหน้ากาก เพื่อการตัดสินใจที่เร็วและแม่นยำ 6. วางระบบตามงานและรับผิดชอบที่รัดกุม เพื่อให้ผลงานและความก้าวหน้าเกิดขึ้นจริงแบบเลี่ยงไม่ได้ 7.พร้อมเข้าโหมดสงคราม ระดมคนและทรัพยากรลุยทันทีในจุดที่เกิดวิกฤต สุดท้าย John Baird อธิบายส่งท้ายว่าความ Tough ไม่ใช่ทักษะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็น "ระบบ" ที่เริ่มต้นจากการดัดนิสัยตัวเองก่อนจะขยายไปสู่วิธีการคุมทีม และการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต ยิ่งถ้าเรารักจะทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เราก็ต้องกล้าแลกกับความไม่สบายใจในวันนี้ เพื่อผลลัพธ์ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ในวันข้างหน้า อ้างอิง: Are you ‘tough’ enough at work? Seven habits for demanding excellence without being a jerk.
7
16
1,554