เด็กในวัยนี้ จะว่าโชคดีก็โชคดี เพราะเข้าสู่โอกาสง่าย จะว่าโชคร้ายก็โชคร้าย เพราะสภาพแวดล้อมเป็นพิษ
หลังจาก AI เราทุกคนจะโตแบบ K shape ใครเก่ง ขยัน ด้วย ai จะเรียนรู้ไวมาก เรียนรู้ 1 ปี เหมือนเรียนรู้ 5 ปี ในขณะที่ช่องว่างกับคนที่ไม่เอาอะไร ก็จะห่างกันขึ้นเรื่อยๆ
เด็กในยุคนี้ จะเติบโตด้านการเงินยังไง? Passive income จะสร้างได้อย่างไร? ไปคุยกันใน “วาระแห่งชาติ” ในช่อง Thairath ครับ
ปล. ทำผมได้เด็ดเหมือนเคย 😂😂
ในขณะที่คนคริปโต ยินดีกับการที่เราจะมี BTC, ETH ETFs ในประเทศไทย
นักลงทุนหุ้น ที่อยู่ในยุคดั้งเดิม ก็ยินดี ที่จะเข้าถึงสินทรัพย์ใหม่ ได้ง่ายขึ้น โดยเทรดผ่านบัญชีหุ้นได้
โบรกเกอร์ ก็ยินดี กับการที่จะทำให้เพิ่มยอด volume และ รายได้ ในช่วงที่ตลาดไทยเป็นขาลง
แต่ ตลาดหุ้นไทย ได้เปิดช่องทางออก ช่องใหญ่ อีกหนึ่งช่อง หลังจาก DRs
ตลาดหุ้นไม่ใช่แค่ตลาดลงทุน แต่เป็นตลาดทุน ในการระดมทุนของคนไทย (ที่มาจากการทำงาน) เพื่อมาขยายกิจการผ่านการ IPO — น่าเสียดายที่ต่อไป บริษัทใหม่ๆ น่าจะเข้าถึงแหล่งทุนได้ยากขึ้นมาก และตามมาด้วย ปริมาณการจ้างงาน และการซื้อในประเทศที่ลดลง
ผมไม่ได้บอกว่ามันผิดนะ ผมเองก็แทบไม่ค่อยมีหุ้นไทยละ เพราะ performance มันสู้ที่อื่นไม่ได้จริงๆ แต่นั่นทำให้ผมต้องกลับมาคิดว่า ETFs ที่ตาม DRs มา เป็นทางออก หรือทางตัน และทางออกของเราจริงๆ จะเป็นอะไร
ฟังเรื่องนี้แบบเต็มๆ ใน EP นี้กันครับ…
ตามหา admin ร่วมทีมงาน ดูงานเอกสาร และจัดการงานโดยรวม — มีเลี้ยงข้าว กลางวัน เย็น flexible hour มีโอกาสเติบโต (ถ้าต้องการ) ขอไม่อิน work life balance มาก
สนใจกรอกข้อมูลที่
forms.gle/6VQvT4szj6attT7n8
ปล. อฟ อยู่เกษตร
เรื่องประเด็นเหรียญ Shuffle (SHFL) ปรากฏในเอกสาร กลต. ซึ่งสามารถใช้เหรียญดังกล่าวในการคำนวนเงินกองทุนสภาพคล่อง (NC) ซึ่งเป็นเงินขั้นต่ำที่ Exchange (และทุกบริษัทใต้กำกับ กลต) จะต้องถือไว้เพื่อประกอบธุรกิจ
โดยที่คุณศิริโชค เปิดว่าเดือน มิย. 2568 SHFL อยู่ในกลุ่มสอง โดน haircut 30% (เอามูลค่ามาคิด NC ได้แค่ 70%) แต่ ธค. 2568 พัฒนาไปอยู่ในกลุ่มหนึ่ง ซึ่งโดน haircut เหลือแค่ 20% — และผูกโยงกับกรณีที่ สส. ไอเดียร์ ได้รับการแต่งตั้งไปเป็น เลขานุการ รมต. ดิจิทัล
ผมเห็นครั้งแรกก็สงสัยเหมือนกัน แต่พอไปค้นเอกสารดู ผมว่าเรื่องนี้คุณศิริโชค อาจจะ เข้าพรวด ไปนิดนึง
ผมไปดูวิธีการคำนวณ “haircut” ของ กลต. ซึ่งมีวิธีไว้ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือ
1. ต้องมีข้อมูลบน Coinmarketcap.com
2. มีจำนวน token (circulating supply) ชัดเจน
3. มีการซื้อขายทุกวันในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
4. มี market cap เฉลี่ย 3 เดือน มากกว่า 30 musd
5. มี liquidity กลาง ย้อนหลัง 1 ปีล่าสุด อย่างน้อย 100 kusd ต่อวัน
ถ้าเหรียญไหนไม่เข้าทั้ง 5 ข้อนี้ จะถูก haircut 100% (นั่นคือเอามาเป็นสินทรัพย์ในการคำนวณเงินทุนสภาพคล่องไม่ได้เลย)
และเหรียญที่ผ่านเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อ จะต้องเอามาคำนวณ Historical Value at Risk (VaR) ที่ 99% โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 1 ปี — ภาษาคนคือ ใน 99% ที่ดีที่สุดของ เหรียญนี้ เราเสียเงินกับมันได้มากแค่ไหน
คือไม่ได้ดู worst case แต่ดูเคสที่แย่ที่สุดใน 99% ซึ่งเรื่อง Value at Risk ผมเคยเขียนไว้หลายครั้ง เป็นเครื่องมือในการวัดความเสี่ยง ที่ใช้กันเยอะในสถาบันการเงิน
หลังจากนั้นจะเอาค่า VaR มาเรียงกัน คล้ายๆ คำนวณ percentile แล้วแบ่งเป็น 5 กลุ่ม โดยตัดที่ 20%, 30%, 50%, 75% และ 100%
ดังนั้นการเปลี่ยนกลุ่มของเหรียญ ในการคำนวณ haircut สำหรับ NC จึงเป็นวิทยาศาสตร์มากๆ
ยังไงก็แล้วแต่ เป็นกำลังใจให้คุณ ศิริโชค ในการเปิดข้อมูลต่างๆ ครับ เราต้องการคนที่กล้าเปิด ส่วนอันไหนเป็นยังไง เราก็ช่วยๆ กันสื่อสารครับ
Workshop นึงที่ผมชอบให้คนทำเวลาอบรมการเงินส่วนบุคคล คือการกรอกสินทรัพย์ตัวเอง โดยผมจะให้แบ่งสินทรัพย์ออกเป็น
1. สินทรัพย์สภาพคล่องสูง (เช่น เงินสด)
2. สินทรัพย์เพื่อการลงทุน (เช่น หุ้น กองทุน ตราสาร)
3. สินทรัพย์สนองตัญหา (เช่น นาฬิกา กระเป๋า รถ บ้าน)
สำหรับรถ หรือบ้าน ถ้าซื้อมาใช้ ไม่ได้เอามาลงทุน ปล่อยเช่า ไม่ถือเป็นสินทรัพย์ลงทุน
ถ้าถามว่า เราควรมีสัดส่วนสินทรัพย์ไหนมากที่สุด ในระยะยาว ด้วยเหตุด้วยผล ทุกคนจะตอบว่า (2) สินทรัพย์เพื่อการลงทุน
แต่พอมาดูสินทรัพย์ตัวเอง คนส่วนใหญ่ 80-90% ของสินทรัพย์ กลับมีเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง
เพราะบางครั้ง ทางที่เราเดิน มันอาจจะสวนทาง กับทางที่เรา “ควร” เดิน — และ หลายๆ ครั้ง เราไม่รู้ตัว
การวางแผนการเงิน สร้างความมั่งคั่ง จึงมักเริ่มด้วยการ “รู้จักตัวเอง”
หลังจากกรอกสินทรัพย์ได้แล้ว เรามักจะ วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินต่อ ว่าเรามีอะไรที่ควรปรับหรือไม่? หนี้สินต่อสินทรัพย์เยอะไปไหม? สภาพคล่องเพียงพอหรือไม่? และอื่นๆ
ใครสนใจเรียน วางแผนการเงินและสร้างความมั่งคั่งส่วนบุคคล (ฉบับใช้จริง) สมัครได้ที่
online.altpluseducation.com
ฟรีวางแผนการเงิน 1 ครั้ง คอร์สดูได้ไม่มีหมดอายุ มีกลุ่มให้สอบถามกัน
วันนี้ผมมีโอกาสไปพูดคุยในรายการ “วาระแห่งชาติ” ทางช่องไทยรัฐ ในหัวข้อ Personal Finance
มีประเด็นหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้ โดยเฉพาะกับคนที่เติบโตมาในยุค Social Media นั่นคือ ระวังการถูกทำลาย Mindset เรื่องการหาเงินและการสร้างความมั่งคั่ง
ทุกวันนี้เราเห็นเรื่องราวของคนที่ร่ำรวยจากการลงทุนเป็นร้อยล้าน พันล้าน หรือแม้แต่หมื่นล้านบาท จนบางครั้งเราอาจเริ่มเข้าใจว่า การลงทุนคือหนทางหลักในการสร้างความร่ำรวย และการทำงานหาเงินกลายเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป
แต่ในความเป็นจริง การลงทุนเป็นเพียง Gearing ที่ช่วยให้เงินของเรางอกเงยเร็วขึ้น ส่วนเงินต้นที่นำมาลงทุนนั้น โดยทั่วไปก็ยังต้องมาจากการทำงาน การรับงาน Freelance การประกอบอาชีพ หรือการสร้างธุรกิจ
การจะร่ำรวยระดับพันล้านหรือหมื่นล้านบาท โดยไม่เคยสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก่อนเลยนั้น เป็นเรื่องที่ยากมากๆ
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า
สมมติว่าตอนอายุ 18 ปี พ่อให้เงินผมมา 1 ล้านบาท และผมตั้งเป้าหมายว่าจะมีเงิน 10,000 ล้านบาท ตอนอายุ 30 ปี
นั่นหมายความว่าผมต้องทำผลตอบแทนจากการลงทุนให้ได้ประมาณ 115% ต่อปี ติดต่อกัน 12 ปี หรือมากกว่าสองเท่าของเงินลงทุนในทุกๆ ปี โดยไม่สะดุดเลยแม้แต่ปีเดียว
ฟังดูอาจไม่ยากนัก ถ้าเรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนเงินหลักหมื่นให้กลายเป็นหลักแสน
แต่ลองจินตนาการดูว่า เมื่อเรามีเงิน 5,000 ล้านบาทแล้ว เราจะเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนอย่างไรให้กลายเป็น 10,000 ล้านบาทภายในปีเดียว?
การทำผลตอบแทนระดับนี้อย่างต่อเนื่อง มักต้องแลกกับความเสี่ยงมหาศาล และมีโอกาสสูญเสียเงินต้นอย่างรุนแรง
ที่สำคัญ ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนระดับนี้ ยังเหนือกว่าผลงานระยะยาวของ Jim Simons ผู้ก่อตั้ง Renaissance Technologies ซึ่งกองทุน Medallion มีชื่อเสียงจากผลตอบแทนเฉลี่ยราว 66% ต่อปีก่อนหักค่าธรรมเนียม และสูงกว่าผลตอบแทนระยะยาวของ Warren Buffett ที่อยู่แถวๆ 20% ต่อปี หลายเท่าตัว
คนเหล่านี้เป็นบุคคลระดับตำนานของโลกการลงทุน และเรากำลังพูดถึงการทำผลตอบแทนให้เหนือกว่าพวกเขาอย่างมหาศาล ติดต่อกันเป็นสิบปี
แน่นอนว่าอาจมีคนทำได้จริง แต่คนเหล่านั้นเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่มาตรฐานที่คนทั่วไปควรใช้วางแผนชีวิต
ปัญหาของ Social Media คือเราเห็นแต่ผลลัพธ์ เห็นคนรวย เห็นกำไร เห็นชีวิตหรูหรา แต่ไม่ค่อยเห็นความเสี่ยง เงินที่สูญเสียไป หรือคนอีกจำนวนมากที่พยายามทำแบบเดียวกันแล้วไม่ประสบความสำเร็จ
เมื่อเห็นเรื่องราวเหล่านี้ซ้ำๆ เราอาจเริ่มรู้สึกว่า การทำงานได้เงินเดือน การเก็บเงินเดือนละหมื่น หรือการค่อยๆ สร้างธุรกิจ เป็นเรื่องที่ช้าเกินไปและไม่คุ้มค่ากับเวลา
นี่แหละครับ คือสิ่งที่ผมเรียกว่า การถูกทำลาย Mindset
เพราะสุดท้ายแล้ว การสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสำหรับคนส่วนใหญ่ ยังต้องเริ่มจากการสร้างความสามารถในการหาเงิน ทำงาน เก็บออม เพิ่มรายได้ สร้างธุรกิจ และนำเงินที่หาได้ไปลงทุนอย่างมีวินัย
การลงทุนควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรารวยขึ้น ไม่ใช่ความหวังที่จะทำให้เราไม่ต้องหาเงิน
เอาจริงๆ ผมก็อยากให้การร่ำรวยเป็นเรื่องง่ายเหมือนที่เราเห็นกันบน Social Media นะครับ
แต่เสียดายที่ความจริง มันไม่น่าฟังเท่านิทาน
Altplus Group ตามหาทีมงาน 1 คน มีพื้นฐานบัญชีที่ดี ทำงานแอดมินได้ รักงานบริการ ไม่อิน work-life balance มีความต้องการเรียนรู้ เติบโต เพื่อเป็นผู้บริหารองค์กร หรือเจ้าของธุรกิจ
สนใจกรอกข้อมูลที่
docs.google.com/forms/d/e/1F…
สำหรับเด็กๆ ที่พึ่งจบใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดกว่าการหางานที่ดี หรือบริษัทที่ดี คือให้หา “เจ้านายที่ดี”
ไม่ใช่เจ้านายที่ตามใจ ไม่ใช่เจ้านายที่ใจดี แต่เป็นเจ้านายที่เป็น role model ที่ดี คนที่เราจะเรียนรู้อะไรได้มาก เปิดโอกาสให้เราลองของใหม่ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เคี่ยวกรำเรา discipline เรา และเปิดโอกาสให้เราได้เติบโต — เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่แท้จริง
เมื่อวานคุยกับน้องคนนึงที่จะเข้าไปร่วมทุนด้วย รายได้ตั้งแต่ต้นปี 7-8 ล้านแล้ว คำถามแรกที่ผมถามเลยคือ จด VAT รึยัง น้องบอกรับเป็นบุคคลมา — หลายๆ คน ไม่รู้ว่าบุคคลก็มี VAT เมื่อเหมือนกันนะ เมื่อเกิน 1.8 ล้าน
คงโดน VAT + ค่าปรับ อ่วมๆ อยู่ แต่ยังดีที่รู้ไว ช่วยกันจัดการได้
สำหรับใครที่อยากหาพาร์ทเนอร์ร่วมทุน ขยายธุรกิจ scale up ขยายสาขา ต่อยอด หาเงินลงทุน หรือขายธุรกิจ — เงื่อนไขว่า ต้องเปิดมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาทต่อปี และมีกำไรไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาทต่อปี หลังไมค์มาได้ครับ
สำหรับใครที่ลงทะเบียนคอร์ส US Stock Complete Course 101 ไว้นะคับ ตอนนี้ สามารถดาวน์โหลดเอกสารสำหรับวันแรกได้แล้วที่ เวป online.altpluseducation.com โดยเข้าไปที่หน้าหลักของวิชานะครับ
สำหรับการเรียนออนไลน์ เดิมการเรียนจะเป็นแบบดูวีดีโอย้อนหลัง ซึ่งจะดูได้ในเวปเดียวกัน ใช้เวลาประมาณ 7-14 วัน หลังจากวัน onsite ซึ่งจะดูได้เรื่อยๆ ไม่มีหมดอายุ
แต่เพื่อเพิ่มช่องทางสำหรับคนที่ทนไม่ไหว ทางทีมงานจะจัด Livestreaming เวลาเดียวกันกับตอน onsite ด้วยนะคับ (แต่อาจจะขลุกขลักบ้าง กับไม่คมชัดเท่าของ video นะครับ สามารถกลับมาดู Video ได้อีกครั้ง)
สำหรับใครที่อยากเรียนรอบ Live Streaming เช็คอีเมลล์นะครับ จะมีลิงค์ให้สำหรับเข้าเรียน พรุ่งนี้ 9.00 น. ครับผม
และใครที่ยังไม่ลงทะเบียน สามารถลงได้ในเม้น เพื่อจะได้ไม่พลาด Live Streaming sessions นะครับ
พบกันพรุ่งนี้เช้าครับ
บางคนสงสัย ว่าสายเทคนิค (ที่ไม่ใช่สาย quant) มันคือ scammer รึปล่าว ถ้าใช้ได้จริงจะสอนกันทำไม ทำไมไม่เก็บไว้ใช้เอง? หรือโลกนี้จะมีแต่ vi
เอางี้ก่อน ถ้าเป็น สาย quant ถ้าไม่ได้สอนเครื่องมือ วิธีการ แต่สอนกลยุทธ์เลย ผมจะไม่สอน ยกเว้นบางตัวที่มันทำไม่ค่อยได้แล้ว ที่ผมเอามาสอน ให้เห็นเป็น case studies ว่ามันทำกำไรได้อย่างไร
แต่สายเทคนิค ผมว่าต่างกันออกไป ผมยกตัวอย่างอันนึงที่ง่ายๆ ให้ดู
✅ ถ้าราคาเป็นขาขึ้น นั่นคือมันทำทรงขึ้นมาตลอด ทำ new highs มาเรื่อยๆ และ low ใหม่ที่เกิด ไม่ต่ำลงไปกว่า low ที่แล้ว และ volume ก็ขยายตัวเพิ่มเรื่อยๆ (ปริมาณการซื้อขายเพิ่มมากขึ้น ในแต่ละอาทิตย์) — แบบนี้เราจะตีความได้ว่า ขาขึ้นยังแข็งแรง เพราะมีแรงซื้อใหม่เข้ามาเพิ่มตลอด คนยังเข้าหาสินทรัพย์ตัวนี้ ราคายังถูกซื้อจนสูงขึ้นไป
✅ ถ้าราคาเป็นขาขึ้น แต่ ทุกครั้งที่ทำ high ใหม่ กับขึ้นไม่ได้เยอะ เทียบกับ high ที่แล้ว มีลักษณะ ขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ และ volume ลดลงเรื่อยๆ — แบบนี้จะตีความได้ว่า ราคายังเป็นขาขึ้น แต่คนเข้ามาใหม่น้อยลง การขึ้นเริ่มอ่อนแรง เป็นสัญญาณให้ระวัง
อันนี้คือเบสิค เทคนิคอล ในการอ่าน Fund Flow ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลเลย นี่ยังไม่นับพวก OI จาก options ที่ทำให้เกิดแนวรับแนวต้าน จากการ hedging (ซึ่งมันเป็น mechanism ที่ dealer ทำ ไม่ได้คาดเดา) กับ พวก Framework ต่างๆ ที่ถอน logic มา
ศาสตร์ เทคนิคอลค่อนข้างใหญ่ แต่เราต้อง “เลิก” การมอง ศาสตร์ นี้เป็นการพยากรณ์ราคา ว่ามันจะต้องซื้อตรงนั้น ขายตรงนี้ เหมือนเป็นเครื่องมือวิเศษก่อน
เทคนิคอล คือการวิเคราะห์ สินทรัพย์ผ่าน ราคา และปริมาณการซื้อขาย ในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งมีผลอย่างมากต่อราคาในอนาคต
ผมเข้าใจว่าทำไมคนถึงเข้าใจผิด คิดว่ามันคือเครื่องมือวิเศษ เพราะ 6-7 ปีแรก ของการลงทุน ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน วนอยู่ในอ่าง จนอ่าน textbook หลายๆ เล่ม จึงเข้าใจว่า technical คือการอ่านสินทรัพย์ใน มิติของ ราคา และปริมาณการซื้อขาย ซึ่งถ้าเราเข้าใจ เราจะเห็นว่าทั้ง Technical และ Fundamental ผสมเข้าหากันได้อย่างลงตัว
Quant คือเครื่องมือที่ค่อนข้างพิเศษกว่า แต่ยากกว่าเยอะมาก โดยเฉพาะการทำเทรดแบบ non-directional และส่วนใหญ่ ไม่ยอมสอนกัน เพราะจะแย่งสภาพคล่องกันจริงๆ — แม้แต่พื้นฐาน ก็ยังไม่ค่อยอยากจะสอน เพราะไม่อยากมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น ซึ่งผมเคยสอน case studies ไว้ อาจจะลองไปหาๆ ดู แต่บอกก่อนว่า ทางนี้เดินยาก
📌 ส่วนพวกที่เป็น scammer หลอกลวง ผมว่ามีทุกแนวแหละ ทั้ง
- VI เก๊ๆ กลวงๆ ไม่ได้รู้อะไรมาก ก็โม้ๆ ไปวันๆ หาเงิน หาชื่อเสียง มาต่อยอด
- เทคนิคอล หลอกๆ ที่ไม่ได้เข้าใจอะไร บางคนพึ่งเทรดได้ไม่นาน เน้นโชว์กำไร ขายความโลภ ขายคอร์สแพงๆ หลอกคนเสียรู้
- และพวก Quant กากๆ ที่ชีวิตนี้ ยังไม่เคยทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เน้นขายหนังสือ ขายคอร์สแพงๆ ให้คนอื่นมาเรียน แล้วสอนแบบผิดๆ กากๆ ด้วย
ส่วนตัวจริง ก็มีในทุกวงการแหละ ก็คงต้องเลือกเอา
ซื้อความโลภ จะได้คำลวง
ซื้อความรู้ จะได้ความจริง
ใครสนใจคลาส Technical หรือ Quant หรือแม้แต่ VI ไปดูได้ที่
betterinvestor.online/course…
ถ้าอยากเรียนแล้วรวยเลย อย่าเรียน เพราะจะไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้าอยากเรียน เพื่อหาความรู้ ต่อยอด ไปในทางที่ถูกต้อง จะเหมาะมาก
มานั่งเอาชื่อ io ไป เสริช และลองแกะๆ ดู จาก google บางคนคอมเม้าอวย exchange เจ้านึงมาตลอด บางคนโพสรีวิวที่พักมากมาย รีวิวซื้อของ ว่าสั่งแล้วดีมาก ลามไปถึงเข้าไปเม้นใน influ ชื่อดัง engagement ดี
ทำให้สงสัยว่า social media ที่เราเสพอยู่ มันน่ากลัวเหมือนกันนะ influ บางคนจ้างคนเม้นเยอะๆ ไลค์เยอะๆ ก็ดูมีชื่อเสียง สื่อ ช่องอื่นๆ ก็เอาไปขยายต่อ จนมีชื่อเสียงขึ้นมาจริงๆ
บางคนใช้ให้รีวิวของ ผลิตภัณฑ์ สร้างความน่าเชื่อถือ แต่ของจริงอาจจะแย่มากๆ
และสิ่งเหล่านี้ กลายเป็นเรื่อง “ปกติ” ไปแล้ว
เราอยู่ในยุคที่ critical thinking ยิ่งสำคัญกว่าทุกครั้ง
io 20 กว่าคนที่มารุมโพส ในเฟสผมเมื่อกี้ ใครก็ได้ dm มาทีนะ อยากสัมภาษณ์วิธีการของธุรกิจนี้ โคตรน่าสนใจ ให้ค่าเสียเวลา แสนนึง — แต่คราวหน้าขอไม่เอาแบบโพสพร้อมกันพรวดเดียวนะ ขอเนียนๆ
โพส Bitkub กับ Shuffle เมื่อกี้ มีคนมาคอมเม้น พร้อมกัน ย้ำว่า พร้อมกัน ณ นาทีเดียวกัน พรวดเดียว 14 คน ทุกคนพูดถึง Binance TH
5555555555 บังเอิญแหละ ไม่ใช่ io ร็อกกกกกกกก
ศิริโชค เผย มีธุรกรรมระหว่าง Bitkub กับ Shuffle 9,858 ครั้ง ใน 3 ปี มูลค่ากว่า 118 ล้าน ถ้าเอาแบบแฟร์ๆ จะบอกว่า bitkub รู้เห็น อาจจะไม่ถูก คนอาจจะโอนไปเล่นปกติก็ได้ แต่ถ้ามองเรื่อง AML น่าจะสุ่มเสี่ยงมากๆ ที่ exchange ปล่อยให้ users โอนเงินไปเวปพนัน
เรื่องนี้คงต้องดูรายละเอียด เอาจริงๆ ผมก็ยังไม่เห็น 9,858 ธุรกรรมที่เป็นข่าว
แต่งานนี้ ถ้าจริง เรื่องนโยบาย AML หรือต่อต้านการฟอกเงิน น่าจะอ่วม
matichon.co.th/politics/news…
เห็นมีคนมาดราม่าเรื่องที่ผมโพสประเด็น ไท่หยาง
ถ้าใครตามผม ผมวิจารย์ยับ ทั้งประเด็น กู้เงินไทยช่วยไทย ฮั้ว สว. การเลือกตั้งลับ จนผู้ใหญ่ในฝั่งการเมืองบางคนที่เป็นกัลยาณมิตรถึงกับมาเตือนหลายครั้ง
ประเด็น ไท่หยาง ถ้าเอาวันนี้ ผมยังมองไม่ออกจริงๆ ว่ามันผิดตรงไหน นอกจากเรื่องยื่นทรัพย์สินไม่ครบ (ตรงนี้ก็เล่นกันไป)
ส่วนใครที่บอกว่าอย่าพูด เงียบๆ เราจะได้ประโยชน์กว่า ผมไม่เชื่อในการที่เราจะชนะเค้า โดยการเป็นคนแบบเค้า — เพราะแบบนั้น เมื่อเปลี่ยนฝั่ง การเมือง การใช้งบ และระบบการบังคับใช้กฏหมายที่เป็น ก็คงน่าเศร้าใจเหมือนเดิม





